น้ำท่วม : นักวิชาการแนะถอดบทเรียน น้ำท่วมอุบลฯ 62 เพื่อการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

  • 13 กันยายน 2019
น้ำท่วมวันที่ 14 ก.ย. 2562 Image copyright KRIT PHROMSAKLA NA SAKOLNAKORN/AFP/Getty Images

การบริหารจัดการน้ำแบบยั่งยืนและมีประสิทธิภาพเป็นประเด็นที่ได้รับการพูดถึงอีกครั้งหลังจากหลายพื้นที่ใน 13 อำเภอใน จ. อุบลราชธานี จมน้ำท่วมจากอิทธิพลพายุโพดุลและพายุคาจิกิ นับเป็นอุทกภัยที่หนักสุดในรอบเกือบ 20 ปี จนเกิดแฮชแท็ก #saveubon ที่สะท้อนถึงความรุนแรงของวิกฤตครั้งนี้

สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดอุบลราชธานี คาดว่าอาจจะต้องใช้เวลาราว 1 เดือนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายเป็นปกติ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีภัยแนะนำว่า ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะหน่วยงานในภาคอีสานจะเริ่มต้นถอดบทเรียนจากภัยธรรมชาติในครั้งนี้ เพื่อวางแผนบริหารจัดการน้ำทั้งในฤดูน้ำแล้งและน้ำหลากอย่างเป็นระบบ

"ผมนึกถึงสถานการณ์เหมือนตอนที่กรุงเทพฯ น้ำท่วมเมื่อปี 2554 ตอนนั้นผมอาศัยอยู่ย่านบางเขน เราก็นั่ง ๆ รอ ๆ เมื่อไหร่น้ำจะมา เพราะมีแต่ข่าวว่าน้ำจะมา แต่พอมาปุ๊บ ก็มาเลยทันที เข้าใจว่าอารมณ์ (คนอุบลฯ) คงจะคล้าย ๆ กัน" รศ.ดร. สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ์ อาจารย์เเละผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีภัย คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวกับบีบีซีไทย

รศ.ดร. สุทธิศักดิ์อธิบายว่าน้ำท่วมใน จ. อุบลราชธานีเป็นไปในลักษณะน้ำล้นตลิ่ง ซึ่งตามหลักวิชาการแล้ว เป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้ยาก แม้ว่าจะมีการเตือนภัยล่วงหน้าแล้วก็ตาม จึงอาจจะทำให้ประชาชนหลายคนเฝ้ารอดูสถานการณ์ไปก่อน แทนที่จะเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับอุทกภัย

ปภ.ยืนยัน ประกาศเตือนภัยน้ำท่วม แต่ประชาชนไม่ตื่นตัว

นายอภิชัย จำปานิล หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จังหวัดอุบลราชธานี ยืนยันกับบีบีซีไทยว่า ได้มีการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าไปแล้ว หลังจากอิทธิพลจากพายุโพดุลและพายุคาจิกิทำให้เกิดน้ำท่วมในหลายจังหวัดในภาคอีสานตอนล่าง แต่เพราะเหตุการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง จึงทำให้ประชาชนบางส่วนไม่ตื่นตัวเท่าที่ควร บางส่วนก็ยังอาศัยอยู่ในบ้าน เมื่อระดับน้ำสูงขึ้นก็ทำให้การอพยพเป็นไปอย่างยากลำบาก

Image copyright ตำรวจภูธร จ.อุบลราชธานี

หัวหน้า ปภ. อุบลฯ กล่าวด้วยว่า ปัญหาอีกประการคือ องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นยังไม่มีความตื่นตัวต่อเรื่องสาธารณภัยเท่าที่ควร โดยยังไม่มีการจัดซื้ออุปกรณ์ และเครื่องมือในการช่วยเหลือ ทำให้การบรรเทาสาธารณภัยไม่มีประสิทธิภาพ

การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ

รศ.ดร. สุทธิศักดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีภัยมองว่า การบริหารจัดการน้ำที่เป็นระบบไม่ใช่เพียงแก้ปัญหาน้ำท่วมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการจัดการน้ำในฤดูแล้งอย่างมีประสิทธิภาพด้วย

"ปัจจุบันมีเครื่องมือในการบริหารจัดการน้ำอย่างเพียงพอหรือยัง" เขาตั้งคำถาม

Image copyright Facebook/PhotoDroneDrone

เครื่องมือบริหารจัดการน้ำคืออะไร ?

รศ.ดร. สุทธิศักดิ์ ตอบว่าเครื่องมือบริหารจัดการน้ำคือ การจัดสรรพื้นที่ในการชะลอน้ำที่รู้จักกันว่า "พื้นที่แก้มลิง" เพื่อตัดยอดมวลน้ำและพักไว้ที่หนึ่งแล้วค่อย ๆ ปล่อยออกมาก หรือไม่ก็สร้างเขื่อนเพื่อชะลอน้ำ ในฤดูน้ำหลาก และใช้กักเก็บน้ำเพื่อใช้ในการเกษตรในฤดูน้ำแล้ง

ในกรณีที่ทำไม่ได้ รศ.ดร. สุทธิศักดิ์เสนอว่าเครื่องมือถัดไป คือ การบริหารจัดการตามลำน้ำ เช่น การมีระบบคลองผันน้ำซึ่งจะทำให้น้ำที่จะไหลเข้าเมืองไหลไปลงแม่น้ำโขงได้รวดเร็วมากขึ้น คล้าย ๆ "โครงการประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ" ที่สามารถลดผลกระทบน้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล

เครื่องมืออีกหนึ่งอย่างคือ การสร้างคันกันน้ำท่วม เพื่อป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่เศรษฐกิจและพื้นที่สำคัญ อาจจะต้องทำควบคู่กับการทำพื้นที่แก้มลิง

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญรายนี้แนะนำว่า หากมองเป็นองค์รวม หน่วยงานภาครัฐควรจะมาตัดสินใจร่วมกัน ไม่เพียงใน จ.อุบลราชธานี แต่รวมถึงหลายจังหวัดใกล้เคียงที่อยู่ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ แต่ทั้งหมดนี้ต้องผ่านการปรึกษาหารือกับภาคประชาชนว่า เครื่องมือไหนมีความเหมาะสมเพียงใดในแต่ละท้องที่

เพราะภูมิศาสตร์คือปัจจัย

รศ.ดร. สุทธิศักดิ์ อธิบายว่า หากพิจารณาลักษณะทางภูมิศาสตร์แล้วภาคอีสานเป็นที่ราบสูงแบบแอ่งกระทะ โดยบริเวณขอบ ๆ จะเป็นที่ราบสูงตรงกลางจะเป็นจุดต่ำ ซึ่งมีแม่น้ำสายสำคัญคือแม่น้ำชีและแม่น้ำมูล โดยแม่น้ำสองจะไหลมาบรรจบกันที่่ จ. อุบลราชธานี และท้ายสุดจะไหลออกที่แม่น้ำโขงที่ อ. โขงเจียม

Image copyright Facebook/GeoThai.net
คำบรรยายภาพ ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของภาคอีสาน ส่วนข้อมูลน้ำท่วมนำมาจาก GISTDA ณ วันที่ 9 ก.ย. 2562

"ถ้าเปรียบเทียบก็เหมือนกับพื้นที่กรุงเทพฯ ที่รับมวลน้ำเหนือมาผ่านกรุงเทพฯ โดยแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อลงทะเลไป สำหรับกรณี อุบลราชธานีก็เป็นพื้นที่รับน้ำและทางออกของน้ำ" เขาอธิบาย

ส่วนสถานการณ์ล่าสุด จากข้อมูลของ ปภ. อุบลราชธานี ระบุว่า น้ำท่วมในจังหวัด เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 29 ส.ค.ในพื้นที่รอบนอก แต่เริ่มเข้าสู่พื้นที่ อ.เมือง และ อ.วารินชำราบ ตั้งแต่วันที่วันที่ 8 ส.ค. ที่ผ่านมา ส่วนจำนวนผู้ที่ได้รับผลกระทบมั้งหมด 6,223 ครัวเรือน หรือราว 21,652 คน จาก 13 อำเภอ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง