อภิรัชต์ คงสมพงษ์ : ชี้นักธุรกิจการเมือง นักวิชาการฝักใฝ่คอมฯ "คุกคามความมั่นคง"

  • 11 ตุลาคม 2019
ผบ.ทบ.บรรยายพิเศษ Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

"จะแก้มาตราอะไรก็แก้ แต่ถ้ามาตรา 1 ก็จะกระทบมาตราอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถาบัน พระมหากษัตริย์" พล.อ. อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) กล่าวเสียงกร้าวระหว่างบรรยายพิเศษเรื่อง "แผ่นดินของเราในมุมมองด้านความมั่นคง" เช้าวันนี้ที่จัดขึ้นที่ กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) แม้จะออกตัวว่าเป็นคนพูดไม่เก่ง แต่ ผบ.ทบ.ใช้เวลา 1ชั่วโมง 30 นาที เน้นย้ำประเด็นที่ต้องการสื่อผ่านอย่างชัดเจนทุกประเด็น

นอกจากเจ้าหน้าที่ของกองทัพ ยังมีนักเรียน นักศึกษา แขกรับเชิญพิเศษ เช่น ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ สินจัย และ ฉัตรชัย เปล่งพานิช นิติพงษ์ ห่อนาค กับกองทัพสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศนับร้อยคน เข้าร่วมฟังบรรยายพิเศษในครั้งนี้

เนื้อหาช่วงต้นของการบรรยายพิเศษนี้รวบรวมมาจากสิ่งที่กองทัพเห็นว่าเป็นปัญหาคุกคามความมั่นคงของประเทศที่เคยเผยแพร่ในสื่อต่าง ๆ และนำมาชี้แจงให้เห็นว่าหน้าที่ของทหารมีความสำคัญต่อประเทศชาติอย่างไร ทั้งยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของระบบกษัตริย์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

Image copyright EPA
คำบรรยายภาพ พล.อ.อภิรัชต์ พูดถึงนักการเมืองไทยกับนักเคลื่อนไหวในฮ่องกงในการบรรยายพิเศษ

จากนั้น พล.อ. อภิรัชต์ ได้อธิบายถึงบทบาทของนักการเมืองและนักวิชาการที่มีความมุ่งหมายที่จะก่อความไม่สงบและปลุกปั่นและยั่วยุคนในประเทศชาติให้เกิดความเข้าใจแบบผิด ๆ

บีบีซีไทยรวบรวมสาระสำคัญ 5 ข้อ จากการบรรยายพิเศษครั้งนี้

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

1. ห้ามแตะมาตรา 1 เกรงกระทบความมั่นคงและสถาบันกษัตริย์

พล.อ. อภิรัชต์ ยกประสบการณ์ขณะที่เคยประจำการอยู่ใน จ.ยะลา ว่ามีการยิงกันเกิดขึ้นในทุกวัน และยอมรับว่าต้องอยู่ในภาวะกดดันนานหลายปี เมื่อย้ายกลับบ้านที่กรุงเทพฯ "ก็ยังมีอาการนอนผวาและกระโดดออกจากเตียงอยู่บ่อยครั้ง"

เขายังชี้ด้วยว่าสิ่งที่อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เคยกล่าวเอาไว้เมื่อครั้งยังเป็นรัฐบาลอยู่ในช่วงปี 2545 ว่าไม่มีผู้ก่อการร้ายอีกแล้ว ที่เหลืออยู่มีแต่โจรกระจอกนั้นไม่เป็นความจริง โดยปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัด ชายแดนใต้เป็นปัญหายืดเยื้อมากว่า 50 -60 ปี มีการฆ่ากันรายวัน ทั้งยังมีการขโมยอาวุธของกองทัพ เมื่อต้นปี 2547 ผบ.ทบ. เรียกสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ว่าเป็น "สงครามไม่มีรูปแบบ" ซึ่งทำให้ทำงานยากเพราะ "ศัตรูกับประชาชนแต่งตัวเหมือนกัน"

จากนั้น พล.อ. อภิรัชต์ ได้กล่าวถึงเวทีเสวนาของนักการเมืองและนักวิชาการที่จัดขึ้นที่ จ.ปัตตานี เมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า "นักวิชาการที่อ้างว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านภาคใต้บางคนนั่งเทียนเอา และไถมือถือหาข้อมูลมาพูดว่าภาคใต้ต้องแก้ปัญหาอย่างไรบ้าง โดยยกประเด็นมาตรา 1 ขึ้นมา"

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

"ผมเป็นตัวแทนทหารและประชาชนผู้รักชาติ ไม่ได้บอกว่ารัฐธรรมนูญแก้ไม่ได้ แต่มาตรานี้เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ เกี่ยวกับเลือดเนื้อชีวิตของบรรพบุรุษที่รักษาขวานทองแห่งนี้ไว้ ผมบอกเลยว่าไม่มีวัน ถึงผมตายไป ทหารรุ่นใหม่ ๆ ก็ต้องเกิดมาทดแทนผม" พล.อ. อภิรัชต์ กล่าว

"จะแก้มาตราอะไรก็แก้ แต่ถ้ามาตรา 1 ก็จะกระทบมาตราอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ นี่คือความชาญฉลาดของพวกนักวิชาการที่ไม่พูดตรง ๆ ออกมาว่าอยากทำไร อยากแก้อะไร จึงยกประเด็นมาตรา 1 หากประเทศไทยไม่ใช่ราชอาณาจักร แผ่นดินถูกแบ่งแยก กระทบมาตราอื่นแน่นอน ผมบอกแล้วว่าไม่ได้ขวางการแก้รัฐธรรมนูญ ผมไม่ยุ่งการเมือง แต่นี่คือเรื่องของความมั่นคง"

2. ซัดนักการเมืองโยงม็อบฮ่องกง ถาม นศ. จะยอมถูกปั่นสมองไหม

นอกจากการบรรยายด้วยคำพูดแล้ว พล.อ. อภิรัชต์ ยังได้ใช้วิดีโอและภาพนิ่งจากข่าวและเหตุการณ์ต่าง ๆ แยกตามหัวข้อ หนึ่งในภาพที่ใช้นั้นเป็นภาพของโจชัว หว่อง แกนนำชุมนุมประท้วงที่ฮ่องกง ที่ถ่ายรูปคู่กับนักการเมืองคนหนึ่ง แต่ภาพนักการเมืองที่ปรากฏนั้นเป็นสีดำทึบ ผบ.ทบ.บอกว่าภาพนี้แพร่กระจายในสื่อสังคมออนไลน์และทุกคนน่าจะรู้ว่าเป็นใคร

"วันนี้ถามว่ามีใครอยากไปฮ่องกง เพราะเกิดเหตุการณ์อะไร แต่มีบางคนไปครับ แล้วก็ถ่ายรูปโพสต์ให้เห็น" พล.อ. อภิรัชต์ กล่าว หลังจากที่พูดไว้ว่า "ความขัดแย้งของคนในชาติ เกิดจากการปลุกปั่นยุยงของคนในชาติ"

"นายโจชัว หว่อง มาเมืองไทยไม่รู้กี่รอบ มาพบกับใคร มาพบกับไอ้บุคคลประเภทไหน การพบกันนั้นมีวาระซ่อนเร้นวางแผนคบคิดทำอะไรกันอยู่หรือเปล่า แถมยังขณะเกิดเหตุที่ฮ่องกงมีความวุ่นวาย ไปเยี่ยมเหมือนกับให้กำลังใจให้การสนับสนุน มีวาระซ่อนเร้น วางแผนคบคิดทำอะไรกันอยู่รึเปล่า มีการแวะเยี่ยมให้กำลังใจ ให้การสนับสนุนกัน"

Image copyright EPA

พล.อ. อภิรัชต์ พูดเน้นย้ำว่าการชุมนุมที่ฮ่องกงมีประเด็นสำคัญคือผู้ชุมนุมเป็นวัยรุ่นและกลุ่มคนรุ่นใหม่ ก่อนจะโปรยคำถามให้นักเรียน นักศึกษาที่รับฟังบรรยายอยู่ว่า

"ผมถามน้อง ๆ นิสิตนักศึกษาว่าถ้าวันหนึ่งคนที่มันผิดหวัง คนที่มันยั่วยุปลุกปั่น คนที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ เป็นโฆษณาชวนเชื่อ มาปั่นสมองน้อง ๆ ให้ออกมาแบบฮ่องกง น้อง ๆ จะออกมาไหมครับ" ก่อนจบหัวข้อนี้ด้วยเสียงเข้มว่า "เอาหน้าคนนี้ออกไปได้แล้ว เปลี่ยน"

3. ย้ำสงครามลูกผสมเกิดขึ้นจริงแล้ว

พล.อ. อภิรัชต์ ย้ำว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับ hybrid warfare หรือสงครามลูกผสม คือสงครามที่ใช้การผสมเครื่องมือทั้งจากสงครามตามแบบและสงครามไม่ตามแบบ โดยมีองค์ประกอบได้แก่

- Irregular force หรือกองกำลังที่ไม่ใช่ทหาร เช่นกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่วางระบิดในกรุงเทพฯ เมื่อไม่นานมานี้เขาย้ำว่า "มันได้เกิดขึ้นแล้ว"

- Support of local unrest หรือการสนับสนุนจากประชาชนในท้องถิ่น เป็นการได้รับการสนับสนุนจากภายใน ให้ทำหนังสือพิมพ์ เว็บไซต์ หรือเป็นแหล่งข่าวให้กับฝ่ายตรงข้าม

- Information warfare propaganda หรือสงครามข้อมูลข่าวสารและการโฆษณาชวนเชื่อโดย "กลุ่มคอมมิวนิสต์ที่ไม่ได้กลับตัวกลับใจ ยังมีแนวความคิดที่จะล้มล้างระบอบสถาบันพระมหากษัตริย์" โดยคนกลุ่มนี้มีผู้บงการวางแผน อายุ70-72 ปีแต่ไม่ออกตัว กับบรรดานักวิชาการที่คอยถ่ายทอดแนวคิดจากรุ่นสู่รุ่น ผนึกกำลังกันกับนักวิชาการและอาจารย์ที่ไร้จรรยาบรรณ ที่ไม่สอนตามบทเรียน แต่ไปพูดตอกย้ำความคิดในสิ่งผิดให้เด็ก ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

"มันเป็นการผนวกกันของความคิดระหว่างกลุ่มที่เป็นมาสเตอร์มายเดิม กับกลุ่มครูอาจารย์ที่ไปเรียนต่างประเทศกลับมา พวกซ้ายจัด ไปเรียนในประเทศที่เคยล่าอาณานิคมที่ยึดประเทศไทย เอาความคิดมาผสมผสานรวมกันเพื่อสร้างโฆษณาชวนเชื่อ แล้วนำแนวความคิดของตัวเองมาผ่านโซเชียลมีเดีย ออกข่าวลวงเฟกนิวส์"

Image copyright EPA

นอกจากนี้ยังมีการสร้างสัญลักษณ์ : เสื้อแดง เสื้อเหลือง เสื้อดำ เสื้อสีรุ้ง ชูสามนิ้ว แสดงถึงการเป็นกลุ่มพวกเดียวกัน

- Diplomacy หรือการทูต มีการใช้องค์กรระหว่างประเทศ องค์กรอิสระต่าง ๆ เพื่อยกระดับความสำคัญองค์กรของตัวเองขึ้นมา ทั้งยังนำชาวต่างชาติที่ไม่มีที่มาชัดเจนมาร่วมถ่ายรูปหน้าโรงพัก ไปยืนอยู่กับกลุ่มชุมนุมเพื่อให้เห็นว่ามีความเป็นสากล และมีความรุนแรงจนชาวต่างชาติต้องเข้ามาให้ความสนับสนุนและช่วยเหลือ

-Cyber attacks หรือ การโจมตีทางไซเบอร์ ใช้กระบวนการวิเคราะห์เซ็ทข้อมูลขนาดใหญ่ (big data analytic) ในทางที่ผิด เพื่อหวังผลทางการเมือง

- Economic warfare หรือสงครามทางเศรษฐกิจ เช่นจีน กับสหรัฐอเมริกา

4. ภูมิหลัง หน้าที่ เลือดรักชาติ ชังพรรคคอมมิวนิสต์

พล.อ. อภิรัชต์ เน้นย้ำถึงหน้าที่ของทหารว่าอย่างแรกคือการพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์และพัฒนาประเทศ

"ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่ไม่เคยเสียเอกราช เพราะพระปรีชาสามารถของพระมหากษัตริย์ไทย" เขากล่าว และยังฉายสไลด์ให้เห็นภาพทหารในยุคอดีตกับยุคปัจจุบันพร้อมถ้อยคำว่า "Unless you're willing to pick up a weapon and defend your country, I suggest you stop criticizing those who do"

"ถ้าคุณไม่ใช่คนที่เต็มใจและพร้อมที่จะจับอาวุธนั้นมาเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติแล้วล่ะก็.. ขอจงหยุดวิพากษ์วิจารณ์คนที่กำลังทำหน้าที่นั้นอยู่ เพราะมันก็มีคนบางกลุ่มบางพวกตระเวนโจมตีทหารและฝ่ายความมั่นคง"


พล.อ. อภิรัชต์ เผยว่าความรักชาติ และหวงแหนแผ่นดินของเขาเกิดขึ้นมาตั้งแต่ยังเป็น ด.ช. อภิรัชต์ ในวัย 12 ปี ในขณะนั้นบิดา (พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์) ซึ่งยังมียศพันเอก ถูกคอมมิวนิสต์ยิงเฮลิคอปเตอร์ตก ที่ จ.ราชบุรี ในปี 2515 แต่กระสุนทะลุเข้าเท้าซ้าย และปลอดภัย

"ผมถามกับตัวเองว่าทำไมพ่อต้องถูกยิง และพ่อไปทำอะไรถึงถูกยิง ก็นี่ไงครับปกป้องผืนแผ่นดินไทยจากผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ที่ราชบุรี" พล.อ. อภิรัชต์ กล่าวปนสะอื้น

"ระบบคอมมิวนิสต์สอนให้คนเป็นพวกหัวเดิม ๆ กลับออกมาเป็นนักการเมือง เป็นนักวิชาการ แล้วก็ยังฝังชิพในหัวในเรื่องการเป็นคอมมิวนิสต์อยู่ ถึงแม้ว่ายุคคอมมิวนิสต์จะสิ้นสุดไปเมื่อปี 2531 และยอมวางอาวุธ แต่อย่าลืมนะครับว่ายังไม่หมด ยังฝังในหัวอยู่ของใครบางคน"

5. ซัดพวก "หนักแผ่นดิน" ผลิตวาทกรรมต้านทหาร

พล.อ. อภิรัชต์ ยืนยันไม่เคยเลือกปฏิบัติ "ไม่เคยเลือกนาย" และ "รับใช้ทุกคน" ไม่ว่ารัฐบาลไหน ไม่ว่าจะเป็นนาย หรือนางสาว แต่ที่ผ่านมาทหารตกเป็นเป้าโจมตีและถูกมองว่า "ทหารเป็นอุปสรรคต่อประชาธิปไตย" ทั้งที่ "เราเป็นประชาชน" นอกจากนี้ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยยังผลิตวาทกรรมต่าง ๆ เพื่อเอาใจวัยรุ่น อาทิ ไม่ต้องเกณฑ์ทหาร ลดงบกองทัพ จัดซื้ออาวุธทำไม พร้อมลงท้ายประโยคด้วยคำที่ ผบ.ทบ. นิยมใช้ ว่า "หนักแผ่นดิน" และพูดว่า "ทหารได้ step back ถอยห่างออกมาแล้ว" เพราะเรามีรัฐบาลที่เกิดมาจากการเลือกตั้งแล้ว ในสายตาของ พล.อ.อภิรัชต์ "ทหารคือหลักของความมั่นคงแห่งประชาธิปไตย"

สิ่งที่สังเกตเห็นได้จากการบรรยายพิเศษในครั้งนี้ คือการชี้ให้เห็นถึง "นักการเมืองโยงม็อบฮ่องกง" ผู้ถูกพาดพิงถึงว่าเป็นพวก "ฮ่องเต้ซินโดรม" ที่ พล.อ.อภิรัชต์ บอกว่าเกิดมาพร้อมกับช้อนเงินช้อนทองและไม่เคยรู้จักความลำบาก

"บิ๊กแดง" ออกตัวในตอนท้ายของการบรรยายว่า ที่พูดมาทั้งหมด "ทุกท่านไม่จำเป็นต้องเชื่อผมก็ได้ หรือเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งก็ได้" แต่ตั้งคำถามว่าใครควรเป็นผู้แก้ปัญหาด้านความมั่นคง โดยอ้างถึงคน 3 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มแรก : นักวิชาการ-อาจารย์บางคนที่คบคิดกับพวกคอมมิวนิสต์เดิมทำตัวเป็นคลังสมองร่วมกับ "นักเรียนนอกซ้ายจัดดัดจริต" ที่จบการศึกษาจากประเทศที่เคยล่าอาณานิคม อบรมสั่งสอนแบบไร้จรรยาบรรณ ชอบอ้างเลข 2475 เป็นตัวชี้นำ และอ้างตนเป็นนักประชาธิปไตย แต่มีวาทกรรมจาบจ้วง

กลุ่มที่สอง : กลุ่มนักการเมืองที่มุ่งหาแต่ประโยชน์ส่วนตัวเพื่อพวกพ้อง หรือกลุ่มนักการเมืองที่เหมือน "ผึ้งแตกรัง" ที่ "ลูกพี่ใหญ่" หนีไปอยู่ต่างประเทศ และนักการเมืองบางคนในพื้นที่ภาคใต้ที่เคยเกาะแข้งเกาะขานายทหารใหญ่ที่เป็นเพื่อนบิดาของเขาในอดีต ปัจจุบันนำเรื่องศาสนาและการแบ่งแยกดินแดนมาเป็นเครื่องมือในการหาเสียง

กลุ่มที่สาม : นักธุรกิจเจ้าของโรงงานที่เกิดมาคาบช้อนเงินช้อนทอง ชีวิตไม่เคยลำบาก เหมือนพวก "ฮ่องเต้ซินโดรม" เคยชุมนุมร่วมกับคนเผาบ้านเผาเมือง สมคบคิดกับชาวต่างชาติชักศึกเข้าบ้าน เจาะพฤติกรรมล้างสมองคนรุ่นใหม่เพื่อเป็นฐานให้กับตนเข้าสู่การเมือง มีพฤติการล้มล้างชาติสถาบัน

ตอนท้าย "บิ๊กแดง" ประกาศว่า "ผมและเพื่อนทหารตำรวจจะยืนอยู่เคียงข้างประชาชน และก็ขอให้ประชาชนนิสิตนักศึกษาจำไว้ว่าทหาร ตำรวจ ข้าราชการก็คือลูกหลานของพวกท่าน"

ย้อนดูลีลาและวาทะ ผบ.ทบ.คนที่ 41

17 ต.ค. 2561

พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวต่อหน่วยขึ้นตรงกองทัพบกหลังจากเข้ารับตำแหน่งเป็น ผบ.ทบ.

Image copyright BBCThai

18 ก.พ. 2562

ภายหลังเป็นประธานพิธีวันคล้ายวันสถาปนา กอ.รมน.ครบรอบ 11 ปี ประจำปี 2562 ผู้สื่อข่าวสอบถาม พล.อ.อภิรัชต์ถึงกรณีที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทย และหนึ่งในแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีในบัญชีพรรคฯ กล่าวปราศรัยเสนอนโยบายตัดงบกลาโหม 10% และยกเลิกการเกณฑ์ทหาร พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวตอบผู้สื่อข่าวว่า "ก็ให้ไปฟังเพลงหนักแผ่นดินไง"

ก่อนหน้านั้น ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถาม พล.อ.อภิรัชต์ถึงการดูแลสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง พล.อ.อภิรัชต์ก็ย้อนถามกลับว่า "เพลงอะไรที่กำลังฮิตตอนนี้ ก็เพลงหนักแผ่นดินไง"

Image copyright BBC Thai

21 มิ.ย. 2562

พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก พบปะพูดคุยกับตัวแทนนักศึกษาวิชาทหาร (นศท.) ที่กองบัญชาการกองทัพไทย โดยผู้สื่อข่าวที่ร่วมสังเกตการณ์ถาม ผบ.ทบ.ว่าในสื่อสังคมออนไลน์มีเด็กรุ่นใหม่ที่ทั้งเอาทหารและไม่เอาหาร พล.อ.อภิรัชต์ จึงหันไปถาม นศท.ว่า "ใครไม่เอาทหารบ้าง ขอให้ยกมือขึ้น" ไม่มี นศท.คนไหนยกมือ

Image copyright BBC Thai

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม