#ขบวนเสด็จ : กระทรวงดิจิทัลฯ-ปอท. เตือนผู้แชร์ข้อความของ "กาณฑ์" มีโทษสูงสุดจำคุก 5 ปี

  • 8 ตุลาคม 2019
กาณฑ์ พงษ์ประภาพันธ์ (คนกลาง) Image copyright BBC Thai
คำบรรยายภาพ กาณฑ์ พงษ์ประภาพันธ์ (คนกลาง) ขึ้นเวทีรณรงค์ของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งร่วมกับ "จ่านิว" สิริวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ และ รังสิมันต์ โรม เมื่อเดือน พ.ค. 2561

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ประกาศเดินหน้าสืบสวนปราบปรามผู้กระทำความผิดโดยการเผยแพร่เนื้อหาไม่เหมาะสมบนสื่อออนไลน์ หลังจับกุมและแจ้งข้อหานายกาณฑ์ พงษ์ประภาพันธ์ นักกิจกรรมทางการเมืองวัย 25 ปี พร้อมกับเตือนว่าผู้ที่แชร์ข้อความของเขาจะมีความผิดด้วย

วันนี้ (8 ต.ค. 2562) นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วย พล.ต.ต.ไพบูลย์ น้อยหุ่น ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบก. ปอท.) กล่าวในการแถลงข่าวว่า กระทรวงดิจิทัลฯ ปอท. และสำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ดำเนินการสืบสวนปราบปรามผู้เผยแพร่เนื้อหาไม่เหมาะสม ผู้ร่วมขบวนการบนสื่อออนไลน์และเว็บไซต์ที่มีความเกี่ยวข้องที่เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา และเมื่อวานนี้ (7 ต.ค.) ได้จับกุมนายกาณฑ์ได้ที่ซอยอารีย์สัมพันธ์ เขตพญาไท กรุงเทพฯ ตามหมายจับของศาลอาญาที่ 1520/2562

นายพุทธิพงษ์ระบุว่า ผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีนี้ได้โพสต์ข้อความเนื้อหาไม่เหมาะสมผ่านเฟซบุ๊กในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดกระแสแฮชแทกที่ไม่เหมาะสม ซึ่งข้อความที่โพสต์ดังกล่าวมีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นประมาณ 100 ข้อความและแชร์ประมาณ 50 ครั้งจนอาจทำให้ประชาชนรู้สึกไม่ค่อยพอใจ ดังนั้น รมว.​ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จึงได้สั่งการให้ บก. ปอท. ดำเนินการสืบสวนจนแน่ชัด จนนำไปสู่การยื่นคำร้องขอหมายจับของศาลอาญาให้ข้อหาตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.​2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ม. 14(3) "นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร"

Image copyright Watchiranont Thongtep/BBCThai
คำบรรยายภาพ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.กระทรวงดิจิทัลฯ ระบุข้อหา "นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร" มีโทษสูงสุดจำคุก 5 ปี ปรับ 100,000 บาท

ข้อหานี้มีอัตราโทษสูงสุด จำคุก 5 ปี ปรับ 100,000 บาท จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การภาคเสธ สำหรับผู้ใดเผยแพร่หรือส่งต่อ (แชร์) ข้อความดังกล่าว จะมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14(5) อัตราโทษสูงสุดจำคุก 5 ปี ปรับ 100,000 บาท ด้วยเช่นกัน

"ไม่ได้เลือกปฏิบัติ"

นายพุทธิพงษ์ยืนยันว่า การดำเนินคดีต่อผู้ต้องหารายนี้ไม่ได้เป็นการเลือกปฏิบัติ เพราะที่ผ่านมา บุคคลดังกล่าวได้มีการโพสต์ข้อมูลและแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง "ทางกระทรวงฯ ดำเนินการทุกอย่างตามกฎระเบียบและตามคำสั่งของศาล" เขากล่าวและย้ำว่า ความผิดของผู้ต้องหาคนนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ผ่านมาของเขา

รมว.ดิจิทัลกล่าวว่า ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เมื่อพบเห็นการกระทำผิดก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายไม่เช่นนั้นจะเข้าข่ายปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ซึ่งมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

Image copyright Thai News Pix
คำบรรยายภาพ รมว.ดิจิทัลฯ ย้ำว่าการดำเนินคดีกับนายกาณฑ์ ซึ่งเป็นนักกิจกรรมที่เคยต่อต้าน คสช.มาก่อน ไม่ใช่การเลือกปฏิบัติ

"เราอยากถามว่า การดำเนินกรณีนี้ พี่น้องประชาชนเห็นด้วยหรือไม่ และย้ำว่าเราไม่ได้เลือกปฏิบัติ" เขาระบุ

ผู้สื่อข่าวถามว่า แฮชแทกบางส่วนมีเนื้อหาเข้าข่ายความผิดอาญา มาตรา 112 ที่ว่าด้วยการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพหรือไม่ นายพุทธิพงษ์​กล่าวว่า "ผมไม่ทราบ ทุกอย่างเป็นไปตามสำนวน ข้อมูลที่เข้ากรอบสำนวน ก็ส่งไปยังศาล แล้วแต่สำนวนแล้วแต่ศาล แต่ว่าวันนี้ ที่ศาลได้ออกหมายจับตามาตรา 14(3) ซึ่งความผิดตามมาตรานี้ถือว่าชัดเจน"

รมว.ดิจิทัลกล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงดิจิทัลฯ​ บก.ปอท. สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะขอความร่วมมือไปยังผู้ประกอบการร้านค้า ที่ให้บริการอินเทอร์เน็ตแก่บุคคลทั่วไปให้จัดเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์หรือ "ล็อกไฟล์" ไว้อย่างน้อย 90 วัน เพื่ออำนวยความสะดวกต่อเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบกรณีที่มีการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ​ มาตรา 26

นายพุทธิพงษ์ระบุว่า มาตรการนี้เป็นเพียงการขอความร่วมมือเท่านั้น หากไม่ปฏิบัติตามไม่ถือว่ามีความผิด

ทั้งนี้ จากข้อมูลที่บีบีซีไทยได้จากเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลออนไลน์พบว่า ระหว่างวันที่ 1-8 ต.ค. แฮชแทก "ขบวนเสด็จ" มีผู้ใช้เพิ่มจากช่วงก่อนหน้าถึง 12,637 เปอร์เซ็นต์ โดยมีการใช้มากถึงกว่า 664,000 ครั้ง และในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมีผู้ใช้แฮชแทกนี้ประมาณ 27,000 ครั้ง

ข้อสังเกตจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเผยแพร่บทวิเคราะห์บนเว็บไซต์ว่า นับตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา มีการเปลี่ยนแปลงการบังคับใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามกฎหมายอาญามาตรา 112 ค่อนข้างชัดเจน กล่าวคือ แทบไม่มีคดีใหม่ที่ถูกกล่าวหาด้วยข้อหามาตรานี้ขึ้นสู่ศาลและคดีที่อยู่ในชั้นศาลก็มีแนวโน้มว่าจะได้รับการยกฟ้อง

"แต่กระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทำให้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นในสังคมไทยพัฒนาขึ้นแต่อย่างใด" ศูนย์ทนายความฯ ระบุและขยายความว่า แม้มาตรา 112 จะถูกนำมาใช้น้อยลง แต่ข้อกล่าวหาอื่น เช่น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หรือข้อหา "ยุยงปลุกปั่น" ตามมาตรา 116 ก็ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่ถูกนำมาใช้ควบคุมการแสดงออกต่าง ๆ และยังถูกนำมาใช้ดำเนินคดีกับบุคคล


กาณฑ์คือใคร?

นายกาณฑ์ อายุ 25 ปี จบการศึกษาจากวิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เขาเคยร่วมเคลื่อนไหวกับกลุ่มคนอยากเลือกตั้งที่มีนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์หรือ "จ่านิว" และนายรังสิมันต์ โรม ซึ่งปัจจุบันเป็น ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ เพื่อเรียกร้องให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ลงจากอำนาจและจัดการเลือกตั้งในช่วงปี 2561

หลังการเลือกตั้งวันที่ 24 มี.ค. กาณฑ์บอกว่าเขาไม่ได้เคลื่อนไหวทางการเมืองอีก แต่หันไปทำกิจกรรมรณรงค์ด้านสิทธิมนุษยชนของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศและผู้ลี้ภัย ควบคู่ไปกับการทำงานในธุรกิจของครอบครัว

Image copyright BBCThai
คำบรรยายภาพ นายกาณฑ์ (คนกลาง) ร่วมกิจกรรมกับกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง

วันที่ 2-3 ต.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่แฮชแทก #ขบวนเสด็จ แพร่หลายในโลกออกไลน์ จากการที่ผู้ใช้โซเชียลมีเดียวิพากษ์วิจารณ์เรื่องปัญหาการจราจรย่านอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กาณฑ์เป็นหนึ่งในคนที่โพสต์แสดงความเห็นในเรื่องดังกล่าวด้วย ต่อมาเขาได้รับข้อความทาง SMS ที่ส่งมาในโทรศัพท์มือถือของเขา ระบุชื่อผู้ส่งว่า "RoyalPalace" โดยข้อความแรกส่งมาเมื่อเวลาประมาณ 23.00 น.ของคืนวันที่ 3 ต.ค. เป็นภาษาอังกฤษว่า "ขอให้ปิดบัญชีโซเชียลมีเดียทั้งหมดภายในคืนนี้เพื่อความปลอดภัยของคุณเอง"

Image copyright BBCThai
คำบรรยายภาพ ภาพหน้าจอโทรศัพท์มือถือของนายกาณฑ์ที่แสดงข้อความ SMS ที่ได้รับจากผู้ที่ใช้ชื่อว่า RoyalPalace ข้อความแรกได้รับคืนวันที่ 3 ต.ค. ข้อความต่อมาได้รับช่วงเที่ยงวันที่ 4 ต.ค.

หลังจากได้รับข้อความดังกล่าว กาณฑ์ได้ปิดบัญชีทั้งหมดและต่อมาได้รับข้อความที่ 2 ช่วงเที่ยงของวันที่ 4 ต.ค.ระบุว่า "ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือ"

กาณฑ์ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยเมื่อวันที่ 4 ต.ค. ยอมรับว่าเขาโพสต์ข้อความไป "ด้วยความคะนอง ไร้สติ" และ "ใช้ถ้อยคำรุนแรง" และข้อความเหล่านั้นได้ทำให้เขา "ถูกล่าแม่มด" ซึ่งไม่เพียงแต่เขาเท่านั้นที่โดนคนในโลกโซเชียลด่าทออย่างรุนแรง แต่พ่อ แม่ น้องชายและน้องสาวของเขาก็โดนเปิดเผยตัวตนและถูกโจมตีด้วยถ้อยคำรุนแรง

ถูกจับกุม

นายวิญญัติ ชาติมนตรี เลขาธิการสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิเสรีภาพ (สกสส.) โพสต์ข้อความทางบัญชีเฟซบุ๊กของตัวเอง เมื่อเวลาประมาณ 22.00 น. วานนี้ (7 ต.ค.) ว่านายกาณฑ์ได้จับกุมตัวข้อหาความผิดตาม มาตรา 14 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 จากกรณีโพสต์เฟชบุ๊กเกี่ยวกับ "ประวัติศาสตร์ในต่างประเทศ" ซึ่งไม่เกี่ยวกับกระแสแฮชแทกที่เกิดขึ้นในทวิตเตอร์

นายกาณฑ์โพสต์ข้อความดังกล่าวเมื่อวันที่ 2 ต.ค. โดยไม่มีแฮชแทกคำว่า "ขบวนเสด็จ" แต่อย่างใด

นายวิญญัติระบุอีกว่าการสอบปากคำเสร็จสิ้นเมื่อเวลาประมาณ 02.00 น. จากนั้น ปอท.ได้นำตัวนายกาณฑ์มาส่งที่ สน.ทุ่งสองห้อง เพื่อฝากควบคุมตัว และในเวลา 11.00 น. วันนี้พนักงานสอบสวนจะนำตัวไปยื่นคำร้องฝากขังต่อศาลอาญา

ล่าสุด นายวิญญัติให้ข้อมูลกับบีบีซีไทยว่า เมื่อเวลาประมาณ 17.00 น. ศาลอาญาอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวนายกาณฑ์แล้วโดยตีหลักทรัพย์ 100,000 บาท และมีเงื่อนไขห้ามผู้ต้องหาโพสต์ข้อความลักษณะนี้อีก และหากโจทก์ฟ้องผู้ต้องหาในข้อหาที่หนักกว่าในคดีเดียวกันนี้ก็อาจจะต้องมีการพิจารณาการประกันตัวใหม่

เขาให้ข้อมูลเพิ่มเติมด้วยว่านายกาณฑ์ได้ขอให้พนักงานสอบสวนหาที่มาและผู้ส่ง SMS ที่ใช้ชื่อว่า RoyalPalace ด้วยว่าเป็นใคร


อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม