นวลปรางกลางดงระเบิด วางงานดาราศาสตร์มาเป็นตร.หญิงพิสูจน์หลักฐานในยะลา

  • 28 ตุลาคม 2019
นวลปราง พิทักษ์กาญจนกุล ตำรวจหญิง พิสูจน์หลักฐาน สามจังหวัดชายแดนใต้ บีบีซี Image copyright Wasawat lukharang/bbc thai
คำบรรยายภาพ เธอชอบอาชีพนี้เพราะว่าได้ช่วยเหลือผู้คน

มีผู้หญิงน้อยคนที่จะได้เสื้อเกราะเป็นของขวัญในวันเริ่มงานใหม่ และมีชุดทำงานอยู่ชุดเดียวทุกวัน ร.ต.อ.หญิงนวลปราง พิทักษ์กาญจนกุล คือผู้หญิงคนนั้น ผู้ปฏิบัติหน้าที่ใน จ. ยะลา

ด้วยตำแหน่งนักวิทยาศาสตร์ กลุ่มงานตรวจสถานที่เกิดเหตุ ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน (ศพฐ.) 10 ทำให้เธอมีส่วนร่วมตรวจสอบวัตถุพยานในคดีน้อยใหญ่มาแล้ว 700 คดี ในรอบ 6 ปี โดยหวัง "ยืนยันความบริสุทธิ์ให้ผู้คนไม่ว่าจะมีชีวิตอยู่หรือเสียชีวิตไปแล้ว"

แรกเริ่มเดิมที นวลปรางไม่เคยคิดฝันจะรับราชการตำรวจ เพราะเธอหลงใหลในเสน่ห์ของวิทยาศาสตร์-ดาราศาสตร์ สนใจพิสูจน์ความจริงของธรรมชาติ สนุกกับการค้นหาความลับของดวงดาว ถึงขั้นประดิษฐ์กล้องดูดาวเป็นโครงการจบการศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ สาขาฟิสิกส์ ม. ศิลปากร แต่งานตำรวจได้กลายเป็นอาชีพแรกและ อาชีพเดียวของเธอนับจากเรียนจบเมื่อปี 2556 ถึงปัจุบัน

"เราก็เป็นนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งที่เป็นตำรวจ เป็นผู้ช่วยพนักงานสอบสวน" นวลปรางให้นิยามการทำหน้าที่ในศูนย์พิสูจน์หลักฐาน งานที่เธอบอกว่าได้ใช้ความรู้ครบทุกสาขาตามที่ร่ำเรียนมา

  • วิทยาศาสตร์ : คิด วิเคราะห์ แยกแยะเหตุการณ์
  • ฟิสิกส์ : ดูร่องรอยการเฉี่ยวชนของวัตถุ
  • เคมี : ดูเขม่าปืนและสารระเบิด
  • ศิลปะ : ถ่ายรูป และจัดทำแผนผังสถานที่เกิดเหตุ

ที่มา : บีบีซีไทยสรุปจากคำให้สัมภาษณ์ของ ร.ต.อ.หญิงนวลปราง พิทักษ์กาญจนกุล

Image copyright Wasawat lukharang/bbc thai
คำบรรยายภาพ เธอต้องสวมใส่ชุดเกราะและพกปืนทุกครั้ง ในระหว่างออกปฏิบัติหน้าที่

ในวันปฏิบัติราชการ หญิงวัย 28 ปีผู้ปฏิบัติหน้าที่ "หัวหน้าชุด" ตรวจสถานที่เกิดเหตุ จะอยู่ในชุดเดิม-ชุดเดียว สวมเสื้อยืดสีฟ้า กางเกงคาร์โก (tactical cargo) หมวกแก๊ปสีดำ รองเท้าคอมแบตสีดำ เตรียมพร้อมอยู่เสมอที่จะออกไปตะลุยพื้นที่ 4,521 ตร.กม. ของยะลา โดยมีอุปกรณ์เสริมเป็นชุดเกราะน้ำหนัก 7.5 กก. ปืนพก และไฟฉายที่พร้อมหยิบฉวยไปใช้งานทันทีที่ได้รับแจ้งเหตุ

ส่วนในรถกระบะแปลงสภาพให้เป็นรถปฏิบัติการของหน่วยพิสูจน์หลักฐาน มีเครื่องมือต่าง ๆ อีกอย่างน้อย 4 กระเป๋า ประกอบด้วย ชุดเก็บลายนิ้วมือแฝง ชุดเก็บเขม่าปืนและสารระเบิด ชุดตรวจเก็บรหัสพันธุกรรม (ดีเอ็นเอ) และชุดเก็บร่องรอย เพื่อเก็บ-กวาดทุกพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ ก่อนบรรจุลงกระเป๋าใบที่ 5 ชุดหีบห่อวัตถุพยาน

ตลอด 3 วันที่บีบีซีไทยเฝ้าสังเกตการณ์การทำงานของนวลปราง เคราะห์ดีที่ไม่เกิดคดีความมั่นคงขึ้นในพื้นที่ ภารกิจเดียวที่ทำให้เธอต้องเคลื่อนตัวออกจาก ศพฐ. 10 คือเหตุผู้ต้องสงสัยเมาสุรายิงรถยนต์

เมื่อได้รับคำยืนยันจากตำรวจ สภ.เมืองยะลา ให้เข้าตรวจสอบรถของกลางได้ นวลปรางก็นำผู้ช่วย 1 นาย ลูกทีม 4 นาย ออกไปเก็บตรวจ-เก็บพยานหลักฐาน โดยมีตำรวจจาก "หน่วยพิเศษ" อีก 2 นายซึ่งถูกเรียกว่า "ชุด cover" พร้อมอาวุธครบมือ รับหน้าที่คุ้มกันความปลอดภัยของทีมงานเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุแทรกซ้อน

Image copyright Wasawat lukharang/bbc thai

"เจ้าหน้าที่เหล่านี้ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ ถือเป็นบุคลากรทรงคุณค่า ต้องดูแลชีวิตเขาให้ดี ถ้าสูญเสียไป กว่าจะผลิตขึ้นมาได้แต่ละคนเป็นเรื่องยาก" นายตำรวจชุด cover กล่าวระหว่างยืนควบคุม-เฝ้าระวังพื้นที่ทำงานของทีมนวลปรางที่ลานจอดรถ สภ. เมืองยะลา

ไม่ว่าคดีเล็กหรือใหญ่ เป็นเหตุระเบิด เหตุวางเพลิงเผาทรัพย์ เหตุชีวิต หรือเหตุอาชญากรรมรายวัน การทำงานของตำรวจพิสูจน์หลักฐานก็จะยึดแนวปฏิบัติเดียวกัน ทันทีที่ไปถึงสถานที่เกิดเหตุ พวกเขาเริ่มงานด้วยการสอบถามข้อมูลเบื้องต้นจากพนักงานสอบสวนว่าพบอะไรบ้าง มีผู้เห็นเหตุการณ์หรือไม่ เพื่อประเมินพื้นที่ ในระหว่างรอหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด (อีโอดี) ตรวจสอบและปิดกั้นพื้นที่เกิดเหตุ จากนั้นจึงลงมือจัดทำแผนผังค้นวัตถุพยาน ถ่ายภาพทุกแง่มุม ตรวจวัตถุพยาน กำหนดป้ายหมายเลข เก็บวัตถุพยานบางส่วนกลับไปตรวจสอบที่ ศพฐ. หรือสถานีตำรวจเจ้าของคดี และปิดท้ายที่การทำบันทึก

"ขอให้ปลอดภัย" คำอวยพรซ้ำ ๆ จากแม่ผู้ห่างไกล

ย้อนกลับไปเมื่อ 6 ปีก่อน หญิงสาวชาวกาญจนบุรีที่ชื่อนวลปรางเดินทางมาเหยียบ "พื้นที่สีแดง" เป็นครั้งแรก ไม่มีช่อดอกไม้รอรับน้องใหม่ สิ่งแรกที่ได้จากตำรวจรุ่นพี่ที่ไปรอรับเธอที่สนามบินหาดใหญ่ จ.สงขลา คือเสื้อเกราะ

Image copyright กสก.ศพฐ.10
คำบรรยายภาพ บางครั้งเธอต้องเดินเท้าเข้าไปในป่าเขาเพื่อไปยังจุดเกิดเหตุ

ตลอดเส้นทางที่รถของเธอแล่นผ่านจากสงขลาถึงยะลา นวลปรางมองป้ายชื่อถนนด้วยความรู้สึกคุ้นชินเพราะเคยเห็นข่าวตามหน้าสื่ออยู่บ่อย ๆ ส่วนหูก็เปิดรับฟังคำบรรยายสภาพพื้นที่

"พี่เขาเล่าว่าตรงนั้นมีเหตุ พอพวกเราไปถึงต้องทำอย่างนี้ ๆ พอรถผ่านไปอีกจุด พี่เขาก็เล่าต่อว่าตรงนี้ก็มีเหตุ มีตลอดทางเลย" นวลปรางย้อนนึกถึงประสบการณ์แรกในพื้นที่ปลายด้ามขวาน

กว่าจะได้ไปใช้ชีวิตที่ "ใต้สุดสยาม เมืองงามชายแดนใต้" นวลปรางต้องอธิบาย-ให้เหตุผลกับแม่อย่างหนัก

ก่อนสอบรับราชการที่ ศพฐ. แม่อวยพรให้ลูกสาวคนเดียว "โชคดี" แต่เมื่อรู้ว่าเธอเลือกบรรจุในพื้นที่ยะลา ก็มีคำสั่งห้ามรับงานตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่มต้น ด้วยเพราะนวลปรางซึ่งขณะนั้นอายุ 22 ปี ไม่เคยออกไปใช้ชีวิตเพียงลำพังนอกบ้าน-นอกพื้นที่ภาคกลางเลย

Image copyright Wasawat lukharang/bbc thai
คำบรรยายภาพ ศูนย์พิสูจน์หลักฐานที่นี่ถูกยกให้เป็นหนึ่งในสองศูนย์พิสูจน์หลักฐานที่ดีที่สุดของไทย

"แม่บอกให้ลาออก" นวลปรางกล่าวก่อนที่เสียงจะขาดหายไป เธอพยายามสกัดกั้นไม่ให้น้ำตารื้นออกมา แต่ไม่ทันแล้ว

"สงสารแม่น่ะค่ะ" เธอพูดพลางปาดน้ำตา

ที่บ้านของเด็กสาว ทั้งพ่อ ลุง ป้า น้า อา ช่วยกันเกลี้ยกล่อมแม่อย่างหนัก ขอโอกาสให้นวลปรางได้ลองทำหน้าที่ก่อน ขณะที่ตัวเธอเองก็วิงวอนแม่อีกทางโดยยกสารพัดเหตุผล เช่น เป็นโอกาสดีที่จะมีอาชีพการงานมั่นคง ได้เป็นข้าราชการได้รับใช้ชาติ

"เราจะได้ช่วยคนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นะแม่" นวลปรางเล่าเหตุผลที่ทำให้แม่ยอมเปลี่ยนใจ

Image copyright Wasawat lukharang/bbc thai

ในเวลาราว 21.00 น. ของทุกวัน เป็นช่วงที่ตำรวจหญิงผู้ไกลบ้านแอบคิดถึงแม่อยู่บ่อย ๆ เพราะถ้าอยู่บ้าน เธอมักหลับไปพร้อมกับแม่ กิจวัตรประจำวันที่ขาดไม่ได้จึงเป็นการ "โทรศัพท์ข้ามภาค" ไปพูดคุยสอบถามสารทุกข์สุกดิบกับแม่วัย 63 ปี และไม่ลืมกลับบ้านเกิดทุกครั้งที่มีโอกาส

"แม่ก็จะพูดแบบเดิม ขอให้ปลอดภัย ๆ" เธอเล่าด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

คดีใหญ่คดีแรก คดีกลัวสุด คดีลืมไม่ลง

แม่เป็นเรื่องเดียวในชีวิตที่ทำให้ผู้กองนวลปรางต้องเสียน้ำตา ส่วนการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงไม่เคยทำให้เธอร้องไห้แม้แต่ครั้งเดียว แม้รู้สึก "กลัว" และ "กดดัน" บ้าง แต่ก็เห็นเป็นเรื่องปกติ

Image copyright กสก.ศพฐ.10
คำบรรยายภาพ ร.ต.อ.หญิงนวลปรางนำทีมไปตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุเผารถทัวร์สายเบตง-กรุงเทพฯ ที่ อ.บันนังสตา จ.ยะลา เมื่อ ธ.ค. 2560

คดีใหญ่คดีแรก ที่นวลปรางรับหน้าที่หัวหน้าชุดรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุคือ เหตุเผารถโดยสารประจำทางสายเบตง-กรุงเทพฯ ที่ อ.บันนังสตา จ.ยะลา เมื่อ ธ.ค. 2560 ผู้ก่อเหตุเปิดปฏิบัติการด้วยพฤติการณ์ตามสูตรคือ ตัดต้นไม้ขวางทาง โปรยตะปูเรือใบขวางอีกชั้น ก่อเหตุเผายาง เผารถทั้งคัน และยิงรถ

"ตอนนั้นไม่ได้กลัวนะ สิ่งที่คิดในหัวคือต้องเก็บอะไร ใช้เวลาเท่าไร เพราะถ้าใช้เวลามาก ชาวบ้านก็จะเดือดร้อนเพราะเราต้องปิดถนน" นวลปรางระบุ

ภารกิจนั้นผ่านไปด้วยความเรียบร้อย ใช้เวลาถึง 3 วันในการตรวจสอบและเก็บกู้พยานหลักฐานต่าง ๆ

ส่วน "คดีกลัวที่สุด" คือ เหตุระเบิดบ้านบัวทอง อ. ธารโต เมื่อ เม.ย. 2560 ซึ่งนวลปรางนำทีมลงพื้นที่ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ตั้งแต่เวลา 07.00-21.00 น. โดยต้องเดินเท้าขึ้นไป "มันเป็นพื้นที่ป่า รถเข้าไปไม่ได้ ตอนเดิน ๆ ไปแม้สวมเสื้อเกราะ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะปลอดภัยไหม อาจมีการซุ่มยิงหรือลอบวางระเบิดระหว่างทางได้ แต่โชคดีที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น"

Image copyright กสก.ศพฐ.10
คำบรรยายภาพ ระหว่างตรวจสอบเหตุวางเพลิงที่ อ. กาบัง จ. ยะลา

ส่วน "คดีลืมไม่ลง" คือ เหตุระเบิดเสาไฟฟ้าที่ อ. ยะหา เมื่อ ส.ค. 2562 เนื่องจากจุดที่ทีมนวลปรางไปตั้งฐานปฏิบัติการ หรือ command post ตามที่หน่วยอีโอดีแนะนำ พบระเบิดลูกที่ 3 ตามมาในเวลา 1 เดือนหลังจากวันเกิดเหตุครั้งนั้น

"ทุกวันนี้ก็ยังคุยกับลูกทีมว่าโชคดี ยังขนลุกไม่หายเลยค่ะ" นวลปรางนึกถึงประสบการณ์เฉียดตาย

เปรียบชีวิตเป็น "ต้นไม้" กลางไฟใต้

ท่ามกลางสถานการณ์ไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่กินเวลายาวนานถึง 15 ปี สาววัย 20 ปีเศษ ไปทำงาน-ใช้ชีวิตในพื้นที่มา 5 ปีเศษ หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของห้วงที่ "ไฟใต้" คุกรุ่น ทว่าเธอไม่เคยคิดว่าทุกครั้งที่ออกไปทำงานจะไม่มีโอกาสกลับบ้านอีก

"ที่ยังอยู่ตรงนี้ เพราะคิดว่าถ้าประชาชนในพื้นที่เขาอยู่ได้ เราก็ต้องอยู่ได้... เราก็อยู่เป็นปกติ ใช้ชีวิตปกติ ถ้าไม่ประมาทก็จะปลอดภัย" นวลปรางบอก

Image copyright Wasawat lukharang/bbc thai
คำบรรยายภาพ ปัจจุบันเธอก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าชุด พร้อมประสบการณ์ 700 คดี

เธอเปรียบชีวิตเป็นเสมือนต้นไม้ "ทุกวันต้องเจริญเติบโต โดยสิ่งที่หล่อเลี้ยงให้เราเติบโตขึ้น เป็นปุ๋ย ก็คือประสบการณ์ ยิ่งอยู่ตรงนี้ก็ยิ่งได้ประสบการณ์มาก"

ถึงวันนี้ นวลปรางร่วมทำคดีมาแล้วกว่า 700 เหตุนับจากเป็น "ผู้ช่วย" ก่อนขยับขึ้นเป็น "หัวหน้าชุด" เธอกำลังสะสมประสบการณ์เพิ่มเติมเพื่อสอบเลื่อนชั้นเป็นนายตำรวจสัญญาบัตร (สบ.) 2

หน้าที่หลักของตำรวจพิสูจน์หลักฐานตามความคิดของนวลปรางคือ "นำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้ และยืนยันความบริสุทธิ์ให้คนไม่ว่าจะมีชีวิตอยู่หรือเสียชีวิตไปแล้ว"

จริงอยู่ที่การแสวงหาพยานหลักฐานเป็น "ต้นทางของกระบวนการยุติธรรม" แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่านักสิทธิมนุษยชนและประชาชนบางส่วนยังรู้สึกหวาดระแวง-ไม่วางใจในพยานหลักฐานที่อยู่ในมือเจ้าหน้าที่รัฐ และมักเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อยู่เนือง ๆ เรื่องการ "ตั้งธง" ในการทำคดี

Image copyright Wasawat lukharang/bbc thai
คำบรรยายภาพ ห้องแล็บคืออีกหนึ่งสถานที่ทำงานของเธอ

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นวลปรางยืนยันว่าหน่วยงานเธอทำงานอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ทำตามพยานหลักฐาน และสามารถตรวจสอบได้ ไม่ได้เป็นการทำตามความรู้สึก เสียงวิจารณ์ หรือกระแสสังคมแต่อย่างใด

ความฝันสูงสุดของ "สตรีผู้จับอาวุธ" คือเป็นผู้กำกับ

นวลปรางเป็น 2 ใน 3 หัวหน้าชุดตรวจสถานที่เกิดเหตุของ ศพฐ. 10 ที่เป็นผู้หญิง จึงน่าสนใจว่าเธอใช้ศิลปะบริหารจัดการทีมงานซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นชายอกสามศอกอย่างไร

"เราทำได้ เขาก็ต้องทำได้" หมวดนวลปรางเผย ก่อนขยายความว่าเธอเน้นสร้างความเชื่อมั่นให้ทีมงาน แรก ๆ อาจถูกท้าทายบ้างว่าทำแบบนั้นไม่ได้ ทำแบบนี้ในพื้นที่นี้ไม่ได้ แต่ที่สุดก็คือทุกคนทำได้

Image copyright Wasawat lukharang/bbc thai
คำบรรยายภาพ หลังรถกระบะที่ดัดแปลง จะเต็มไปด้วยอุปกรณ์สำหรับการเก็บพิสูจน์หลักฐาน

"เวลาทำงาน ก็มีดุบ้างเหมือนกัน เคยบอกทีมว่าถ้าไม่เอาใจมาทำงานก็ไม่ต้องมา ลาไปเลย" หัวหน้านวลปรางโชว์คำพูดสุดเฮี้ยบ

ในทัศนะของนวลปราง ความเป็นหญิงมี "ข้อดี" ในอาชีพตำรวจ เพราะผู้หญิงมีความละเอียดกว่า ช่างสังเกตกว่า ทำให้งานมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น และในคดีละเอียดอ่อนอย่างคดีข่มขืน การใช้พนักงานสอบสวนหญิงจะสร้างความไว้วางใจให้แก่ผู้ถูกล่วงละเมิดได้ดีกว่า แต่ขณะเดียวกันเธอยอมรับใน "ข้อด้อย" ยามต้องใช้อาวุธป้องกันและปราบปราม ติดตามจับกุม ผู้หญิงอาจทำได้ไม่ดีนักหากเทียบกับผู้ชาย

เหตุเครียด-ตึง-รุนแรงที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ผลักดันให้ผู้หญิงหลายคนเข้าไปมีบทบาทในกระบวนการสร้างสันติภาพและทำงานด้านมนุษยธรรม แต่สำหรับนวลปรางจัดอยู่ในกลุ่ม "สตรีผู้จับอาวุธ"

Image copyright Wasawat lukharang/bbc thai
คำบรรยายภาพ ในระหว่างอภิปรายงบระมาณปี 2563 ส.ส. พรรครัฐบาลเปิดเผยว่า เหตุการณ์ไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ทำให้มีหญิงหม้าย 3,075 คน เด็กกำพร้า 6,574 ราย

เธอให้เหตุผลว่าต้องถืออาวุธเพื่อความปลอดภัย เพราะระหว่างออกพื้นที่อาจถูกซุ่มยิง หรือจู่โจมได้เสมอ แต่ถึงกระนั้นเธอไม่นิยมความรุนแรง และหวังจะเห็นความสงบสุขในพื้นที่ไม่ต่างจากที่ประชาชนทั่วไปรู้สึก

ส่วนความใฝ่ฝันสูงสุดในฐานะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ คือการได้ติดดาว 3 ดวงบนบ่า มีมงกุฏครอบ ติดยศ "พันตำรวจเอก" เป็น "ผู้กำกับหญิง" ในสักวัน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม