ไฟใต้ : ประยุทธ์ ยังไม่ประกาศเคอร์ฟิว หลังเหตุยิงถล่ม ชรบ.ยะลา "แต่ถ้ามีจะกำหนดสั้นที่สุด"

  • 8 พฤศจิกายน 2019
ที่เกิดเหตุยิ่ง ชรบ Image copyright ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า

พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว. กลาโหม ระบุยังไม่ประกาศเคอร์ฟิว หลังเกิดเหตุยิงถล่มชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) เป็นผลให้มีผู้เสียชีวิต 15 ราย "แต่ถ้ามี จะกำหนดสั้นที่สุด ไม่ให้กระทบประชาชน"

ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ที่ทำเนียบรัฐบาล ช่วงเช้าวันที่ 8 พ.ย. พล.อ. ประยุทธ์ ออกมายืนยันว่ายังไม่มีการออกคำสั่งห้ามประชาชนออกจากเคหสถาน หรือเคอร์ฟิว "แต่ถ้ามี จะกำหนดเวลาให้สั้นที่สุด เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนสอบสวนทางคดี และเพื่อเป็นการจำกัดพื้นที่ของคนร้ายในช่วงที่มีการติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุ"

นายกรัฐมนตรีระบุด้วยว่า ไม่ต้องการให้มีผลกระทบต่ออย่างอื่น แต่เป็นเรื่องที่จำเป็น

การออกมาให้ความเห็นของ พล.อ. ประยุทธ์ ในฐานะ ผอ.รมน. เกิดขึ้นหลังราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 18 พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรปี 2551 เมื่อ 7 พ.ย. โดยมีสาระสำคัญ 6 ข้อ หนึ่งในนั้นคือการให้อำนาจ ผอ.รมน. ออกข้อกำหนดประกาศเคอร์ฟิวได้

บีบีซีไทยได้รับคำยืนยันจากเจ้าหน้าที่สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ว่า ข้อกำหนดในราชกิจจานุเบกษาฉบับนี้ยังไม่ใช่การประกาศเคอร์ฟิวในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของ จ. สงขลา ซึ่งหากจะมีการดำเนินการต้องออกข้อกำหนดอีกฉบับหนึ่ง และกำหนดห้วงเวลาที่ชัดเจน

เช่นเดียวกับ พล.ท. คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม ที่ยืนยันว่า "ไม่ใช่การประกาศเคอร์ฟิว เพราะไม่มีช่วงเวลาที่กำหนด" และไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์กราดยิง ชรบ. เพราะการประกาศอยู่คนละพื้นที่ แต่เป็นการต่ออายุ พ.ร.บ. มั่นคงฯ ตามปกติ

ส่วนอำนาจอื่น ๆ ของ ผอ.รมน. ตามข้อกำหนดฉบับนี้คือ ให้เจ้าหน้าที่รัฐช่วยเหลืองาน กอ.รมน. ห้ามบุคคลออกจากพื้นที่และสถานที่ปฏิบัติหน้าที่ของ กอ.รมน. ห้ามใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ ให้บุคคลปฏิบัติหรืองดเว้นปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งเกี่ยวกับเครื่องมือหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

การประชุม กอ.รมน. ให้ความสำคัญกับเหตุยิงถล่มป้อม ชรบ. ที่ ต. ลำพะยา อ. เมืองยะลา กลางดึกวันที่ 5 พ.ย. เป็นผลให้มีผู้เสียชีวิต 15 ราย และบาดเจ็บ 5 ราย

ในระหว่างการแถลงข่าว ผู้สื่อข่าวถามถึงรายงานข่าวที่ว่าผู้ก่อเหตุเป็น "กลุ่มคนหน้าขาว" (ไม่มีประวัติอาชญากร) พล.อ. ประยุทธ์กล่าวเพียงว่า การสืบสวนสอบสวนมีความคืบหน้า แต่ยังเปิดเผยไม่ได้ ต้องใช้หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ พร้อมระบุว่ามีข้อมูลอยู่แล้ว ทั้งอาวุธปืน กระสุนและปลอกกระสุน กลุ่มผู้เหตุเกี่ยวข้องกับใครบ้าง ซึ่งจะทราบความคืบหน้าภายในเร็ววันนี้

Image copyright wasawat lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ บรรยากาศในตัวเมืองยะลาก่อนเกิดเหตุยิงถล่มป้อม ชรบ. พบว่าประชาชนใช้ชีวิตปกติ

นายกรัฐมนตรีไม่ขอเรียกผู้ก่อเหตุว่าเป็นกลุ่มก่อการร้าย แต่ยอมรับว่ามีการใช้กลยุทธ์ก่อการร้ายสร้างเหตุความรุนแรงเพื่อกดดันต่อรัฐและการทำงาน เหตุการณ์นี้เข้าข่ายแค่ใช้อาวุธสงครามเพื่อกดดันรัฐ หากมีการตีความผิด การแก้ปัญหาก็จะผิดและเหตุการณ์จะรุนแรงขึ้น ท้ายสุดผลกระทบก็จะเกิดกับประชาชนในพื้นที่

พล.อ. ประยุทธ์ยังกล่าวถึงการบังคับใช้กฎหมายในพื้นที่ว่าประชาชนเห็นด้วย เพราะเห็นว่าเกิดประโยชน์และไม่ได้เดือดร้อน แต่คนที่มักมีปัญหาเรื่องนี้คือคนที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่มองแต่เรื่องสิทธิมนุษยชนอย่างเดียว

"ผมคิดว่าไม่มีเจ้าหน้าที่คนไหน อยากไปละเมิดสิทธิมนุษยชนใครทั้งสิ้น แต่ไปดูผู้ก่อเหตุว่า สิ่งที่เขาทำมันละเมิดสิทธิมนุษยชนประชาชนหรือไม่" พล.อ. ประยุทธ์กล่าว

Image copyright ศูนย์ประชาสัมพันธ์ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า
คำบรรยายภาพ พยานหลักฐานที่ กอ.รมน. ภาค 4 ส่วนหน้า นำเผยแพร่ต่อสาธารณะ

เผยฝีมือพี่น้อง "หลำโซะ" พบหลักฐานโยง 3 เหตุไม่สงบ

วันเดียวกัน พ.อ. ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า แถลงว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุเป็นกลุ่มเดิม ๆ มีอยู่ราว 20 คน ที่เป็นกลุ่มพี่น้อง "หลำโซะ" ซึ่งรวบรวมแนวร่วมในพื้นที่อีกราว 30 คนวางแผนก่อเหตุ เบื้องต้นสามารถควบคุมตัวบุคคลต้องสงสัยได้แล้ว 1 คน เป็นบุคคลในพื้นที่ ต. ปากล่อ อ. โคกโพธิ์ จ. ปัตตานี ซึ่งได้ให้การยอมรับในหลายประเด็น แต่ยังให้การปฏิเสธเรื่องการก่อเหตุรุนแรงในครั้งนี้ โดยเจ้าหน้าที่มีหลักฐานที่ได้จากที่เกิดเหตุคือ ปลอกกระสุนปืน ทั้งปืนเล็กยาว เอ็ม 16 และปืนอาก้า รวมกว่า 100 ปลอก จากการตรวจพิสูจน์ขั้นต้นโดยนิติวิทยาศาสตร์สามารถที่จะรู้กลุ่มผู้ก่อเหตุ และรู้ตัวบุคคลที่ก่อเหตุในครั้งนี้ได้แล้วหลายคนที่สามารถออกหมายจับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

โฆษก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ระบุว่า กลุ่มผู้ก่อเหตุเป็นกลุ่มเดียวกับกลุ่มที่เข้าโจมตีชุดคุ้มครองตำบลปะกาฮารัง ที่ จ. ปัตตานี กลุ่มผู้ก่อเหตุปล้นตู้เอทีเอ็มที่มหาวิทยาลัยฟาฏอนี จ. ยะลา และเป็นกลุ่มเดียวกับกลุ่มปล้นร้านทอง อ. นาทวี จ. สงขลา

พ.อ. ปราโมทย์ ระบุอีกว่า แม่ทัพภาคที่ 4 ได้สั่งการให้วางแผนการรักษาความปลอดภัย โดยพิจารณาจากระดับความรุนแรงของพื้นที่เป้าหมาย เพื่อประเมินความเสี่ยงในการวางกำลัง โดยเน้นเบื้องต้น 118 หมู่บ้านที่ถือว่า "ต้องมีการเกาะติดอย่างใกล้ชิด"

AFP
สถิติสำคัญในเหตุยิงถล่มป้อม ชรบ. ยะลา

คาดฝีมือกลุ่มพี่น้อง "หลำโซะ"

  • 15 ราย ผู้เสียชีวิต

  • 12-40ราย ผู้ก่อเหตุ/ผู้สนับสนุน

  • 1ราย ผู้ต้องสงสัยที่ถูกคุมตัวไปซักถาม

  • 100ปลอกกระสุนปืนที่พบในที่เกิดเหตุ

  • 3อาวุธที่ผู้ก่อเหตุใช้เบื้องต้น

  • 3เหตุไม่สงบก่อนหน้าที่พบความเชื่อมโยง

ที่มา : บีบีซีไทยสรุปจากคำแถลงของโฆษก กอ.รมน.ภาค 4 สน. เมื่อ 7 พ.ย. 2562

พี่น้อง "หลำโซะ" คือใคร

ข้อมูลจากสำนักข่าวอิศราระบุว่า คนในตระกูล "หลำโซะ" หรือ "หลำโสะ" มีชื่ออยู่ในบัญชีกลุ่มก่อความไม่สงบ 3 คน ประกอบด้วย นายบูคอารี นายรอซาลี และ นายซอบรี โดย 2 คนหลังเป็นฝาแฝดกัน

  • นายบูคอรี, นายรอซาลี - ระดับสั่งการ
  • นายซอบรี - ระดับปฏิบัติการ

คดีสำคัญ ๆ ที่ 3 พี่น้องเข้าไปเกี่ยวข้องตามการสืบสวนของฝ่ายความมั่นคง อาทิ เหตุปล้นร้านทอง อ. นาทวี จ. สงขลา ได้ทรัพย์สินไป 85 ล้านบาท เมื่อ ส.ค. 2562

เฉพาะตัวนายบูคอรี ยังมีคดีปล้นรถกระบะ 6 คันจากเต็นท์รถมือ 2 ใน อ. นาทวี เมื่อ ส.ค. 2560, คดีคาร์บอมบ์หน้าห้างสรรพสินค้า บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ปัตตานี เมื่อ พ.ค. 2560

ส่วนนายรอซาลีเคยถูกจับกุมและเข้ากระบวนการซักถามอย่างน้อย 3 ครั้ง แต่ไม่สามารถดำเนินคดีได้ อาทิ คดีชิงรถรับส่งนักเรียนและฆ่าเจ้าของรถ ก่อนนำไปก่อเหตุยิงและวางระเบิดอาคารเทศบาลตำบลมะกรูด อ. โคกโพธิ์ จ. ปัตตานี เหตุเกิดเมื่อ ก.ย. 2557

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม