บิลลี่ : ดีเอสไอเผยดีเอ็นเอชิ้นส่วนกะโหลกตรงกับแม่ของ "พอละจี รักจงเจริญ"

  • 3 กันยายน 2019
พ.ต.ท. กรวัชร์ รองอธิบดีดีเอสไออธิบายแผนผังจำลองวัตถุพยานคาดว่าเป็นชิ้นส่วนกระดูกมนุษย์ บริเวณสะพานแขวนแก่งกระจาน Image copyright Thai News Pix
คำบรรยายภาพ พ.ต.ท. กรวัชร์ รองอธิบดีดีเอสไออธิบายแผนผังจำลองวัตถุพยานคาดว่าเป็นชิ้นส่วนกระดูกมนุษย์ บริเวณสะพานแขวนแก่งกระจาน

กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยหลักฐานสำคัญเชื่อมโยงการหายตัวไปของนายพอละจี รักจงเจริญ หรือ "บิลลี่" แกนนำนักปกป้องสิทธิมนุษยชนชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ซึ่งหายตัวไปเมื่อ 5 ปีก่อน

วันนี้​ (3 ก.ย. 2562)​ พ.ต.อ.​ ไพสิฐ​ วงศ์เมือง​ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ​ พร้อมด้วย พ.ต.ท. กรวัชร์​ ปานประภากร​ รองอธิบดีดีเอสไอ พ.ต.ท.​ เชน​ กาญจนาปัจจ์ ผอ.กองอำนวยกองปฏิบัติการคดีพิเศษภาค แถลงความคืบหน้าการสืบสวนคดีการหายตัวไปของบิลลี่ ซึ่งหายตัวไประหว่างที่มีการฟ้องร้องคดีความระหว่างชาวกะเหรี่ยงกับอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเมื่อปี 2557

ดีเอสไอระบุว่า เมื่อช่วงเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่พบกระดูกกะโหลกมนุษย์ในถังขนาด 200 ลิตรที่จมอยู่ใต้น้ำ บริเวณสะพานแขวนเหนืออ่างเก็บน้ำเขื่อนแก่งกระจาน การตรวจสอบพบว่ากระดูกที่พบมีสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอตรงกับนางโพเราะจี รักจงเจริญ มารดาของบิลลี่

"อนุมานเบื้องต้นได้ว่าบิลลี่เสียชีวิตแล้ว" พ.ต.ท. กรวัชร์ รองอธิบดีดีเอสไอระบุ

พ.ต.ท.กรวัชร์ระบุว่า ในการหาวัตถุต้องสงสัยใต้น้ำนั้น ดีเอสไอดำเนินการร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ โดยได้ใช้เครื่องยานยนต์สำรวจใต้น้ำค้นหาเมื่อวันที่ 26 เม.ย. และ 22-24 พ.ค. พบถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร จำนวน 1 ถัง เหล็กเส้นจำนวน 2 เส้น เศษไม้ที่ถูกเผา 4 ชิ้น และเศษฝาถังน้ำมัน

Image copyright กรมสอบสวนคดีพิเศษ
คำบรรยายภาพ ชิ้นส่วนกระดูกมนุษย์ที่พบในอ่างเก็บน้ำเขื่อนแก่งกระจาน

พ.ต.ท. กรวัชร์เปิดเผยว่า พิกัดของจุดที่ดีเอสไอพบถังน้ำมันเป็นข้อมูลจากการลงพื้นที่ทำงานของเจ้าหน้าที่ดีเอสไอและ "แหล่งข่าวบางส่วน" โดยจุดที่พบถังน้ำมันอยู่ห่างจากจุดที่บิลลี่ได้รับการปล่อยตัวเมื่อปี 2557 ที่แยกบ้านมะค่าในเขตอุทยานฯ กว่า 10 กม.

นอกจากนี้เมื่อวันที่ 28-30 ส.ค. ได้มีการดำน้ำเพิ่มเติม และพบชิ้นส่วนกระดูกมนุษย์อีก 20 ชิ้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์

"กรมสอบสวนคดีพิเศษเห็นว่า พฤติการณ์ของกลุ่มคนร้ายที่กระทำผิดครั้งนี้เข้าข่ายลักษณะเป็นการฆาตกรรมโดยทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหายที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงตามอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ หลังจากนี้จะเร่งรัดสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มองค์กรที่กระทำความผิดโดยเร็ว" ดีเอสไอระบุ พร้อมขอให้ประชาชนที่มีเบาะแสในเรื่องนี้ให้แจ้งมายังดีเอสไอทางสายด่วน 1202

ดีเอสไอหาข่าวในพื้นที่จนพบพิกัด

พ.ต.ท. กรวัชร์ อธิบายจากข้อมูลการสอบสวนตั้งแต่ปี 2557 จุดสุดท้ายที่มีข้อมูลว่านายพอละจีถูกปล่อยตัวที่แยกหนองมะค่าและหลังจากนั้นไม่มีใครได้พบตัวนายพอละจีอีกเลยนั้น เมื่อดีเอสไอได้รับเรื่องเป็นคดีพิเศษได้ลงพื้นที่และดูข้อมูลทั้งหมด หาข่าวในพื้นที่ในระยะเวลาหนึ่ง ทำให้พบจุดสำคัญว่า ผู้ก่อเหตุน่าจะทิ้งพยานหลักฐาน และจักรยานยนต์ของบิลลี่ที่หายไปบริเวณจุดที่พบถังน้ำมัน

Image copyright Thai News Pix
คำบรรยายภาพ พ.ต.ท. กรวัชร์ : "อนุมานเบื้องต้นได้ว่าบิลลี่เสียชีวิตแล้ว"

การค้นหาใต้น้ำใช้หุ่นยนต์ใต้น้ำระบบโซนาสแกนใต้พื้นน้ำ โดยใช้เวลาทั้งสิ้น 6 ชม. และพบว่ามีวัตถุต้องสงสัย จึงขอความร่วมมือกับ ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) จัดนักประดาน้ำลงสำรวจใต้น้ำจนพบถังน้ำ 200 ลิตร เบื้องต้นพบว่ามีการเจาะรู มีลักษณะผุ รอยดำไหม้ หลังจากนั้น ตชด. ดำน้ำลงไปและพบเหล็กเส้นสองเส้นใกล้บริเวณถัง และเศษกระดูกหนึ่งชิ้น คล้ายกระดูกมนุษย์ ใกล้บริเวณที่พบถัง หลังจากนั้นจึงส่งไปที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์

ลักษณะของกระดูกเท่าหัวแม่มือ เศษกระดูกชิ้นนี้ใช้เวลาตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์พบว่าสารพันธุกรรมสัมพันธ์กับโลหิตของมารดาของนายพอละจี และพบว่าเศษกระดูกถูกผ่านความร้อนมา

ไขคดีที่ถัง 200 ลิตร

พ.ต.ท. กรวัชร์ระบุว่า ต่อมาเมื่อวันที่ 23-24 ส.ค. มีการดำน้ำเพื่อค้นหาหลักฐานอีกครั้ง พบกระดูกอีกหลายชิ้นรวม 20 ชิ้น การตรวจสอบนิติวิทยาศาสตร์ ยืนยันเบื้องต้นเป็นกระดูกมนุษย์ 8 ชิ้น ส่วนชิ้นอื่นที่ไม่สามารถยืนยันได้เพราะมีชิ้นเล็กมาก

หลักฐานสำคัญเป็นชิ้นส่วนที่เป็นกระดูกที่บริเวณศีรษะ ซึ่งแสดงว่าเจ้าของชิ้นสวนถึงแก่ความตาย

ส่วนเหล็กเส้นที่พบพร้อมกับถัง พ.ต.ท. กรวัชร์ ระบุว่ากำลังประสานตรวจสอบกับหน่วยพิสูจน์หลักฐานของตำรวจภูธรภาค 7 ถึงความเกี่ยวข้องกับพยานวัตถุอื่นที่พบพร้อมกัน

Image copyright BBC Thai
คำบรรยายภาพ ภาพถังที่พบในอ่างเก็บน้ำและมีกระดูกมนุษย์อยู่ภายใน

เทคโนโลยีใต้น้ำหาวัตถุต้องสงสัย

ดร.สว่างทิตย์ ศรีกิจสุวรรณ หัวหน้าศูนย์วิจัยเฉพาะทางวิศวกรรมอวกาศและทะเล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เปิดเผยการทำงานในการค้นหาวัตถุใต้น้ำว่า ใช้ระบบโซนาใต้น้ำค้นหาในพื้นที่ 100 เมตร โดยใช้เวลาในการค้นหา 6 ชม. พบว่ามีวัตถุต้องสงสัยขนาดใหญ่ 4 ชิ้น ขนาดใหญ่ ใหญ่สุด 2 เมตร ก่อนส่งมอบตำแหน่งให้กับนักประดาน้ำของ ตชด. ลงเก็บกู้ขึ้นมา

ชิ้นส่วนกะโหลกมีรอยแตกร้าวและรอยไหม้

ผศ. วรวีย์ ไวยวุฒิ ผู้อำนวยการกองสารพันธุกรรม สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กล่าวถึงการตรวจสอบชิ้นส่วนกระดูกมนุษย์ที่พบว่าเป็นส่วนกะโหลกศีรษะด้านท้ายทอยค่อนมาทางด้านหู "ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของร่างกายมนุษย์หากไม่อยู่ในร่างกายแล้ว บุคคลนั้นคือเสียชีวิต นอกจากนี้ยังมีร่องรอยที่กระดูกผ่านการเผาไหม้"

โดยกระดูกกะโหลกศีรษะข้างซ้ายที่พบนั้น การตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์พบว่ามีรอยไหม้สีน้ำตาล ร่วมกับรอยแตกร้าว และการหดตัวของกระดูกจากการถูกความร้อนด้วยอุณหภูมิประมาณ 200-300 องศาเซลเซียส และการตรวจหาสารพันธุกรรมแบบพิเศษ พบว่าพันธุกรรมมีการสืบทอดทางมารดาตรงกันกับนางโพเราะจี รักจงเจริญ มารดาของบิลลี่

Image copyright BBC Thai
คำบรรยายภาพ ชิ้นส่วนกระดูกมนุษย์ที่พบเป็นส่วนกะโหลกศีรษะด้านท้ายทอยค่อนมาทางด้านหู มีรอยแตกร้าวและรอยไหม้

"ทำไมถึงเอาตัวพ่อไป"

"ไม่เคยคิดเลยว่าบิลลี่จะรอดชีวิตกลับมา" พิณนภา พฤกษาพรรณ หรือ มึนอ ภรรยาของนายพอละจี กล่าวกับบีบีซีไทย ภายหลังกรมสอบสวนคดีพิเศษแถลงวันนี้

มึนอ ซึ่งตอนนี้เลี้ยงดูลูกของเธอและบิลลี่ 5 คน กล่าวว่าที่ผ่านมา 5 ปีนับแต่การหายตัวไปของสามี เธอคิดมาตลอดว่า บิลลี่คงไม่มีชีวิตอยู่แล้ว เธอเล่าด้วยว่า ลูกคนที่ 4 ถามเธอว่าทำไมถึงเอาตัวพ่อของเขาไป"ยังดีที่เขายังเจอว่าบิลลี่เสียชีวิตแล้วอยู่ตรงไหน...ทำไมคนที่ทำ บิลลี่ไปทำอะไรให้เขา ถึงอาฆาตแค้นเอาชีวิตบิลลี่ไป"

Image copyright BBC Thai
คำบรรยายภาพ พิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยาของบิลลี่ต้องเลี้ยงลูก 5 คน เพียงลำพังนับตั้งแต่บิลลี่หายตัวไปเมื่อปี 2557

ภรรยาของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงกล่าวว่า หลังจากนี้ทางครอบครัวจะรอให้ดีเอสไอดำเนินการทางคดีให้ชัดเจน ก่อนขอกระดูกของบิลลี่มาทำพิธีตามความเชื่อต่อไป"เชื่อว่าบิลลี่ถูกกระทำแบบนี้เพราะเขาไปช่วยเหลือปู่คออี้ การไปช่วยปู่ เขาไม่ได้ทำให้ใครเจ็บปวดถึงแก่ชีวิตเลย แต่ทำไมเขาถูกทำถึงขั้นเอาชีวิต"

องค์กรสิทธิมนุษยชนชื่มชมดีเอสไอ

มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ซึ่งเป็นองค์กรสิทธิมนุษยชนที่ติดตามคดีของบิลลี่และให้ความช่วยเหลือครอบครัวรักจงเจริญในการเรียกร้องความเป็นธรรมมาโดยตลอดออกแถลงการณ์ชื่นชมการทำงานของดีเอสไอและคณะในการคลี่คลายคดีซึ่งก่อนหน้านี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่สามารถคลี่คลายได้ พร้อมกับเรียกร้องให้สอบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ

"มูลนิธิผสานวัฒนธรรมเชื่อว่าการกระทำผิดอันอุกอาจในคดีนี้มีการกระทำอย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยการอุ้มฆ่า เผา ถ่วงน้ำอำพรางศพ ซึ่งถือเป็นการฆาตกรรมโดยทรมานอย่างโหดร้าย และสามารถขัดขวางและประวิงการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ได้นานถึง 5 ปี ดังนั้นคนร้ายน่าจะได้รับการบงการหรือสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่บางคนที่มีอิทธิพลในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน" มูลนิธิฯ ระบุในแถลงการณ์ พร้อมยื่นข้อเรียกร้อง 4 ข้อ คือ

  • ขอให้ดีเอสไอสืบสวนสอบสวนต่อไปเพื่อให้ได้ตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ
  • ขอให้ดีเอสไอและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลือและคุ้มครองพยาน โดยเฉพาะครอบครัวของบิลลี่ ให้พ้นจากการข่มขู่คุกคาม
  • หากพบว่าเจ้าหน้าที่รัฐคนใดมีส่วนเกี่ยวข้องในคดีนี้ หน่วยงานต้นสังกัดต้องย้ายหรือพักราชการเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวเพื่อป้องกันมิให้ใช้อิทธิพลในการแทรกแซงคดี
  • ขอให้รัฐบาลและรัฐสภาเร่งรัด ดำเนินการในการตรากฎหมายอนุวัติการตามอนุสัญญาต่อต้ายนการทรมานและการป้องกันการบังคับบุคคลให้สูญหาย

บิลลี่คือใคร

นายพอละจี รักจงเจริญ หรือที่รู้จักกันในชื่อ "บิลลี่" เป็นหนุ่มชาวกะเหรี่ยง มีอาชีพทำสวนทำนา และเป็นสมาชิก อบต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เขาเดินทางไป ๆ มา ๆ ระหว่างบ้านบางกลอย ซึ่งเป็นบ้านเดิมของเขากับบ้านป่าเด็ง ที่เขาอาศัยอยู่กับพิณนภา พฤกษาพรรณ หรือ "มึนอ" ผู้เป็นภรรยา และลูกเล็ก ๆ ทั้ง 5 คน ปัจจุบันคนโตอายุ 15 ปี ส่วนคนสุดท้องอายุ 7 ปี

บิลลี่ ซึ่งขณะหายตัวไปมีอายุได้ 30 ปี เป็นแกนนำชาวกะเหรี่ยงที่มีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิชุมชนชาวกะเหรี่ยงในการอยู่อาศัยและทำกินในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ที่ชาวชุมชนบอกว่าอยู่มาก่อนประกาศเป็นเขตอุทยาน

เขาเป็นกำลังสำคัญที่คอยช่วยเหลือนายโคอิ มีมิ หรือ "ปู่คออี้" ผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวกะเหรี่ยงแก่งกระจาน ที่ถูกเจ้าหน้าที่อุทยานฯ เผาบ้านและยุ้งข้าวเมื่อปี 2554 และร่วมกับชาวกะเหรี่ยงป่าแก่งกระจานยื่นฟ้องกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานฯ แก่งกระจานจากกรณีเหตุการณ์เผาบ้านและทรัพย์สินชาวบ้านเมื่อปี 2553 และ 2554

มึนอ ภรรยาของบิลลี่เคยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่าบิลลี่เป็นคนรักครอบครัวมาก และหลังจากที่เขาลุกขึ้นเป็นผู้นำในการเรียกร้องสิทธิชุมชนชาวกะเหรี่ยงจนกลายเป็นความขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่อุทยานฯ บิลลี่เคยบอกกับมึนอว่า ถ้าเขาเดินทางจากบ้านป่าเด็งมาถึงบ้านบางกลอยแล้วหายตัวไป ให้รู้เลยว่าเขาถูกฆ่า

หลังจากที่เขาหายตัวไปเมื่อวันที่ 17 เม.ย. 2557 ภรรยาของเขาได้เป็นกำลังสำคัญในการเรียกร้องความเป็นธรรมและตามหาสามี โดยมีองค์กรสิทธิมนุษยชนจำนวนมากร่วมติดตามคดีและให้ความช่วยเหลือ

ย้อนเหตุการณ์ "บิลลี่" หายตัว

17 เม.ย. 2557 : นายพอละจี หรือบิลลี่ หายตัวไปที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน โดยนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานฯ ยอมรับว่าเขาได้ควบคุมตัวบิลลี่ไว้ด้วยข้อหาครอบครองน้ำผึ้งป่าอย่างผิดกฎหมาย แต่ได้ปล่อยตัวไปแล้วในวันเดียวกัน

ก.ค. 2557: พิณนภา พฤกษาพรรณ หรือ มึนอ ภรรยาของบิลลี่ร่วมกับเครือข่ายองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน ร้องต่อศาลจังหวัดเพชรบุรี ขอให้มีการไต่ส่วนฉุกเฉินการหายตัวไปของบิลลี่ ทั้งศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกายกคำร้อง โดยให้เหตุผลว่าหลักฐานไม่เพียงพอ

เม.ย. 2559 : ครบ 2 ปีการหายตัวไปของบิลลี่ เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เขตงานตะนาวศรี ร้องทุกข์กล่าวโทษนายชัยวัฒน์ อดีตหัวหน้าอุทยานฯ แก่งกระจาน ข้อหากักขังหน่วงเหนี่ยวหรือกระทำการให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย

28 มิ.ย. 2561 : ดีเอสไอรับคดีการหายตัวไปของบิลลี่เป็นคดีพิเศษ

10 ก.ค. 2562: ดีเอสไอรายงานความคืบหน้าการสอบสวนว่า เจ้าหน้าที่ยังคงพยายามสืบหาข้อมูลพยานหลักฐาน และเผยว่ากำลังหาพยานหลักฐานสำคัญซึ่งไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่ยืนยันว่าได้มีการส่งเจ้าหน้าที่แฝงตัวเข้าไปในพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลสำคัญ ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่ประเทศไทยยื่นขอขึ้นทะเบียนป่าแก่งกระจานเป็นมรดกโลก โดยผู้เชี่ยวชาญได้หยิบประเด็นว่าด้วยการละเมิดสิทธิชุมชนชาวกะเหรี่ยงแก่งกระจานมาพูดถึงด้วย

27 ส.ค. 2562 : ภรรยาของบิลลี่ยื่นคำร้องต่อศาลจังหวัดเพชรบุรี ขอให้ศาลสั่งให้บิลลี่เป็นบุคคลสาบสูญ หลังจากหายตัวไป 5 ปี โดยมีพยานหลักฐานน่าเชื่อถือได้ว่า บิลลี่ถูกบังคับให้หายสาบสูญโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ศาลกำหนดนัดไต่สวนวันที่ 28 ต.ค. นี้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง