ชีวิตที่ผกผันของอาจารย์-นักเขียนหญิงที่ถูกพ่อบังคับให้ทำจมูกเมื่ออายุ 13 และทำแท้งเมื่ออายุ 14

  • 22 พฤศจิกายน 2019
เด็กผู้หญิง Image copyright Margo Perin
คำบรรยายภาพ มาร์โก เพริน ที่เมืองบัตลินส์ ประเทศสกอตแลนด์ ประมาณปี 1966 - 1967

"หนูอยากสวยกว่านี้มั้ย สมัยนี้เขาเสกได้หมดแหละ" พ่อที่กำลังสูบบุหรี่ควันฉุยบอกกับเด็กหญิงมาร์โก เพริน ในวัย 13 ปี ทั้งสองคนกำลังนั่งประจันหน้ากันอยู่ในห้องนั่งเล่นของบ้านที่เมืองกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์

แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญในคลินิกที่กรุงลอนดอนก็เห็นด้วยกับพ่อ ว่ามาร์โกควรเข้ารับการทำศัลยกรรมเสริมความงามเพื่อลดขนาดจมูกทรงงองุ้มก่อนที่เธอจะหยุดเจริญเติบโต อันที่จริงแล้ว พ่อถึงกับนัดแนะวันผ่าตัดเอาไว้แล้ว

Image copyright Margo Perin
คำบรรยายภาพ มาร์โกและครอบครัวขณะยังพำนักอยู่ที่กรุงนิวยอร์ก ปี 1961

ตั้งแต่จำความได้ มาร์โกถูกเลี้ยงดูมาอย่างน่าเศร้าใจและค่อนข้างพิลึกพิลั่น ชีวิตในช่วง 7 ปีแรกนั้น เธอกับพี่น้องอีก 6 คนอาศัยอยู่ชั้นบนสุดของอพาร์ตเมนต์ย่านแมนฮัตตัน กรุงนิวยอร์ก แต่ทุกอย่างพลิกผัน เมื่อครอบครัวเปลี่ยนมาใช้นามสกุลใหม่ เปลี่ยนที่อยู่บ่อยครั้ง ส่วนใหญ่ย้ายอย่างเร่งรีบ

วันหนึ่ง ขณะที่มาร์โกและครอบครัวกำลังพำนักอยู่ที่ประเทศเม็กซิโก บ้านของเธอถูกรื้อค้นจนข้าวของกระจัดกระจายเต็มไปหมด แต่กลับไม่มีอะไรถูกขโมยไปสักชิ้นเดียว เหมือนกับว่าผู้บุกรุกเข้ามาเพื่อค้นหาบางสิ่ง

"มันหาเราเจอได้ยังไง" คุณแม่ของเธอร้องครวญ "ไม่ควรมีใครรู้ว่าเราย้ายมาอยู่ที่นี่"

เป็นอีกครั้งที่ทุกคนต้องออกเดินทาง มาร์โกและครอบครัวขึ้นรถแท็กซี่ ย้ายที่อยู่อีกครั้ง คราวนี้ไปยังบาฮามาส หมู่เกาะกลางมหาสมุทรแอตแลนติกทันที

พ่อและแม่ของมาร์โก อาร์เดนและลิเลียน ไม่เคยให้คำอธิบายใด ๆ ทั้งสิ้น น้อยครั้งนักที่พวกเขาพูดถึงเรื่องในอดีต แต่มาร์โกมักแอบได้ยินตัวอักษร F B I โผล่ขึ้นมาบ่อยครั้งเวลาที่ทั้งสองคนโต้เถียงกัน นอกเหนือจากนี้ พวกเขายังมีชีวิตที่อู้ฟู่มากทีเดียว โดยพ่อมักแต่งตัวโก้เก๋พร้อมเหน็บผ้าเช็ดหน้าใส่กระเป๋าอกเสื้อ สวมรองเท้าขัดมันวาววับและเซ็ตผมให้เรียบร้อยอยู่เสมอ ส่วนแม่ก็สวยสง่าด้วยเครื่องประทินผิวและชุดกระโปรงยาว สมัยที่ยังอาศัยอยู่ในนิวยอร์ก มาร์โกจำได้ว่าพวกเขาไปชมละครโอเปราหรือไม่ก็ภาพยนตร์กันเกือบทุกคืน แล้วปล่อยให้พี่สาวคนโตของบ้านคอยคุมน้อง ๆ แทน

Image copyright Margo Perin
คำบรรยายภาพ อาร์เดนและมาร์โก ณ ฟลอริดา สหรัฐอเมริกา ช่วงปี 1963 - 1964

มาร์โกและพี่น้องของเธอได้นอนหลับสบาย กินอิ่มท้อง และไปเรียนหนังสือเป็นประจำ แต่เด็ก ๆ ไม่เคยได้รับความรักและการดูแลเอาใจใส่จากผู้ปกครอง ทุกคนกลัวพ่อจนตัวสั่น เพราะเวลาเขากลับจากทำงาน เขามักจับลูก ๆ หันหลังพาดเข่าแล้วฟาดด้วยไม้ปิงปองหากทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ ส่วนแม่แค่เฝ้ามองอย่างเจ็บแค้นเท่านั้นเอง

กระนั้นแล้ว มาร์โกก็ตั้งใจว่าจะปฏิเสธข้อเสนอของพ่อที่อยากให้เธอทำศัลยกรรมจมูก

"ขอร้องล่ะ ไปทำจมูกเถอะนะ" น้องสาวคนสนิทของเธอร้องไห้อ้อนวอนพลางจับมือของมาร์โกแน่น "ได้โปรด ถ้าพี่ไม่ทำ พ่อจะไม่ให้หนูออกจากบ้าน"

นาทีนั้นเองที่เด็กหญิงอายุ 13 ปี ตระหนักได้ว่าแท้จริงแล้ว เธอไม่มีทางเลือกอื่นเลย เด็ก ๆ ทุกคนอยากหนีไปจากที่นี่เต็มที เธอไม่อยากจะขัดขวางอิสรภาพของน้องสาวตัวเอง "ความรู้สึกมันชาไปเลยค่ะ" มาร์โกเล่า "ฉันอยากปกป้องน้องสาวของฉันมากยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด"

ที่คลินิก หมอนำแฟ้มภาพจมูกหลากหลายรูปทรงมาให้มาร์โกเลือกดู สามวันหลังจากทำศัลยกรรม มาร์โกที่ยังคงพันแผลบนจมูกพร้อมด้วยดวงตาบวมช้ำทั้งสองข้าง ก็ขึ้นเครื่องบินกลับบ้านคนเดียว ตามหลังคุณพ่อของเธอที่เดินทางกลับสกอตแลนด์ทันทีหลังจากมาส่งลูกสาวเสร็จ

หลังจากนั้นไม่นาน ครอบครัวของเธอจำเป็นต้องย้ายที่อยู่อีกครั้ง โดยพ่อประกาศว่าคราวนี้ทุกคนจะมุ่งหน้าสู่กรุงลอนดอน

Image copyright Margo Perin
คำบรรยายภาพ อาร์เดน คุณพ่อของมาร์โก ณ เมืองกลาสโกว์ ในช่วงปี 1967

มาร์โกใช้เวลาช่วงบ่ายวันสุดท้ายในเมืองกลาสโกว์เพื่อบอกลา 'เขาคนนั้น' เธอแอบดอดไปที่บาร์แห่งหนึ่งแต่กลับไม่พบคนที่ตามหา ดังนั้นเมื่อชายแปลกหน้าไว้หนวดเคราเสนอเครื่องดื่มให้กับเธอ มาร์โกจึงตอบรับและไปลงเอยอยู่ที่ห้องพักของเขาแทน

ที่นั่น ชายแปลกหน้าผสมผงแป้งสีน้ำตาลเข้ากับน้ำเปล่าด้วยช้อน ดูดสารเหล่านั้นขึ้นมาด้วยเข็มแล้วจึงฉีดเข้าที่ข้อพับแขนของตัวเอง มาร์โกในวัย 14 ปี คอยจับจ้องขั้นตอนเหล่านี้อย่างไม่วางตา ทั้งสองคนมีเซ็กซ์กันบนพื้นกระเบื้องเย็นเฉียบในห้องน้ำ และขณะที่เขากำลังหลับใหลอยู่นั้นเอง เธอจึงผละออกมาแล้วตรงดิ่งกลับบ้านของตัวเองให้ทันก่อนเวลาอาบน้ำ

เวลาผ่านไปไม่กี่เดือนหลังจากมาร์โกและครอบครัวย้ายมาอยู่ในกรุงลอนดอน เธอก็ต่อสายโทรศัพท์หาพี่สาวซึ่งพักอยู่กับแฟนหนุ่มในเมืองกลาสโกว์

"เขาต้องฆ่าหนูให้ตายแน่พี่" มาร์โกร้องไห้คร่ำครวญ

"ใครจะฆ่าแกไม่ทราบ" เสียงของพ่อดังขึ้นข้างหลังเธอ เขาฉวยโทรศัพท์ออกจากมือของมาร์โก จิกผมแล้วพยายามบิดศีรษะของเธอไปอีกด้านหนึ่งจนกว่าเธอจะยอมปริปากบอกทุกสิ่ง

ตอนนี้มาร์โกกำลังตั้งท้อง

พ่อขุดคำสบถทุกคำเท่าที่จะนึกได้มาใช้เรียกเธอ ต่อยเธอเข้าที่ท้อง และต้องการจะรู้ให้ได้ว่าใครเป็นพ่อของเด็ก แม่ผลักมาร์โกให้เข้าไปในแท็กซี่ โยนกระเป๋าเสื้อผ้าตามเข้ามา ก่อนจะบอกเธอว่าการนัดผ่าตัดทำแท้งนั้นยากเย็นแสนเข็ญขนาดไหน ที่จริงแล้ว มาร์โกไม่อยากไป แต่ก็คงเหมือนกับศัลยกรรมจมูกนั่นแหละ เธอไม่มีทางเลือกอยู่แล้ว

Image copyright Margo Perin
คำบรรยายภาพ มาร์โกขณะท่องเที่ยวกับครอบครัวหลังจากผ่านการทำศัลยกรรมจมูกและผ่าตัดทำแท้งแล้ว โดยแม่บังคับให้เธอตัดผมสั้นด้วย

เมื่ออายุได้ 16 ปี มาร์โกก็ตัดสินใจออกจากบ้านมาอย่างถาวร เธอเปลี่ยนแฟนหนุ่มคนแล้วคนเล่า ยังคงใช้ยาเสพติด และอาศัยอยู่ตามหอพักซอมซ่อหรือไม่ก็ห้องที่เล็กราวกับรูหนู ในอีกสามปีต่อมา เธอได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง หมอบอกว่า ความตายอาจมาหาเธอได้ทุกเมื่อ

"แต่ฉันรู้ ว่าฉันยังอยากจะมีชีวิตอยู่ต่อค่ะ" มาร์โกบอก "ฉันอยากจะทำอะไรเพื่อตัวเองบ้าง"

อาการป่วยของมาร์โกดีขึ้นเรื่อย ๆ เธอเริ่มพลิกชีวิตให้เข้าที่เข้าทาง และยิ่งไม่ต้องติดต่อกลับไปหาครอบครัวมากเท่าไหร่ เธอก็ยิ่งรู้สึกดีขึ้นเท่านั้น

ทว่าหนึ่งปีต่อมานั้นเอง ที่ความลับของครอบครัวเริ่มถูกเปิดเผย

Image copyright Margo Perin
คำบรรยายภาพ มาร์โกขณะพำนักในเมืองซานฟรานซิสโก ปี 1986

พี่สะใภ้ของพ่อได้เห็นจดหมายที่พี่สาวคนหนึ่งของมาร์โกส่งไปลงหนังสือพิมพ์ The New York Times ญาติที่เธอไม่เคยรู้จักมาก่อนคนนี้อธิบายว่า แท้จริงแล้ว เอฟบีไอ หรือ สำนักงานสอบสวนกลางของสหรัฐ คอยเฝ้าค้นหาตัวพ่อของเธอมานานแล้ว และเคยสอบปากคำทุกคนอีกด้วย

ในปี 2007 ข้อเท็จจริงก็ยิ่งปรากฏชัดเจนมากยิ่งขึ้น น้องสะใภ้ของมาร์โกค้นหาใบมรณกรรมของพ่อจนเจอ เขาเสียชีวิตไปตั้งแต่เมื่อสามปีก่อนหน้านี้ที่อีสต์บอร์น ในซัสเซกซ์ ประเทศอังกฤษ ด้วยอาการหลอดเลือดในสมองแตก ในเอกสารแผ่นนั้นระบุอาชีพของเขาว่าเป็น "นักเศรษฐศาสตร์" ที่เกษียณอายุแล้ว

Image copyright Margo Perin
คำบรรยายภาพ มาร์โก ณ ประเทศอิตาลี ปี 1998

มาร์โกส่งหลักฐานชิ้นนี้ไปให้เอฟบีไอพร้อมกับยื่นคำร้องขอดูข้อมูลของพ่อ เจ้าหน้าที่จึงส่งเอกสารความยาวกว่า 100 หน้า ซึ่งบันทึกประวัติอาชญากรของเขาตั้งแต่สมัยทศวรรษ 1940 กลับมาให้เธอ พ่อเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับมาเฟียในกรุงนิวยอร์กและถูกเอฟบีไอตามล่าด้วยข้อหาฉ้อโกงเป็นจำนวนเงินกว่า 140,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งปัจจุบันคิดเป็นมูลค่ากว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียว ดูเหมือนเขาจะเป็นปรมาจารย์ด้านการล่อลวงให้คนนำเงินมาลงทุนในธุรกิจปลอม ๆ เช่น ในสกอตแลนด์ พ่อขายหุ้นในบริษัทวิสกี้ที่ปราศจากน้ำเมาแม้แต่หยดเดียว เขาต้องร่อนเร่พเนจรตลอดชีวิตในฐานะอาชญากรผู้หลบหนีการจับกุมจากรัฐ

แล้วเหตุใดพ่อถึงบังคับให้เธอทำศัลยกรรมจมูกตั้งแต่เด็ก มาร์โกสันนิษฐานเอาเองว่าท่านคงต้องการปกปิดความจริงที่ว่าท่านเป็นคนเชื้อสายยิว ซึ่งจมูกทรงงองุ้มของเธอนั้นอาจก่อให้เกิดความระแคะระคายได้

ปัจจุบันมาร์โกมีอายุ 64 ปี แล้ว เธอประสบความสำเร็จในชีวิตมากมายแม้ว่าจะไม่มีใบปริญญาบัตรสักใบในมือก็ตาม เธอเป็นทั้งนักเขียนและอาจารย์มหาวิทยาลัยในอังกฤษและสหรัฐอเมริกา

เธอรักเด็ก ๆ แต่มาร์โกไม่เคยมีลูกอีกเลยนับตั้งแต่นั้นมา เธอเคยยกเหตุผลเลิศหรูมาเป็นข้ออ้าง แต่ตอนนี้เธอกลับมองว่าอาจเป็นเพราะความหลังเมื่อตอนที่ถูกบังคับให้ทำแท้งยังคงฝังอยู่ภายในใจ

Image copyright Margo Perin

นอกจากนี้ เธอยังสอนวรรณกรรมและการเขียนอย่างสร้างสรรค์ให้กับนักโทษในคุกอีกด้วย โดยนอกจากมาร์โกจะช่วยให้บุคคลผู้หลงผิดก้าวผ่านอดีตอันเจ็บปวดแล้ว เธอก็ยังได้ข้อสรุปของชีวิตให้กับตัวเองอีกด้วย "ฉันมองเห็นความเป็นมนุษย์ภายในตัวของนักโทษหัวรุนแรงเหล่านี้ ทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่นหัวใจมาก ฉันรู้สึกเป็นที่รักของพวกเขา ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ฉันไม่เคยได้รับจากพ่อเลย"

มาร์โกเข้ารับการบำบัดอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายสิบปีจวบจนปัจจุบันกว่าจะสามารถกลั่นกรองและถ่ายทอดเรื่องราวในวัยเด็กของตัวเองได้ แน่นอนว่าพ่อของเธอเป็นคนไร้ศีลธรรม และแม่ก็มีจิตใจโหดร้าย แต่เธอไม่ใช่

นักบำบัดย้ำเตือนเธออยู่เสมอว่า เธอไม่มีอะไรที่เหมือนกับบุพการีที่ให้กำเนิดเธอเลยแม้แต่น้อย

"ฉันมีความสัมพันธ์ที่มั่นคง ฉันไม่ใช่คนโหดร้ายป่าเถื่อนเลยค่ะ" มาร์โกกล่าว "ฉันควรมองย้อนกลับไปแล้วรู้สึกดีกับตัวเองนะ กับทุกสิ่งที่ฉันประสบความสำเร็จได้มาแม้ว่าจะไม่มีพวกท่านทั้งสองคน"

จมูกแบบยิว มีจริงหรือ

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ศิลปิน เดนนิส คาร์ดัน กับการจัดแสดงผลงาน จมูกยิว 49 แบบ

"ไม่มีหรอกค่ะ จมูกแบบยิวอะไรนั่น ชาวยิวมีอยู่จริงแล้วพวกเขาก็มีจมูกเหมือนกับมนุษย์คนอื่น ๆ ไม่ได้พิเศษหรือแตกต่างอะไรไปจากจมูกของคนทั่วไปเลย" เชอโรนา เพิร์ล นักประวัติศาสตร์ อธิบาย "จมูกใหญ่ที่มักจะโค้งงุ้ม ดูชั่วร้ายและน่ากลัวของชาวยิวก็เป็นแค่ความเชื่อเท่านั้นเอง"

เพิร์ลยกตัวอย่างงานวิจัยในปี 1911 ของ มอริช ฟิชเบิร์ก นักมานุษยวิทยา ที่เคยวัดขนาดจมูกแบบยิวของประชากรกว่า 4,000 คน ในเมืองนิวยอร์ก เธอยังกล่าวด้วยว่า ชาวยิวเริ่มถูกวาดภาพให้มักจะมีจมูกใหญ่และงองุ้มเมื่อสมัยศตวรรษที่ 12

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม