ฮาโลวีน: ผีกับการกลายร่างจากสร้างความหวาดกลัวสู่การเป็นเครื่องมือการเมือง

  • 31 ตุลาคม 2019
แดร๊กคูลา Image copyright Getty Images

เมื่อกล่าวถึง "ผี" คนส่วนใหญ่คงไม่ปฏิเสธว่าเคยได้ยินเรื่องราวของสิ่งที่เหนือธรรมชาตินี้มาบ้างแล้ว แม้แต่ละศาสนาและวัฒนธรรมจะมีความเชื่อของผี รวมไปถึงวิญญาณที่แตกต่างกัน แต่การที่สิ่งนี้อยู่คู่สังคมและวัฒนธรรมมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าผีก็อาจมี "ที่ยืน" ในความรู้สึก "หลอน" ของคนจำนวนไม่น้อย

"ผีและปีศาจปรากฏอยู่ในทุกวัฒนธรรมพวกมันมีอยู่ด้วยเหตุผลสำคัญทางวัฒนธรรมบางอย่างและยังทำหน้าที่เป็นตัวแทนของการต่อต้านบรรทัดฐานของสังคม ในยุคที่การแสดงออกของฝ่ายที่เห็นต่างยังไม่เป็นที่ยอมรับจากคนหมู่มากในสังคม" ดร. คาธาชน่า อันนา อันสูธา นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านผีและปีศาจจากจุฬาลงการณ์มหาวิทยาลัย อธิบายถึงชุดความเชื่อเรื่องผีและวิญญาณที่มีต่อสังคมมาหลายศตวรรษ

ถึงแม้ว่าความเชื่อเรื่องของผีและวิญญาณจะดูงมงายและไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยวิทยาศาสตร์ แต่ก็มีนักวิชาการหลายรายที่พยายามศึกษาและวิเคราะห์เรื่องเกี่ยวกับผีกันอยู่แพร่หลาย ถึงขั้นกำหนดเป็นหลักสูตรการศึกษา อย่างที่ภาควิชา BALAC ของคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดสอนวิชาที่เกี่ยวกับผีและปิศาจผ่านภาพยนตร์และวัฒนธรรม

ช่วงแรกที่เปิดสอนรายวิชาแดร็กคูลาศึกษา มีนิสิตให้ความสนใจลงทะเบียนเรียนเพียง 7 คน แต่ตัวเลขเพิ่มเป็น 31 คน หลังทำการสอนไปได้เพียงแค่สัปดาห์เดียว

แต่ทำไมคนถึงต้องเรียนรู้เรื่องผีและปีศาจ และปรากฏการณ์นี้มีความสำคัญต่อสังคมอย่างไร บีบีซีไทยพาไปฟังคำอธิบายจาก "ดร.ผี"

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
ดร. แคชช่า อาจารย์จุฬาฯ ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมกอธิคและภาพยนตร์สยองขวัญ

ก่อนจะมาเป็น ดร.ผี

ดร. คาธาชน่า อันนา อันสูธา หรือ ดร. แคชช่า ชื่อซึ่งเป็นที่รู้จักในแวดวงวิชาการ บางครั้งคนเรียกว่า "ดร.ผี" ด้วยความที่ศึกษาวัฒนธรรมกอทิกและภาพยนตร์สยองขวัญมากว่า 20 ปี

หลังเรียนจบปริญญาเอกในด้านวรรณกรมอังกฤษ ทฤษฎีแนววิพากษ์ และวัฒนธรรมศึกษา จาก University of Silesia ประเทศโปแลนด์ ในปี 2002 เธอจึงเริ่มทำงานวิจัยในเกี่ยวกับผีในวัฒนธรรมตะวันตกเป็นต้นมา หลังจากนั้น เธอเริ่มหันมาสนใจเรื่องราวภาพยนตร์สยองขวัญในเอเชีย เธอต้องการรู้จักภูมิภาคนี้ให้ถ่องแท้กว่าการอ่านจากหนังสือและดูภาพยนตร์

ดร. แคชช่า เดินทางมาไทยในปี 2004 และรู้สึก "ตกหลุมรัก" ประเทศไทย เธอสมัครเข้าทำงานที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ก่อนจะย้ายไปสอนที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และล่าสุดเมื่อสองปีที่แล้ว ได้ย้ายไปสอนที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Image copyright PAris Jitpentom/BBC Thai

ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ดร.แคชช่า ได้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับวัฒนธรรมกอทิกและผีในเอเชียควบคู่ไปด้วย

"ในช่วงแรกที่ฉันได้เริ่มแนะนำเอาศาสตร์แห่งวัฒนธรรมด้านกอทิก เข้ามาในเอเชีย มีคนหลายคนไม่พอใจ เพราะพวกเขามองว่าเป็นการแนะนำวัฒนธรรมด้านไม่ดีของตะวันตกเข้ามา แต่สำหรับฉันกอทิกเป็นมากกว่าคำนิยามทางวัฒนธรรม แต่มันเป็นการมองโลกอีกแบบหนึ่งและเป็นการสร้างสรรค์งานศิลปะต่างหาก คุณไม่จำเป็นต้องรู้จักกอทิกด้วยซ้ำ แต่คุณก็สามารถเข้าใจและสัมผัสมันได้" ดร. แคชช่ากล่าว

ดร.แคชช่าเป็นผู้สอนในหลักสูตร BALAC (Bachelor of Arts in Language and Culture) ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ กับได้ร่างรายวิชาใหม่ที่เพิ่งเปิดสอนเป็นครั้งแรกในปีการศึกษานี้

"เราได้เปิดวิชาใหม่ที่ชื่อว่าแดร็กคูลาและวัฒนธรรมสมัยใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าวิชานี้ไม่ใช่วิชาที่เราพบเห็นได้ทั่วไป และในช่วงแรกวิชานี้ไม่ได้รับการตอบรับที่ดีมากนักเห็นได้จากจำนวนนิสิต ที่ลงทะเบียนเรียนในตอนแรกมีแค่ 7 คนเท่านั้น แต่หลังจากผ่านไปหนึ่งคาบเรียน ก็เริ่มมีนิสิตพูดถึงวิชานี้กันมากขึ้นจนทำให้สัปดาห์ต่อมามีนิสิตเข้ามานั่งเรียนกันเต็มห้องจนถึงวันนี้มีคนลงทะเบียนเรียนกันถึง 31 คน"

ทำไมต้องเรียนเรื่องแดร็กคูลา

ดร.แคชช่าเห็นว่าในโลกนี้ไม่มีภูตผีตนไหนจะชื่อก้องโลกเสมือนแดร็กคูลา

เธอบอกว่าเส้นทาง (ที่ไม่มี) ชีวิตของแดร็กคูลานั้นยาวนานและมีวิวัฒนาการแบบก้าวกระโดด จากที่เป็นเรื่องราวที่ปรากฏในนวนิยายเรื่องแดร็กคูลา ในปี 1897 ได้พัฒนาเป็นละครเวทีในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20

Image copyright Getty Images

เรื่องราวของแดร็กคูลายังปรากฏในรูปภาพยนตร์ที่สร้างจากนวนิยายชื่อดังเรื่องแดร็กคูลา โดยหนังผีคลาสสิกเรื่องแรกของฮอลลีวูดนี้ออกฉายในปี 1931 นั่นหมายความว่าแดร็กคูลาโลดแล่นบนแผ่นฟิล์มตั้งแต่ช่วงที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์เพิ่งเริ่มต้นขึ้น

ดร.แคชช่า อธิบายอีกว่าหลายชาติสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับแดร็กคูลาโดยสวมใส่วิญญาณที่แตกต่างกันลงไป บ้างก็ปรับเปลี่ยนจากปีศาจร้ายที่มีมาดเคร่งขรึมไปเป็นตัวแทนแห่งความน่าหวาดกลัว อย่างในเยอรมนี

แดร็กคูลาเป็นตัวละครผีที่มีพัฒนาการหลากหลาย ปัจจุบันมีเพศที่แตกต่างทั้งหญิง ชาย และสองเพศ ทั้งยังมีหลากหลายเชื้อชาติไม่ว่าจะเป็นเอเชีย เรื่อยไปจนถึงตะวันออกกลาง

Image copyright PARIS JITPENTOM/BBC THAI
คำบรรยายภาพ ดร. แคชช่า สอนวิชาที่ว่าด้วยบทบาทของแดร็กคูลาผู้หญิงที่ปรากฏบนแผ่นฟิล์มและความหมายของบทบาทนั้นที่มีต่อสังคม

"เมื่อไม่นานมานี้แดร็กคูลาเริ่มเข้ามามีบทบาทในโลกของแฟชั่นและเกมคอมพิวเตอร์ และแดร็กคูลาเริ่มมีวิวัฒนาการในเรื่องของเพศเพิ่มมากขึ้นโดยเห็นได้จากการที่นำเสนอตัวละครให้มีเพศกำกวมและมีรูปลักษณ์ที่เย้ายวนทางเพศมากขึ้น จนทำให้ความน่ากลัวหายไป และด้วยรูปลักษณ์ที่ดูดีขึ้นทำให้คนเราอยากจะเป็นแวมไพร์กันมากกว่าจะฆ่าพวกมัน" ดร. แคชช่า อธิบาย

การถ่ายทอดความรู้ด้านวัฒนธรรมผ่านตัวละครในลักษณะนี้ ดร.แคชช่าเห็นว่าทำให้การเรียนการสอนกลายเป็นเรื่องที่ไม่น่าเบื่อ

"การใช้ภูตผีปีศาจมาใช้ในการสอนทำให้เราสามารถนำมันมาประยุกต์ใช้เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมได้ง่ายขึ้น"

นายวสุพล ตรงไตรรตน์ นิสิตจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้นปีที่ 3 ที่ได้ลงทะเบียนเรียนวิชานี้เพราะตนเองมีความสนใจในสิ่งลี้ลับ และเคยมีประสบการณ์ตรงเรื่องนี้มาก่อน

Image copyright Paris Jitpentom/BBC Thai

"ถ้าจะให้ตอบจริงๆว่าทำไมถึงเลือกวิชานี้ ผมตอบได้เลยว่านั่นเป็นเพราะผมเติบโตมาพร้อมกับเรื่องลี้ลับมาตลอดชีวิต มันก็เป็นสิ่งที่ดีถ้าผมสามารถเข้าใจเหตุผลที่มาที่ไปของความเชื่อนั้นๆ วิชานี้ทำให้ผมเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าเรื่องราวลี้ลับมีความเกี่ยวข้องกับประเด็นต่างๆ ในสังคม ในแต่ละสถานที่ ตั้งแต่ที่มา ลักษณะ ของสิ่งลี้ลับต่างๆ รวมถึงเหตุผลที่ทำให้ความเชื่อเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของสังคมเรา ในสื่อต่างๆ เช่น ภาพยนต์ ละคร ซีรี่ย์ นิยาย หรือเพลง"

"เหตุผลที่ทำให้ชอบแวมไพร์นั้น มาจากความเข้าใจที่ผมได้เรียนรู้มากขึ้นเกี่ยวกับที่มาของมันจากวิชานี้ ยกตัวอย่าง เช่น การที่ผู้หญิงในแต่ละยุคแต่ละสมัยตกเป็นเหยื่อในสังคมชายเป็นใหญ่ หรือแม้ว่าคุณจะเป็นผู้ชาย แล้วมีความคิดให้ใครสักคนมาช่วยเหลือตลอดเมื่อคุณมีปัญหา คุณก็สามารถเป็นเหยื่อของแวมไพร์หรือสิ่งแย่ๆในชีวิตได้ ดังนั้น สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมเห็นว่าแวมไพร์เป็นตัวละครที่คอยเตือนสติให้เราพึ่งพาตัวเอง และมีการคิด วิเคราะห์สิ่งต่างๆในชีวิตประจำวันได้"

ผีกับการแสดงออกทางการเมือง

ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเหนือธรรมชาติรายนี้บอกอีกว่าในสมัยโบราณ "ผี" ถูกใช้เป็นเครื่องมือสื่อถึงที่มาของเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยเหตุผล ในปัจจุบัน "ผี" ยังถูกใช้เป็นเครื่องมือในการเรียกร้องสิทธิ์และการแสดงออกทางการเมือง

ดร.แคชช่า ยกตัวอย่างแวมไพร์ว่าเป็นปีศาจที่ถูกยกให้เป็นตัวแทนของความหลากหลายทางเพศในยุคอดีต กับเชื้อชาติ

Image copyright PARIS JITPENTOM/BBC THAI

"อย่าลืมว่าตัวละครแดร็กคูลาเองก็เป็นชาวต่างชาติที่มาอาศัยอยู่ในประเทศอังกฤษ เราจะเห็นได้ว่าสื่อในอังกฤษมักนิยามชาวต่างชาติที่มาจากยุโรปตะวันออกเพื่อมาหางานทำที่อังกฤษว่าเป็นการบุกรุกของแวมไพร์"

นักวิชาการชาวโปแลนด์อธิบายว่าในอดีตมีชาวยิวที่ตั้งรกรากในอังกฤษมาเป็นเวลายาวนาน กับกลุ่มชาวยิวที่มาจากทางยุโรปตะวันออก ที่เดินทางเข้าไปหางานทำ คนกลุ่มหลังนี้ถูกเปรียบว่าเป็นเชื้อโรคร้าย

"อย่างในสหรัฐอเมริกาก็มีตัวอย่างให้เห็นผ่านตัวละครแดร็กคูลาผิวดำที่ถูกเรียกว่า "แบล็คคูลา" ในช่วงปี 70 ที่เป็นตัวแทนของความกลัวในการถูกแย่งงานจากคนต่างชาติ"

การใช้ตัวละครผีและปีศาจเพื่อเรียกร้องสิทธิ์ความเท่าเทียมกันทางเพศเริ่มมีให้เห็นอย่างแพร่หลายขึ้น เช่น แม่มดหรือลัทธิแม่มดเป็นตัวแทนของศาสนาทางเลือกเพราะผู้หญิงในยุคอดีตไม่ได้รับการยอมรับเป็นส่วนหนึ่งของศาสนาหลัก เช่น ผู้หญิงไม่สามารถเป็นนักบวชหรือเป็นพระได้

Image copyright PARIS JITPENTOM/BBC THAI

ในบางครั้งผียังถูกใช้ในการแสดงออกในสิ่งที่ถูกห้ามโดยเฉพาะในทางการเมือง

"ผียังถูกใช้เป็นตัวแทนของการต่อต้านอำนาจของรัฐบาล เรื่องของผียังถูกโยงได้ไปถึงเรื่องการเมืองได้ง่ายอีกด้วย เช่นผีเป็นตัวแทนของการกลับมาของความทรงจำที่ทางการไม่อยากให้เราจดจำ ถึงแม้ว่าหน้าประวัติศาสตร์เรานั้นจะเป็นอดีตไปแล้วแต่ความทรงจำนั้นยังคงอยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ ที่ยังคงกลับมาหลอกหลอนผู้คนผ่านความทรงจำในอดีตจนถึงทุกวันนี้ และมันไม่ง่ายที่จะกำจัดมันออกไป"

ผีคืออะไร

ดร.ผี อธิบายว่า ในเชิงวิชาการหมายถึงวิญญาณของคนที่เสียชีวิตไปแล้วและกลับมาในอีกรูปแบบหนึ่ง โดยแต่ละวัฒนธรรมก็มีภาพของผีที่แตกต่างกันออกไป บางวัฒนธรรมเชื่อว่าผีคือร่างของผู้ตาย ฟื้นกลับขึ้นมามีชีวิตอีกครั้ง และอีกหลาย ๆ วัฒนธรรมก็เชื่อว่าผีคือวิญญาณที่ไม่มีรูปแบบตายตัว เปลี่ยนรูปร่างได้ หรือบางครั้งมาแต่กลิ่น มาแค่ความรู้สึก และเข้าฝันคนเราได้

Image copyright Getty Images

"ในวัฒนธรรมตะวันตกเมื่อเราพูดถึงผีผู้หญิงเราก็จะนึกถึงผีที่ปรากฏกายในชุดขาวหรือชุดดำที่งามสง่า และเป็นวิญญาณที่ติดอยู่ในปราสาท ผีในวัฒนธรรมตะวันตกไม่มีเพศและไม่มีรูปแบบที่ชัดเจนโดยเราจะเห็นว่าผีในยุคแรกแรกจะเป็นเพียงแค่ผ้าขาวที่ลอยได้เท่านั้น และปรากฏการณ์ผีหลอกนั้นจะมีอยู่ในเฉพาะสถานที่ที่พวกเขาเสียชีวิตเท่านั้น"

"แต่พอมาถึงแถบเอเชีย ผีผู้หญิงมักจะเป็นวิญญาณที่เสียชีวิตอย่างน่าโศกเศร้าและน่ากลัวไม่ว่าจะเป็นการถูกข่มขืนตายหรือการถูกทำร้ายจนตาย ถึงแม้ว่าวิญญาณผีเอเชียจะดูเป็นวิญญาณที่โหดร้ายเพราะการตายอันผิดธรรมชาติแต่เราก็จะยังรู้สึกสงสารในเรื่องราวอันรันทดของการต้องถูกทำให้กลายเป็นผี"

ผู้เชี่ยวชาญรายนี้บอกด้วยว่า ผีถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้เป็นตัวแทนการสอนเรื่องบางอย่างให้กับลูกหลานของเรา เช่นเรื่องของวัฒนธรรมและความเชื่อประจำถิ่น

Image copyright Getty Images

"เรื่องผีก็ไม่ต่างอะไรกับนิยายพื้นบ้านที่มีการบอกเล่าจากปากต่อปากมายาวนานก่อนที่เราจะมีหนังสือด้วยซ้ำ โดยเรื่องผีมักถูกนำมา ใช้เป็นบทเรียนให้แก่เด็กโดยผีผู้หญิงก็จะเป็นตัวอย่างให้กับเด็กผู้หญิง เช่นถ้าไม่ปฏิบัติตัวตามจารีตประเพณีหรือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเวทมนตร์เราก็จะกลายเป็นแม่มดหรือวิญญาณชั่วร้าย มันเป็นวิธีที่ใช้เพื่อควบคุมพฤติกรรมของคนด้านศีลธรรม" ดร. แคชช่า อธิบาย

"มาถึงวันนี้ผีได้ถูกแทนที่ด้วยฆาตกรรมต่อเนื่องดังที่ปรากฏในหนังหลายหลายเรื่องแต่ก็ยังมีการสอนว่าถ้าเราเป็นคนไม่ดีไปปาร์ตี้หรือมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่นก่อนวัยอันควรเราก็จะถูกฆาตกรฆ่า แต่ถ้าเราเป็นคนดีเชื่อฟังพ่อแม่เราก็จะไม่ตาย"

นอกจากนี้ "ผี" ยังถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุของการเสียชีวิตของคนมาตั้งแต่สมัยอดีตมาจนถึงปัจจุบัน

Image copyright PARIS JITPENTOM/BBC THAI

"การโทษว่าการตายอย่างไร้สาเหตุว่าเป็นฝีมือของผีมีอยู่ในทุกวัฒนธรรมไม่ได้เพียงประเทศไทยเท่านั้น โดยการเสียชีวิตจากเชื้อโรคที่อธิบายไม่ได้บางทีก็ดูคล้ายผีเพราะเรามองไม่เห็นมัน เราจะตัดสินได้อย่างไรว่าผีเป็นอย่างไรและมันทำอะไรกับเราได้บ้างเพราะบางทีเชื้อโรคและแบคทีเรียต่าง ๆ และรักษาไม่ได้เหมือนกัน"

"ถ้าถามว่าผีน่ากลัวหรือไม่ ฉันจะบอกว่าคนน่ากลัวกว่าผี แต่ถ้าถามว่าเชื่อเรื่องผีหรือไม่ ฉันจะตอบว่าฉันเชื่อในประวัติศาสตร์และพลังงานจากเหตุการณ์ที่ยังอยู่ในจุดเกิดเหตุนั้นเช่นค่ายกักกันชาวยิว หรือทุ่งสังหารของเขมรแดง คนที่ไปเยี่ยมชมสถานที่เหล่านี้จะรู้สึกได้ถึงความหดหู่และเศร้าโศกอย่างอธิบายไม่ได้"

"แต่ถ้าเรานิยามว่าผีเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้แต่รับรู้ถึงมันได้ เราก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่เชื่อว่าผีไม่มีจริง ทั้ง ๆ ที่คนเรายังนิยมใช้งานธนาคารผ่านโทรศัพท์มือถือทั้ง ๆ ที่ไม่เห็นเงินสดได้เลย"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม