ชายแดนใต้ : จากเสียงปืนในศาลยะลา ถึงเสียงสะท้อนจากพื้นที่สีแดงชายแดนใต้

  • 26 ตุลาคม 2019
บันนังสตา Image copyright KUYI ETAE/BBCTHAI
คำบรรยายภาพ ต.บาเจาะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา เป็นพื้นที่สีแดง

เสียงปืนที่ดังขึ้นภายในศาลจังหวัดยะลา จากการยิงตัวเองของนายคณากร เพียรชนะ เมื่อวันที่ 4 ต.ค. ไม่เพียงทำให้แสงไฟสาดส่องไปยังการตัดสิน พิจารณาคดีของศาลในชายแดนใต้เท่านั้น หากในคำแถลงการณ์ของนายคณากรช่วงหนึ่งยังกล่าวถึง พยานหลักฐานในคดีที่ได้มาระหว่างที่จำเลยถูกควบคุมตัวภายใต้กฎหมายพิเศษ

"เป็นพยานหลักฐานที่ไม่ควรรับฟัง แต่หากศาลจะรับฟังโดยอ้างเหตุผลใด ๆ ก็ตาม ก็เป็นเพียงพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักน้อยมาก ๆ ต้องรับฟังอย่างระมัดระวังอย่างสูง" ตอนหนึ่งของคำแถลงจำนวน 25 หน้า ของนายคณากรที่กล่าวถึงพยานหลักฐาน เช่น ผลซักถาม คำรับสารภาพ บันทึกคำให้การในฐานะข้อเท็จจริงภายใต้กฎหมายพิเศษ

จังหวัดชายแดนภาคใต้เกือบทุกพื้นที่อยู่ภายใต้การบังคับใช้กฎหมายพิเศษ อันได้แก่ กฎอัยการศึกที่บังคับใช้ใน 33 อำเภอของปัตตานี ยะลา นราธิวาส และอีก 4 อำเภอรอยต่อของ จ.สงขลา และ พ.ร.ก.บริหารราชการฉุกเฉิน 2548 ที่บังคับใช้เกือบทุกอำเภอของ จชต.

ภายใต้กฎอัยการศึกให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารควบคุมตัวบุคคลเป็นเวลา 7 วันได้โดยไม่ต้องมีหมายศาล บุคคลที่ควบคุมตัวตกอยู่ในฐานะผู้ต้องสงสัย ยังไม่ใช่ผู้ต้องหา ในสถานที่ที่เรียกว่า "ศูนย์ซักถาม" อยู่ภายใต้หน่วยงานความมั่นคงของทหารในชายแดนใต้

ต่อไปนี้เป็นคำบอกเล่าจากครอบครัวผู้ต้องสงสัยก่อนกลายเป็นจำเลยในคดีความมั่นคงในชายแดนใต้

บันนังสตา, ยะลา

"เขาบอกพ่อว่า ทรัพย์สินที่พ่อมีจะให้เขาให้พ่อขายให้บริจาคเพื่อส่วนรวม ผมว่าทำไมลูกคิดแบบนี้ ลูกเราจะคิดสั้นหรือไง ผมรู้สึกกังวล กังวลแล้ว" มะลีกี มะแซะ ชาว ต.บาเจาะ อ.บันนังสตา จ.ยะลา วัย 54 ปี เล่าด้วยน้ำเสียงที่บอกถึงความกังวลถึงชะตากรรมของลูกชายตอนถูกควบคุมตัวภายใต้กฎอัยการศึกที่ค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี เมื่อต้นปี 2561

ในยามที่คนในพื้นที่อื่นน่าจะกำลังหลับใหล ตีสามของวันที่ 4 ม.ค. 2561 ในพื้นที่สีแดงของบ้านมะลีกี เขาต้องตื่นขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ในชุดเครื่องแบบสีดำทั้งชุดมาเคาะประตูบ้าน บ้านของเขาและอีกหลาย ๆ หลังในหมู่บ้าน ตกเป็นพื้นที่เป้าหมายที่ถูกปิดล้อมหลังเกิดเหตุเผารถทัวร์โดยสารสายกรุงเทพฯ-เบตง ที่ อ.บันนังสตา เมื่อปลายปี 2560

เจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจค้น เก็บดีเอ็นเอของมะลีกีและลูกชายอายุ 26 ปี ก่อนควบคุมตัวลูกชายไปจากบ้าน ตอนนั้นไม่มีคำบอกกล่าวใด ๆ ว่าเอาตัวไปเพราะอะไร

Image copyright KUYI ETAE/BBCTHAI

มะลีกีและ สีตีแอเสาะ ภรรยาวัย 50 ปี ได้รู้ในอีกหลายวันถัดมาว่า เจ้าหน้าที่คุมตัวลูกชาย อายูซา มะแซะ เนื่องจากเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีเผารถทัวร์ หลังจากถูกซัดทอด เขาถูกนำตัวไปที่ค่ายทหารแห่งหนึ่งในยะลาเป็นช่วงสั้น ๆ ก่อนถูกส่งต่อไปที่ศูนย์ซักถามในค่ายอิงคยุทธบริหาร จ.ปัตตานี

อายูซารับสารภาพในชั้นซักถาม เจ้าหน้าที่พาไปชี้หลักฐานจำนวนหนึ่งที่ถูกระบุในคำฟ้องของอัยการว่าเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการก่อเหตุ แม้เขาจะปฏิเสธในชั้นสอบสวนของตำรวจ แต่ด้วยพยานหลักฐานทั้งหมด ศาลจังหวัดยะลา ตัดสินโทษจำคุก 11 ปี 6 เดือน ข้อหาอั้งยี่ซ่องโจร และพกพาอาวุธปืน เมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ ฝ่ายความมั่นคงมองว่าเหตุเผารถทัวร์ ที่ไม่มุ่งเอาชีวิตที่ จ.ยะลา กลุ่มผู้ก่อเหตุสร้างสถานการณ์ความรุนแรง เพื่อทำลายความเชื่อมั่น ทำลายภาพลักษณ์การท่องเที่ยวและทางเศรษฐกิจ

ทั้งคู่ย้อนเล่าถึงการเข้าเยี่ยมอายูซาช่วงที่ถูกควบคุมตัวในค่ายทหารว่า ได้พบหน้าและเจอตัวลูกเป็นเวลาไม่นาน ครั้งหนึ่ง สีตีแอเสาะจำได้ว่าเจอกันแค่ 3 นาที การเยี่ยมมีเจ้าหน้าที่ติดตามอย่างใกล้ชิด ห้ามไม่ให้พูดกับญาติ มีอยู่วันหนึ่งให้เยี่ยมโดยทั้งคู่นั่งอยู่บนรถ แล้วพยุงอายูซาออกมาเจอหน้าครอบครัว

"ลูกมาแล้วกระซิบบนไหล่แม่ว่าโย (ชื่อเล่นของอายูซา) โดนทรมานสุด ๆ ตอนนั้นแม่ก็ช็อกเลย" "ดูอะไรก็กลัวทุกอย่าง" "อย่าไปไหน อยู่กับโยนะ โยกลัวสุด ๆ แล้ว"

เธอบรรยายถึงอาการของลูกชายตอนนั้นที่พูดกับเธอซ้ำไปซ้ำมาไม่รู้กี่รอบตอนเข้าเยี่ยม อายูซาไม่กินอาหารที่ป้อน ที่มือมีรอยขีดและจุดดำ ๆ รวมทั้งที่บริเวณขา

Image copyright KUYI ETAE/BBCTHAI

มะลีกีและภรรยาตระเวนขอความช่วยเหลือไปยังศูนย์ดำรงธรรม ศูนย์ทนายความมุสลิม และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ทนายความได้ขอทำเรื่องเข้าไปเยี่ยมในฐานะทนายความแต่ได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่าผู้บังคับบัญชาแจ้งว่าไม่อนุญาตให้เข้าเยี่ยม

ภายหลังเมื่ออายูซาถูกนำตัวมาไว้ที่เรือนจำเมื่อหมดช่วงควบคุมตัวตามกฎหมายพิเศษไปแล้วและอยู่ระหว่างดำเนินคดี ทั้งคู่จึงได้รู้จากปากลูกชายว่าเขาได้เจออะไรมาบ้าง

"พอมาอยู่ที่เรือนจำเราก็ถามว่า ทำไมอ่ะลูก เขาทำอะไรลูกบ้าง โยบอกว่าทำหลายอย่างเลย ไม่อยากให้แม่รู้ มีทั้งเตะอัณฑะ เอาผ้าพันคอมาปิดจมูก เอาน้ำมาราดทีละนิด ๆ หายใจไม่ออกเลย เขาจะให้รับสารภาพอย่างเดียว"

Image copyright KUYI ETAE/BBCTHAI

"เรามีลูกคนเดียวใครจะอยากให้ลูกเป็นโจร เราก็หวังอยากพึ่งลูก" สีตีแอเสาะรำพึงถ้อยคำนี้ ส่วนมะลีกีได้แต่บอกว่า "ที่ผมเล่ามาทั้งหมดสำหรับผมมันสายเกินไปแล้ว" แต่อยากให้ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองทบทวนการปฏิบัติต่อผู้ที่ถูกควบคุมตัว

ครอบครัวของอายูซาบอกว่าจะเดินหน้าอุทธรณ์คำพิพากษา

"เรื่องที่ผมห่วงที่สุด สมมติศาลยกฟ้อง ลูกผมกลับมาอยู่บ้าน พอเจ้าหน้าที่มาเยี่ยมรู้สึกมันกลัวเจ้าหน้าที่เพราะว่ามันเข็ดอยู่แล้ว ผมกลัวว่าลูกเรามันหนี พอมันหนีปุ๊ปจะมีคดีตามมา วันนั้นแหละที่ห่วงว่าลูกเราจะเป็นโจรเต็มรูปแบบ ผมไม่อยากคิดว่าลูกเราเป็นโจรเพราะว่าเรามีแค่ลูกคนเดียว"

ตลอดการให้การเป็นพยานในศาล มะลีกียืนยันว่าวันเกิดเหตุลอบเผารถทัวร์ ลูกชายของเขาอยู่ที่บ้าน

อำเภอเมือง, ปัตตานี

ในวันที่เธอควรจะทำงานในโรงงานขี้ยางเพื่อให้ได้ค่าจ้างวันละ 300 บาท เพื่อเลี้ยงดูลูก 4 คน หญิงวัย 27 ปี ขี่รถจักรยานยนต์มาจากอีกอำเภอหนึ่งเพื่อฟังการสืบพยานในคดีที่สามีตกเป็นจำเลยที่ศาลจังหวัดปัตตานี

สามีของหญิงรายนี้เป็นจำเลยในข้อหายิงเจ้าหน้าที่ทหารพรานเมื่อปีที่แล้ว เขาถูกจับกุมจากการโดนซัดทอดมาอีกต่อหนึ่ง

"อยากมาฟังว่าเขาให้การว่าอย่างไร เพราะสามีก๊ะเขาฟังหรือพูดภาษาไทยไม่ค่อยได้"

เธอเล่าว่า ตอนเกือบตีสองของวันหนึ่งในเดือน ก.ย. ปีที่แล้ว เจ้าหน้าที่กว่า 40 คนมาล้อมบ้าน ขณะลูก ๆ ทั้ง 4 คน นอนรวมกันอยู่กลางบ้าน เจ้าหน้าที่พาสามีไปควบคุมตัวที่ค่ายอิงคยุทธฯ "วันแรกยังเจอกันได้ แต่ไม่ได้คุยอะไรกัน เขาให้แค่สลาม (ทักทายแบบมุสลิม) น่ะค่ะ"

วันที่สองเธอได้เยี่ยมสามีในระยะไกล เธอเล่าเท่าที่จำได้ว่าเจ้าหน้าที่พยายามปิดบังไม่ให้เห็นตัว แต่สังเกตได้ว่า สามีดูไม่มีเรี่ยวแรงต่างจากก่อนถูกควบคุมตัว เปลือกตาซ้ายข้างบนบวมช้ำ

"เวลาเข้าไปในกระบวนการซักถาม ถ้ามันไม่มีการทำร้ายร่างกายจริง ๆ คุณก็น่าจะเอาสามีก๊ะไปตรวจสอบได้ แต่นี่ยื่นเรื่องก็รอแล้วรอเล่าไม่มีอะไรคืบหน้า แค่มาบอกว่าลื่นล้มในห้องน้ำ"

เป็นเวลา 1 ปี 1 เดือน ที่เธอต้องเลี้ยงลูกทั้ง 4 คน เพียงคนเดียว ด้วยรายได้จากค่าจ้างรายวัน ทั้งหมดใช้ดูแลค่าใช้จ่ายภายในบ้าน จ้างคนเลี้ยงลูกยามเมื่อต้องไปทำงาน และส่งให้สามีเป็นค่าใช้จ่ายในเรือนจำทุกสัปดาห์

"คุณลงโทษเขาไปแล้ว ไม่ใช่ลงโทษแค่เขาคนเดียว ครอบครัวของเขาโดนไปด้วย"

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
สามจังหวัดชายแดนใต้กับปัญหาซ้อมทรมาน

กระบวนการยุติธรรมชายแดนใต้

นายอับดุลกอฮาร์ อาแวปูเตะ ผอ. มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมจังหวัดชายแดนภาคใต้ อธิบายกระบวนการทางคดีความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ขั้นตอนแรกตามกฎอัยการศึก เจ้าหน้าที่สามารถเอาตัวผู้ต้องสงสัยโดยไม่ต้องมีหมาย ไม่มีสิทธิได้พบกับทนาย กฎอัยการศึกให้ควบคุมตัวไว้ได้ 7 วัน หลังจากนั้นหากควบคุมตัวต่อต้องมีหมายศาล โดยอ้างกับศาลว่ามีพยานหลักฐานแล้ว

ทนายอับดุลกอฮาร์กล่าวว่าคดีในพื้นที่ส่วนใหญ่ไม่มีพยานหลักฐานที่เป็นประจักษ์พยานในที่เกิดเหตุ เนื่องจากผู้เห็นเหตุการณ์ไม่กล้าที่จะให้การในฐานะพยาน กรณีมีการเก็บหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ ดีเอ็นเอ และลายนิ้วมือแฝง แบบนี้ไม่น่ากังวล แต่คดีที่ไม่มีหลักฐานเหล่านี้เลย ก็กลายเป็นว่าสามารถที่จะมีได้ ทำให้มีโอกาสที่จะเกิดการซัดทอดได้

"พอผู้ต้องสงสัยเข้าสู่กระบวนการซักถาม ส่วนใหญ่ที่เราเจอคือจะสารภาพในชั้นกระบวนการซักถาม ซึ่งพอสารภาพในชั้นซักถามก็จะไปซัดทอดบุคคลอื่นอีกหลาย ๆ คน ซึ่งอาจจะมีชื่ออยู่ก่อนแล้วก็ได้"

ทนายความซึ่งมีประสบการณ์ในการทำคดีความมั่นคงใน จชต. อธิบายอีกว่า กระบวนการทางหลักฐานเกิดขึ้นในศูนย์ซักถาม เมื่อมีการรับสารภาพ พนักงานสอบสวนที่มีอำนาจในการสอบสวนคดีจะถูกเชิญเข้ามาที่ค่ายทหารแล้วให้สอบสวนผู้ต้องสงสัยในฐานะพยาน มีการถ่ายวิดีโอ ถ่ายภาพเพื่อเป็นหลักฐานการให้การรับสารภาพ ในกระบวนการมีทนายความ บาบอ (ผู้นำศาสนา) ซึ่งเป็นบุคคลประจำ และทนายความที่ปรึกษาของ กอ.รมน. เข้าร่วม

พยานหลักฐานภายใต้กฎหมายพิเศษ

ผอ. มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า หลังจากมีการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเมื่อปี 2550 ข้อยกเว้นในกฎหมายใหม่ คือ ให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่าได้ หากพยานบอกเล่ามีความน่าเชื่อถือ

"ศาลที่ต้องการลงโทษจะใช้ข้อยกเว้นตรงนี้ แต่บางศาลที่เห็นว่าน้ำหนักมันน้อยก็จะยกฟ้อง โดยอ้างเหตุสงสัย"

อย่างไรก็ตาม นายอับดุลกอฮาร์ชี้ให้เห็นสิ่งที่น่ากังวลเช่นเดียวกับในคำแถลงที่นายคณากร เพียรชนะ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลจังหวัดยะลา ที่เผยแพร่ก่อนก่อเหตุยิงตัวเองเมื่อวันที่ 4 ต.ค. คือ พยานหลักฐานที่ได้มาหรือเกิดขึ้นในระหว่างกฎหมายพิเศษนั้นมีน้ำหนักเพียงใด

"หลักฐานที่ได้มา ถ้ามีกลไกในการตรวจสอบก็จะแฟร์ ๆ ... พอมีการร้องเรียนเรื่องซ้อม เรื่องทรมาน อันนี้ตรวจสอบอะไรไม่ได้ บางทีไปร้องเรียน กสม. ก็ไม่ได้ตรวจสอบอะไร สุดท้ายคือเราไม่มั่นใจในกระบวนการไปควบคุมตัวตามกฎหมายพิเศษ"

"ถ้ามีการซ้อมมันต้องมีร่องรอย"

พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ภาค 4 ส่วนหน้า ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยว่า เรื่องการกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ซ้อมทรมานหรือละเมิดสิทธิเป็นเพียง "วิธีการต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมทุกกรณี" และยืนยันว่าฝ่ายความมั่นคงเปิดโอกาสให้ทุกกลไกเข้ามาตรวจสอบอยู่แล้ว

"ทุกกรณีที่เราจับมีแพทเทิร์น (รูปแบบ) ในการร้องเรียน ที่ผ่านมาตั้งแต่ต้นทาง เจ้าหน้าที่มีหลักฐานทั้งหมด กล้อง การตรวจร่างกายของแพทย์ทั้งก่อนเข้าและปล่อยตัว ถ้ามีการซ้อมมันต้องมีร่องรอย ทุกกรณีมันต้องมีการแจ้งเบาะแสต่าง ๆ ถึงจับ" พ.อ.ปราโมทย์ ระบุ

โฆษก กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวถึงกระบวนการภายใต้กฎหมายพิเศษว่า "มันไม่ใช่เป็นการซักถาม แต่เป็นเรื่องการสอบถามข้อมูลเบื้องต้น" พร้อมชี้ว่า สิ่งที่จะมัดตัวผู้กระทำผิด คือวัตถุพยานที่เป็นพยานหลักฐานในการดำเนินคดีที่ฝ่ายตำรวจรวบรวม ฝ่ายความมั่นคงเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่ทั้งนี้

พ.อ.ปราโมทย์ระบุว่า ไม่มีข้อมูลว่ามีการซ้อมทรมานในคดีเผารถทัวร์ จ.ยะลา

ซ้อมทรมานไม่มีบาดแผล

เกี่ยวกับข้อร้องเรียนเรื่องการควบคุมตัวภายใต้กฎหมายพิเศษ อังคณา นีละไพจิตร อดีตกรรมการ ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ซึ่งเคยดูแลกรณีเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และลาออกจาก กสม. เมื่อเดือน ส.ค. 2562 บอกว่า มีทั้งกลุ่มที่ไม่ประสงค์ให้ กสม.ตรวจสอบ หลังจากยกฟ้อง กลุ่มที่ตรวจสอบพบหลักฐานการละเมิดสิทธิชัดเจน เช่น มีบาดแผล อาการเจ็บป่วย และกลุ่มที่ต้องการร้องเรียน แต่ตรวจสอบแล้วไม่พบการละเมิดสิทธิมนุษยชน

อย่างไรก็ตาม อดีต กรรมการ กสม. กล่าวถึงรายงานฉบับที่เผยแพร่เมื่อต้นปี 2562 ระหว่างที่อังคณายังปฏิบัติหน้าที่ ในรายงานที่เธอเรียกว่า "รายงาน 100 คำร้อง" ซึ่งตรวจสอบด้วยวิธีการสัมภาษณ์พูดคุยกับผู้ร้องที่ถูกกระทำโดยตรงจำนวน 100 คน ในรอบหนึ่งปีครึ่ง พบว่ามีนัยของข้อมูลบางประการที่ควรพิจารณา

"ทั้งหมดร้องเรียนด้วยเรื่องคล้ายกันเลย คือ ให้ถอดเสื้อแล้วอยู่ในห้องเย็น ใช้ถุงดำคลุมหัวเพื่อให้หายใจไม่สะดวก ใช้น้ำเทใส่หน้า บังคับไม่ให้นอน พอจะหลับก็จะปลุกให้ยืนทั้งคืน มักจะเป็นวันแรก ๆ ที่ถูกควบคุมตัว" อังคณากล่าว "ผู้ร้องทั้ง 100 คน ร้องในลักษณะเดียวกันเลย แต่ตรวจสอบแล้ว ไม่สามารถหาพยานหลักฐานได้ เพราะมันไม่มีบาดแผล"

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBCTHAI

ในรายงานของ กสม. เขียนไว้ว่าถึงแม้ว่าจะไม่มีข้อมูลในการซ้อมทรมาน แต่ว่าการร้องเรียนในลักษณะนี้ทำให้เห็นถึงการที่ประชาชนไม่ไว้วางใจเจ้าหน้าที่ และจะส่งผลกระทบต่อการสร้างสันติภาพในพื้นที่ด้วย เธอระบุ

"ถ้าเราถามกลับว่าเจ้าหน้าที่มีหลักฐานหรือเปล่า ฝั่งเจ้าหน้าที่มีแต่การให้ข้อมูล การให้การด้วยวาจาหรือเป็นเอกสาร แต่เจ้าหน้าที่ไม่มีกล้องวงจรปิดที่บอกว่านี่ไง คนนี้ ๆ มาอยู่ในช่วงนี้ สอบเวลานี้ให้เราดูได้เลยว่าเขาไม่ได้โดนอะไร ก็ไม่มีข้อมูลตรงนั้น"

อังคณาชี้ว่า การตรวจหลักฐานการทรมานนั้นไม่ง่าย ข้อเสนอแนะที่ดีที่สุด เจ้าหน้าที่ต้องให้ญาติเข้าเยี่ยมอย่างใกล้ชิด และให้ความร่วมมือกับ กสม. ซึ่งมีอำนาจตามกฎหมาย พ.ร.บ. กสม. ไปตรวจสอบทันทีที่ได้รับคำร้องเรียนแบบนี้

"ไม่มีกล้อง กล้องเสีย เราได้รับการบอกแบบนี้มาตลอด"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม