ไฟใต้ : ผู้เชี่ยวชาญด้านความขัดแย้งชี้รูปแบบโจมตี ชรบ.ส่อเค้าบีอาร์เอ็น

  • 6 พฤศจิกายน 2019
ไฟใต้ Image copyright Reuters

นักวิจัยด้านการจัดการความขัดแย้งระบุการโจมตีจุดตรวจ ชรบ.ล่าสุดสะท้อนรูปแบบก่อเหตุของบีอาร์เอ็น ด้านนายกรัฐมนตรียอมรับมีจุดอ่อน กำชับฝ่ายความมั่นคงดูแลพื้นที่ใกล้ชิดขึ้น

การโจมตีจุดตรวจชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ต.ลำพะยา อ.เมือง ยะลา กลางดึกคืนวันที่ 5 พ.ย. ได้ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 15 คน เจ็บ 5 คน เกิดขึ้นทั้งที่พื้นที่ส่วนใหญ่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่ภายใต้ กฎอัยการศึก และ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน กับ พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ นายกรัฐมนตรีขอสื่ออย่าขยายความเหตุโจมตีครั้งนี้

ไม่กี่ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โพสต์ข้อความทางทวิตเตอร์ประณามผู้ลงมือ แต่ในเวลาเดียวกันเขากลับขอร้องสื่อไม่ให้ขยายความเรื่องนี้เพราะเกรงจะส่งผลเสียต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ แม้จะยอมรับว่าจุดตรวจ ชรบ.ที่อยู่ห่างไกลจะเป็นเป้าหมายที่เป็นจุดอ่อนหรือมีความเสี่ยงสูงก็ตาม

สิ่งที่นายกรัฐมนตรีเห็นว่าควรดำเนินการคือเพิ่มมาตรการป้องกันตนเองของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ด้วยการวางกำลังเจ้าหน้าที่ให้เหมาะสม

"จุดไหนเป็นจุดอ่อนก็พยายามจะใช้การกดดันในตรงนี้มาเพื่อให้เป็นผลต่อการเจรจาด้วย ซึ่งผมไม่ต้องการให้สื่อไปขยายความในเรื่องเหล่านี้เพราะจะเป็นผลเสียต่อการทำงานของเรา" นายกรัฐมนตรี กล่าว

ขณะที่ พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ได้ย้ำเตือนนโยบายนายกรัฐมนตรีที่กำชับให้ดูแลพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้ใกล้ชิดมากขึ้น ควบคู่ไปกับการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มกำลัง

ฝีมือบีอาร์เอ็น ?

น.ส.รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช นักวิจัยอิสระด้านการจัดการความขัดแย้ง บอกกับบีบีซีว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือว่ารุนแรงที่สุดในรอบไม่กี่ปีมานี้หากพิจารณาในแง่จำนวนผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ ขณะที่การโจมตีชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านไม่ใช่เรื่องใหม่ในสถานการณ์ความขัดแย้งที่กลุ่มผู้ก่อเหตุเห็นว่า ชรบ.สมควรตกเป็นเป้าหมายเพราะทำงานเพื่อกลุ่มคนที่เขาเรียกว่า "นักล่าอาณานิคมชาวสยาม"

แม้จะยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าเหตุการณ์ล่าสุดเกิดจากฝีมือฝ่ายใด แต่นักวิจัยอิสระด้านความมั่นคงเห็นว่าหากพิจารณารูปแบบการลงมือและกำหนดเป้าหมายแล้วจะเห็นว่าสอดคล้องกับรูปแบบที่ขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปาตานี (บีอาร์เอ็น) เคยกระทำมาก่อนหน้านี้

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ นายกรัฐมนตรีขอสื่ออย่าขยายความเหตุโจมตีครั้งนี้

"มันอาจเป็นเพียงปฏิบัติการรบธรรมดา ๆ เพื่อเตือนผู้คนให้รู้ว่ากลุ่มยังคงมีตัวตนอยู่ ที่ผ่านมาบีอาร์เอ็นได้ออกมาก่อเหตุเป็นบางครั้งบางคราว แต่เหตุล่าสุดนี้ไม่น่าจะบ่งชี้ว่า บีอาร์เอ็น จะปฏิบัติการต่อสู้เต็มรูปแบบอย่างที่เคยทำเมื่อหลายปีก่อน" น.ส.รุ่งรวีกล่าว

น.ส.รุ่งรวีบอกอีกว่า บีอาร์เอ็นหันมาให้ความสนใจกับกระบวนการสันติภาพมากขึ้นและพยายามสร้างองค์กรให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล ดังนั้นการลงมือก่อเหตุจึงต้องแน่ใจได้ว่าจะช่วยเสริมเป้าหมายทางการเมืองของกลุ่มในสายตาประชาคมระหว่างประเทศมากกว่าจะเป็นอุปสรรค

ความขัดแย้งรุนแรงที่สุดในเอเชีย ตอ.เฉียงใต้

นักวิจัยอิสระด้านการจัดการความขัดแย้งยังเห็นว่าความขัดแย้งในพื้นที่ภาคใต้ของไทยสร้างความสูญเสียมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ในเวลาเดียวกันกลับเป็นสถานการณ์ที่ไม่ได้รับความสนใจจากนานาชาติมากนัก แม้ความขัดแย้งนี้จะไม่เป็นผลดีต่อทั้งไทยและทั้งภูมิภาคก็ตาม

น.ส.รุ่งรวีกล่าวด้วยว่ามาเลเซียเองเกรงว่าจะได้รับผลพวงทั้งจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในไทยและจากกลุ่มนักรบญิฮาดอื่น ๆ ที่อาจเข้ามาในประเทศ อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาไม่มีหลักฐานที่ชี้ว่ากลุ่มที่เรียกตัวเองว่ารัฐอิสลาม (ไอเอส) หรือกลุ่มอื่นใด ได้แทรกซึมหรือร่วมมือกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในท้องถิ่น

"แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่จะนิ่งนอนใจ เพราะหากดูความขัดแย้งในเรื่องการแบ่งแยกดินแดนซึ่งเกิดขึ้นที่อื่น จะพบว่ายิ่งยืดเยื้อมากเท่าใด สถานการณ์ก็จะยิ่งซับซ้อนมากขึ้น และบ่มเพาะให้เกิดเหตุไม่พึงปรารถนาได้ สมาชิกอาจแยกตัวออกมาตั้งองค์กรของตัวเอง มีกลุ่มหรือบุคคลใหม่ที่มียุทธศาสตร์และแนวคิดที่แตกต่างออกไป"

ตั้งแต่ปี 2547 ถึงปัจจุบัน มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กว่า 20,000 เหตุการณ์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 7,000 คน และได้รับบาดเจ็บกว่า 13,000 คน

Image copyright MADAREE TOHLALA/Getty Images
คำบรรยายภาพ ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมา 15 ปี มีผู้เสียชีวิตกว่า 7,000 คน และบาดเจ็บกว่า 13,000 คน

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม