บิลลี่ : 5 ปีที่ไร้เสาหลัก ผลักให้ "มึนอ" เปลี่ยนบทสู่นักต่อสู้เพื่อความยุติธรรมให้สามีและชุมชน

  • 11 ตุลาคม 2019
มึนอ Image copyright Charlotte Pamment/BBC

"ถ้าวันใดวันหนึ่งพี่หายตัวไป ไม่ต้องเป็นห่วงพี่ ไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องตามหาพี่ ให้รู้ว่าพี่ถูกฆ่าไปนานแล้ว" คือ ข้อความที่บิลลี่หรือนายพอละจี รักจงเจริญ บอกกับภรรยาและเพื่อน ๆ ของเขา หลังจากที่เข้าไปช่วยชาวบ้านที่บ้านถูกเผาอย่างไร้ความเป็นธรรม

ทันทีที่บิลลี่เข้าไปเก็บข้อมูลในบางกลอย อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ในฐานะผู้ช่วยทนายความ แล้วนำข้อมูลดังกล่าวมาสู้คดีในชั้นศาล เขาก็รู้ได้ทันทีว่าหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ไม่พอใจเป็นอย่างมาก และอาจทำทุกวิถีทางที่จะทำให้เขาไม่สามารถดำเนินการต่อได้

บิลลี่ คือ นักกิจกรรมกลุ่มชาติพันธุ์ที่หายตัวไปกว่า 5 ปี ถูกพบว่าเสียชีวิตแล้วจากการถูกฆาตกรรมอำพรางศพด้วยการเผาในถังน้ำมัน 200 ลิตร ที่พบบริเวณสะพานแขวนในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เมื่อเดือน เม.ย. 2562 เขาอุทิศตนให้กับความถูกต้องและความยุติธรรมที่พี่น้องชาติพันธุ์กะเหรี่ยงพึงได้รับจนวันสุดท้ายของชีวิต

พิณนภา พฤกษาพรรณ หรือ มึนอ ภรรยาของบิลลี่ เปิดบ้านที่ อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เล่าเรื่องราวให้บีบีซีไทยฟังถึงเหตุการณ์ก่อนที่สามีจะหายตัวและความลำบากที่เธอ และลูกอีก 4 คนต้องเผชิญตลอดเวลากว่า 5 ปี

แม้จะไร้เสาหลักของครอบครัวแต่เธอก็ยังยิ้มสู้และเข้มแข็งเพื่อลูก ๆ ของเธอต่อไป

Image copyright Charlotte Pamment/BBC
คำบรรยายภาพ บ้านไม้ยกพื้นสูงแบบเรียบง่ายที่มึนอพักอาศัยอยู่ในปัจจุบันกับแม่และลูกอีก 4 คนของเธอ

คนดีของทุกคน

ถึงแม้ว่าบิลลี่จะไม่ได้อยู่กับครอบครัวแล้ว แต่เขาก็ยังโลดแล่นและมีตัวตนอยู่ในความทรงจำของทุกคน โดยเฉพาะมึนอที่ยังคงจดจำได้ดีว่าบิลลี่เป็นคนดีมีจิตใจบริสุทธิ์และชอบช่วยเหลือผู้อื่นมาตลอด

"บิลลี่เป็นคนที่เพื่อนฝูงเยอะ มีคนเข้าหาเขา เป็นคนที่ชอบให้ความช่วยเหลือคนที่อยู่ในความทุกข์ยากลำบาก ไม่ว่าเพื่อน ๆ คนไหนก็ตามที่เข้าไปขอความช่วยเหลือ เขาก็จะช่วยหมด แม้กระทั่งเพื่อนถูกแฟนทิ้ง เขาก็ยังช่วยตามหาจนได้กลับมาอยู่ด้วยกันอีก" มึนอกล่าว

ปัจจุบันเธอพักอาศัยอยู่กับแม่และลูก ๆ ที่บ้านไม้ยกพื้นสูง สร้างขึ้นอย่างเรียบง่ายที่บ้านป่าเด็ง ใน อ.แก่งกระจาน

ก่อนหน้าการหายตัว บิลลี่เข้าไปให้ความช่วยเหลือทางคดีแก่นายคออี้ มีมิ ปู่ของเขาที่อายุกว่าร้อยปี และพี่น้องชาวกะเหรี่ยงที่ได้รับความเดือดร้อนจากการที่เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานบุกรื้อและเผาบ้านเรือนใน "บ้านบางกลอย" หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อว่า "ใจแผ่นดิน"

เจ้าหน้าที่อุทยานฯ กล่าวหาว่าชุมชนชาวกะเหรี่ยงแห่งนี้อยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์อย่างผิดกฎหมาย แต่ชาวบ้านยืนยันว่าพวกเขาอยู่มาตั้งแต่ก่อนจะประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ

Image copyright ครอบครัวรักจงเจริญ
คำบรรยายภาพ "ทำความดี ถึงแม้จะต้องแลกมาด้วยชีวิตก็จะทำต่อไป" บิลลี่เคยบอกภรรยาของเขา

"พอกลับมา บิลลี่ก็เล่าให้หนูฟังว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่พอใจเขามากเลยนะ ถ้าจับตัวเขาได้เมื่อไหร่จะไม่ปล่อยตัวให้เขารอดชีวิตมา เวลาที่เจอกับเพื่อนสนิท เขาจะเล่าให้เพื่อน ๆ ฟังว่า ถ้าวันใดวันหนึ่งระหว่างทางที่เขาเดินทางจากบ้านป่าเด็งไปบ้านบางกลอยและหายตัวไป ให้รู้ว่าเขาถูกฆ่าไปแล้ว"

ด้วยความห่วงใยในสวัสดิภาพของบิลลี่ มึนอจึงพูดไปว่าถ้ารู้อย่างนั้นแล้วก็ไม่ต้องไปช่วยปู่ไม่ได้เหรอ และบิลลี่ได้ให้คำตอบกับเธอว่า "การทำความดี ถึงแม้จะต้องแลกมาด้วยชีวิตก็จะทำต่อไป" มึนอจึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไปขัดขวางเขาแล้ว จึงปล่อยให้บิลลี่ทำหน้าที่ของเขาต่อไป

บิลลี่ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยทนายความ เขาเข้าไปเก็บข้อมูลจากปู่คออี้และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการไล่ที่เพื่อนำไปใช้ในชั้นศาล จากนั้นก็ช่วยพาปู่ไปฟ้องศาลปกครองกลาง เพื่อฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากการที่บ้านถูกเผา

สิ่งที่ถูกเผาทำลายไม่ได้มีแต่บ้านและสิ่งปลูกสร้างอื่น ๆ เท่านั้น หากแต่ยังมีเสื้อผ้าจากบรรพบุรุษที่ชาวบ้านบอกว่ามีมูลค่านับหมื่นบาท และสิ่งของเครื่องใช้โบราณที่ประเมินค่าไม่ได้ด้วย บิลลี่เป็นผู้รวบรวมข้อมูลเหล่านี้เพื่อนำไปใช้ต่อสู้คดีในชั้นศาล

พอใกล้ถึงวันที่ศาลปกครองนัดคู่ความ บิลลี่ได้เข้าไปเก็บข้อมูลเพิ่มเติมที่บ้านบางกลอย จากนั้นก็ไม่มีใครพบเห็นเขาอีกเลย

Image copyright BBC Thai
คำบรรยายภาพ ภาพวาดของมึนอกับบิลลี่ที่่ถูกจัดแสดงในงานระลึกถึงบิลลี่ที่จัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

จากไปโดยไร้คำกล่าวลา

วันที่ 15 เม.ย. 2557 เป็นวันสุดท้ายที่บิลลี่อยู่กับครอบครัว ก่อนออกไป เขาบอกกับทางบ้านว่าจะไปทำงานที่องค์การบริหารส่วนตำบาล (อบต.) ที่หมู่บ้านบางกลอย และตั้งใจจะไปหาแม่ แต่ไม่ได้บอกว่าจะไปค้างกี่คืน และจะกลับมาเมื่อใด ทางครอบครัวมารู้ข่าวอีกทีเมื่อ 18 เม.ย. ว่าบิลลี่หายตัวไป

"วันสุดท้ายที่เจอหน้ากัน ไม่ได้พูดอะไรเป็นพิเศษ และไม่ได้มีการบอกลาอะไรกัน" มึนอย้อนเหตุการณ์

"พี่บิลลี่ออกจากบ้านไปช่วงตอนเย็น เขาไม่ได้คุยอะไร แต่เขาให้หนูจัดกระเป๋าให้ และก็ให้เงินไป 2,000 บาทเป็นค่าเดินทางของเขา พอจัดเสื้อผ้าเสร็จ เขาก็ไป"

มึนอจัดกระเป๋าให้บิลลี่โดยใส่โทรศัพท์มือถือ 2 เครื่อง กล้องถ่ายรูป 1 ตัว ฮาร์ดดิสก์ 1 อัน และเสื้อผ้าพร้อมข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัว ก่อนที่จะออกจากบ้านไปด้วยมอเตอร์ไซค์สีเหลือง-ดำของเขา

ในช่วงระหว่างวันที่ 15 - 17 เม.ย.ยังมีคนพบเห็นบิลลี่ โดยวันที่ 17 เม.ย. มีคนเห็นเขาขี่มอเตอร์ไซค์จากหมู่บ้านบางกลอยไปทาง อ.แก่งกระจาน

วันที่ 18 เม.ย. พี่ชายของบิลลี่โทรศัพท์มาถามมึนอว่าบิลลี่ถึงบ้านหรือยัง เพราะเขาออกจากบ้านบางกลอยมาตั้งแต่ช่วงเย็นวันที่ 17 เม.ย. แล้ว มึนอพยายามติดต่อบิลลี่แต่ไม่สามารถติดต่อได้ โทรศัพท์หาเพื่อน ๆ ทุกคนของบิลลี่ แต่ก็ไม่มีใครรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน เธอเริ่มกังวลใจมากขึ้น

วันที่ 19 เม.ย. มึนอพร้อมพี่ชายและเพื่อนของบิลลี่จึงตัดสินใจที่จะไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรแก่งกระจานว่าบิลลี่หายตัวไป

Image copyright BBC Thai
คำบรรยายภาพ ภาพถ่ายของบิลลี่กับลูกชายในขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่ถูกจัดแสดงที่งานระลึกถึงบิลลี่ที่จัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

การสอบสวนชาวบ้านในพื้นที่ทำให้รู้ว่าช่วงเย็นวันที่ 17 เม.ย. บิลลี่ถูกเจ้าหน้าที่อุทยานฯ แก่งกระจานควบคุมตัวไว้ และหลังจากนั้นก็ไม่มีใครพบเห็นเขาอีกเลย

นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานฯ แก่งกระจานในเวลานั้นเป็นหนึ่งในผู้อยู่ในเหตุการณ์ควบคุมตัวบิลลี่ เขาให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยเมื่อวันที่ 4 ก.ย. หรือหนึ่งวันหลังจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แถลงข่าวการพบกระดูกของบิลลี่ว่า เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวบิลลี่ฐานมีน้ำผึ้งป่าไว้ในครอบครอง 38 ขวด แต่หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ได้ปล่อยตัวไป

นายชัยวัฒน์ ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9 (อุบลราชธานี) ยืนยันว่าเขาและลูกน้องอีก 3 คน ไม่มีส่วนรู้เห็นกับการหายตัวไปและการเสียชีวิตของบิลลี่

Image copyright Thai News Pix
คำบรรยายภาพ ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน หนึ่งในคนสุดท้ายที่พบเห็นบิลลี่เมื่อวันที่ 17 เม.ย. 2557

ชัยวัฒน์บอกด้วยว่า เขาไม่เคยจับกุมชาวกะเหรี่ยงในป่าแก่งกระจาน ถ้าเป็นชุมชนที่อยู่มาดั้งเดิมและทำตามกฎหมาย พร้อมกับยืนยันว่าไม่เคยมองชาวกะเหรี่ยงในแง่ร้าย แต่เหตุที่ต้องนำปฏิบัติการการเผาบ้านปู่คออี้และชุมชนชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอยครั้งนั้น "เป็นเหตุผลด้านความมั่นคงและภัยคุกคาม"

บีบีซีไทยติดต่อขอสัมภาษณ์นายชัยวัฒน์อีกครั้งหลังจากดีเอสไอแถลงความคืบหน้าคดีฆาตกรรมบิลลี่ แต่นายชัยวัฒน์ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ โดยระบุว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการพาดพิงใด ๆ ถึงเขา

Image copyright Charlotte Pamment/BBC
คำบรรยายภาพ แผ่นป้ายหาเสียงของบิลลี่เมื่อสมัยที่เขาสมัครรับเลือกตั้งเป็น อบต. ยังถูกปิดไว้ที่ผนังหน้าบ้านที่เขาเคยอาศัยอยู่

เข้มแข็งเพื่อครอบครัว

ตลอดเวลา 5 ปีที่บิลลี่หายตัวไป มึนอเชื่อว่าบิลลี่ไม่มีชีวิตอยู่แล้ว เพราะถ้าเขายังมีชีวิตอยู่ที่ไหนสักแห่ง เขาต้องพยายามหาทางติดต่อครอบครัวให้ได้เพราะนั่นคือนิสัยของเขา แต่ในเมื่อบิลลี่หายตัวไปโดยไร้การติดต่อไปแบบนี้ ทางครอบครัวจึงเชื่อว่าบิลลี่ถูกฆาตกรรมแล้ว

"ช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ชีวิตลำบากขึ้น ต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง สภาพจิตใจไม่ค่อยสบายเท่าไหร่ เหมือนบ้านหลังหนึ่ง ถ้ามันไม่มีเสาหลัก บ้านก็ไม่แข็งแรง ตอนนี้ต้องทำเองทุกอย่าง ทั้งทำไร่ ทำสวน ออกไปประชุมร่วมกับเครือข่าย และเลี้ยงลูกคนเดียว แต่ก่อนไม่เคยทำแบบนี้เลย พี่บิลลี่ไม่ให้ทำอะไรนอกจากดูแลลูก ๆ ต้องอดทนอยู่กับความยากลำบากนี้ให้ได้" มึนอเล่าถึงชีวิตที่ไม่มีบิลลี่

Image copyright Charlotte Pamment/BBC
คำบรรยายภาพ "ตอนนี้ต้องเข้มแข็งและทำทุกอย่างเพื่อลูก"

ลูก ๆ ของบิลลี่ติดตามข่าวเกี่ยวกับพ่อที่หายตัวไปอยู่ตลอด พวกเขามักจะถามมึนอว่า "พ่อหนูไปทำอะไรเขา ทำไมเขาถึงต้องมาเอาชีวิตพ่อหนูไป" สิ่งเดียวที่มึนอทำได้คือคุมสติตัวเองเอาไว้

"เรื่องมันเกิดขึ้นไปแล้ว และบิลลี่ก็ไม่มีทางกลับมาได้แล้ว ตอนนี้ต้องเข้มแข็งและทำทุกอย่างเพื่อลูก ๆ เราต้องไม่เศร้าโศกเสียใจ คือถ้าเราเสียใจ ร่างกายและจิตใจจะไม่แข็งแรงพอที่จะสู้กับปัญหาได้ เราต้องแข็งแรงพอ ต้องอยู่เพื่อลูก ๆ ต่อจากนี้ไปปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรม"


คืบหน้าล่าสุดจากดีเอสไอ

เมื่อวานนี้ (10 ต.ค. 2562) พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และ พ.ต.ท. กรวัชร์ ปานประภากร รองอธิบดีดีเอสไอได้นำเฮลิคอปเตอร์ทำการบินสำรวจพื้นที่เกิดเหตุในพื้นที่ จ.เพชรบุรี และพื้นที่ใกล้เคียงเพื่อเชื่อมโยงบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่เกิดเหตุ จำลองเหตุการณ์ เพื่อตรวจสอบสภาพภูมิประเทศจากภาพมุมสูง เส้นทางการเดินทางจากจากจุดแรกที่นายพอละจีหรือบิลลี่ถูกควบคุมตัว กระทั่งถึงจุดพบกระดูกและพื้นที่เป้าหมายที่เชื่อว่าน่าจะเป็นจุดที่นำรถจักรยานยนต์ของกลางไปซุกซ่อนหรือทำลาย เพื่อนำผลการสำรวจมาวิเคราะห์และประกอบการพิจารณามูลเหตุจูงใจในการบังคับบุคคลให้สูญหาย

จากนั้นได้เดินทางไปยังบ้านป่าเด็ง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เพื่อพบ น.ส.พิณนภาหรือมึนอ ภรรยาของนายพอละจี ซึ่งถือเป็นผู้เสียหายหรือเหยื่ออาชญากรรมเพื่อแจ้งสิทธิให้ทราบเกี่ยวกับข้อมูลความคืบหน้าในคดี

พ.ต.อ. ไพสิฐ อธิบดีดีเอสไอกล่าวว่า หลังจากพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้รับสำนวนจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้วได้เชิญประธานอนุคณะกรรมการไต่สวนของ สำนักงาน ป.ป.ท. ซึ่งเป็นเจ้าของสำนวน มาสอบสวนพบว่า ประเด็นการไต่สวนของสำนักงาน ป.ป.ท. และพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ มีความสอดคล้องต้องกันและเป็นไปในแนวทางเดียวกัน แต่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษมีการตั้งประเด็นและกำหนดข้อหาเพิ่มเติมในส่วนที่เป็นสาระสำคัญของคดีฆาตกรรม

อธิบดีดีเอสไอกล่าวเพิ่มเติมว่า สำนวนการสอบสวนของดีเอสไอมีหลักฐานเพียงพอแล้ว แต่ยังต้องการทำให้สำนวนมีความแน่นหนามากขึ้น ดังนั้นดีเอสไอจึงต้องพยายามเต็มที่เพื่อให้มีหลักฐานครบถ้วนจนปราศจากข้อสงสัย และมั่นใจว่าจะสรุปสำนวนคดีก่อนวันที่ 3 ธ.ค. นี้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม