คดีหมิ่น : ไผ่ ดาวดิน นำทีม กมธ. ซักอดีตมือแจ้งความ คสช. คดีความมั่นคง

  • 27 พฤศจิกายน 2019
ไผ่ ดาวดิน ระหว่างทำกิจกรรมรณรงค์โหวตโน ในงานหนังสือแห่งชาติ เมื่อวันที่ 6 เม.ย. 2559 Image copyright BBC Thai
คำบรรยายภาพ ไผ่ ดาวดิน ระหว่างทำกิจกรรมรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 6 เม.ย. 2559

นายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน ตั้งคำถามต่อนายทหารที่เป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษเขาตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา ใช้ดุลพินิจอะไรในการแจ้งความดำเนินคดีกับเขา

"ชีวิตผมหายไปนาน แต่เพื่อความกระจ่างผมขอคำถามเดียว ใครเป็นคนสั่งขังผมครับ" นายจตุภัทร์ถาม

"ศาลครับ" คือคำตอบเพียงวลีเดียวที่หลุดจากปาก พ.อ.พิทักษ์พล ชูศรี หรือ เสธ.พีท ผบ.กรมทหารพรานที่ 22 ในฐานะอดีตหัวหน้าฝ่ายข่าวกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดขอนแก่น (กกล.รส.จ.ขอนแก่น) ผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษนายจตุภัทร์

อย่างไรก็ตาม พ.อ.พิทักษ์พลได้เล่าย้อนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 2 ธ.ค. 2559 ว่าเขาไม่ใช่คนแรกที่เห็นข้อความที่นายจตุภัทร์แชร์ เพราะในหน่วยข่าวจะมีเจ้าหน้าที่จากสำนักข่าวกรองแห่งชาติ สันติบาล และส่วนอื่น ๆ ในฐานะที่เป็น ผบ.กองร้อย ก็ได้รับข้อมูลจากทีมงาน

"พอผมเปิดดูแล้ว ก็ต้องไปรายงานและสอบถามไปยังฝ่ายกฎหมายว่าจะเอาอย่างไร ผู้บังคับบัญชาก็มีดุลพินิจมา" และ "ตอนนั้นผมกับน้องไผ่ก็ไม่มีเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน ผมก็ไปแจ้งความตามขั้นตอนในฐานะเจ้าพนักงานรักษาความสงบเรียบร้อยและในฐานะประชาชน เมื่ออ่านแล้วเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ผมก็ไปแจ้งความ แต่ไม่ขอก้าวล่วงเรื่องคดี และบัดนี้น้องก็เป็นอิสรภาพแล้ว" พ.อ.พิทักษ์พลกล่าว

ไผ่ ดาวดิน เป็นอดีตผู้ต้องขังคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และผิดพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ จากกรณีแชร์บทความพระราชประวัติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ของบีบีซีไทย ทางเฟซบุ๊กส่วนตัว ก่อนได้รับอิสรภาพเมื่อ 11 พ.ค. 2562 เพราะได้รับพระราชทานอภัยโทษ รวมระยะเวลาที่ถูกจองจำนาน 2 ปี 6 เดือน จากโทษเต็ม 5 ปี

Image copyright STR/BBC Thai
คำบรรยายภาพ นายปิยบุตร แสงกนกกุล ประธาน กมธ. กฎหมายฯ ระบุว่าการพูดคุยกันวันนี้อยู่ภายใต้บรรยากาศเปลี่ยนไปจาก 5 ปีก่อน ขณะนี้เริ่มกลับเข้าสู่ระบบปกติ การใช้ดุลพินิจในนามของ "ความมั่นคง" ก็อาจจะเปลี่ยนไป

ในระหว่างการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) กฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) เป็นประธาน ช่วงเช้าวันนี้ (27 พ.ย.) ไผ่ ดาวดิน ในฐานะเลขานุการประจำ กมธ. กฎหมายฯ เผชิญหน้ากับ 2 นายทหารผู้มีบทบาทสำคัญในการร้องทุกข์กล่าวโทษเขาและเพื่อนนักกิจกรรมการเมืองหลังรัฐประหารปี 2557 นอกจาก พ.อ.พิทักษ์พล ยังมี พล.ต.บุรินทร์ ทองประไพ ผอ.สำนักงานพระธรรมนูญทหารบก และผู้ชำนาญการสำนักงานกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4) ในฐานะอดีตฝ่ายกฎหมาย คสช.

วาระสำคัญในการประชุมคือการพิจารณากรณีการดำเนินคดีของรัฐต่อประชาชนผู้เห็นต่างทางการเมือง โดยมีตัวแทนนักกิจกรรมการเมืองและประชาชนเข้าร้องเรียน 10 ราย และตัวแทนรัฐเป็นผู้ชี้แจง 2 ราย ใช้เวลาประชุมนาน 3 ชม. โดยมีการถ่ายทอดสดผ่านแฟนเพจ กมธ. กฎหมายฯ ตลอดเวลา

ยอมรับจับ "คนดัง" ก่อน หากแชร์ข้อมูลผิดกฎหมาย

นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ อนค. และอดีตนักศึกษา "ขบวนการประชาธิปไตยใหม่" ซึ่งเป็น "เพื่อนร่วมคุก" ของไผ่ ในคดีชุมนุมต่อต้านรัฐประหาร ครบ 1 ปี ได้ใช้สิทธิ กมธ. กฎหมายฯ โยนคำถามใส่ 2 นายทหาร ว่ามีผู้แชร์บทความของบีบีซีไทยกว่า 3 พันคน เหตุใดจึงมีเพียง 2 คนที่ถูกดำเนินคดีมาตรา 112

อีกมุมหนึ่งของห้อง น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว อดีตนักศึกษา "ขบวนการประชาธิปไตยใหม่" ซึ่งมาในฐานะผู้ร้องเรียน ได้ตั้งข้อสังเกตในการดำเนินคดีกับนายจตุภัทร์ และ น.ส.ชนกนันท์ รวมทรัพย์ หรือการ์ตูน ว่า "ล้วนแล้วแต่เป็นนักกิจกรรมการเมืองที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน คสช." และ "หลายครั้งต่อให้เป็นการวิจารณ์ คสช. แต่เรามักจะถูกพ่วงคำว่าล้มเจ้ามาด้วย"

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พล.ต.บุรินทร์ออกตัวว่า เขาไม่เกี่ยวข้องกับคดีแชร์บทความของบีบีซีไทย แต่ในภาพรวมเราจะดูได้ว่าใครแชร์ และเรารู้จักใครบ้าง "ถ้าท่านโรมไปแชร์ ฝ่ายข่าวต้องรู้เพราะท่านเป็นคนดัง แต่ถ้าเป็นคนอื่น หรืออวตาร เป็นตัวที่สร้างมาปลอม ๆ เกิดเหตุอย่างนี้เยอะมาก กว่าจะพิสูจน์ตัวตนได้ก็ยาก การกล่าวโทษหรือสอบสวนใคร ต้องพิสูจน์ว่าเขาเป็นผู้กระทำความผิดจริง ซึ่งตัวผมไม่ได้ทำคดีนี้ เป็นเรื่องของ ปอท. (กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี)"

Image copyright STR/BBC Thai
คำบรรยายภาพ คดีสำคัญ ๆ ในช่วง 5 ปีหลังรัฐประหาร มักปรากฏชื่อ พล.ต.บุรินทร์ ทองประไพ เป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษแทน คสช.

นอกจากคดี ไผ่ ดาวดิน ยังมีเหตุการณ์อื่น ๆ ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาร้องเรียนต่อ กมธ. กฎหมายฯ ซึ่งทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วง 5 ปีหลังรัฐประหารโดย คสช. พบว่า มีการใช้อำนาจทั้งตาม "กฎหมายพิเศษ" และ "กฎหมายปกติ" ดำเนินคดีกับประชาชนผู้เห็นต่างทางการเมือง ประกอบด้วย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และมาตรา 116, คำสั่งหัวหน้า คสช. ฉบับที่ 3/2558 ห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน, พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

บีบีซีไทยสรุปบางคำถาม-คำตอบ ข้อสังเกต-ข้อโต้แย้ง ที่เกิดขึ้นในระหว่าง "ผู้แจ้งความ" เผชิญหน้าและถูกซักฟอกโดย "ผู้ต้องหา-จำเลย-อดีตผู้ต้องขัง" ร่วมกับ "ผู้แทนราษฎร" ณ ห้องประชุม กมธ. ภายในอาคารรัฐสภา

บุรินทร์แจง "เป็นแค่ฟันเฟืองเล็ก ๆ" ทำตามคำสั่งนาย

พล.ต.บุรินทร์กล่าวว่า เขาอยู่ในฐานะ "ผู้รับมอบอำนาจ" จาก คสช. ให้ไปดำเนินการร้องทุกข์กล่าวโทษ และไม่ได้เป็น "ผู้ปฏิบัติ" ที่มีหน้าที่ติดตามบุคคล จึงไม่อาจตอบได้ทุกคำถาม เช่นคำถามที่ว่ามีเลือกตั้งแล้ว ทำไมประชาชนและนักกิจกรรมการเมืองยังถูกทหารตำรวจติดตามอยู่

ในการดำเนินคดีการเมืองและความมั่นคงหลังรัฐประหารปี 2557 แบ่งออกเป็น 2 ส่วน

  • ส่วนกองกำลัง มอบหมายให้ ผบ.กองกำลังต่าง ๆ มีอำนาจสั่งการ "หน่วยล่าง" เช่น ผบ.กองร้อยรักษาความสงบเรียบร้อย โดยมีคำสั่งจากแม่ทัพภาคในฐานะ ผบ.กองพล ถ่ายทอดมาโดยลำดับ
  • ส่วนขึ้นกับสำนักงานเลขาธิการ คสช. มี ผบ.ทบ. ในฐานะเลขาธิการ คสช. เป็นผู้บังคับบัญชา เป็นไปตามดุลพินิจของ คสช. หากจะแจ้งความดำเนินคดีกับใครในกรุงเทพฯ ก็จะสั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่รับมอบอำนาจดำเนินการแทน โดย พล.ต.บุรินทร์รับผิดชอบคดีการเมือง ส่วน พล.ต.วิจารณ์ จดแตง รับผิดชอบคดีอาวุธสงครามและการก่อการร้าย

พล.ต.บุรินทร์ระบุว่า เมื่อมีเหตุการณ์ ฝ่ายข่าวจะแสวงหาและรวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ เสนอไปยัง คสช. ให้ใช้ดุลพินิจ เมื่อ คสช. เห็นอย่างไรถึงมอบอำนาจลงมา พร้อมกับพยานหลักฐานต่าง ๆ

"ผมทราบจากสำนักเลขาฯ ผมไปไม่ถึงหรอกครับข้างบนน่ะ ผมแค่เฟืองเล็ก ๆ" พล.ต.บุรินทร์กล่าว

Image copyright AFP/Getty Images

นายพลผู้เป็น "มือแจ้งความ" ของ คสช. ถูกตั้งคำถามต่อไปว่าสถานภาพของเขาเปรียบเหมือน "บุรุษไปรษณีย์" ที่นำความจากผู้บังคับบัญชาไปยื่นร้องทุกข์กล่าวโทษประชาชน หรือสามารถโต้แย้ง-ใช้ดุลพินิจทางกฎหมายได้บ้าง

"หากมีหนังสือมอบแล้ว มันไม่มีโอกาสใช้ดุลพินิจเลย มันเป็นคำสั่ง" เขาตอบ

ถ้าเช่นนั้นใครต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนหากมีคดีความขึ้นมา พล.ต.บุรินทร์ตอบเลี่ยง ๆ ไปว่า คสช. เป็นผู้พิจารณาร่วมกัน และให้เลขาธิการ คสช. ไปดำเนินการต่อ ซึ่งเลขาฯ ก็เปลี่ยนมาหลายคนตามวาระ ผบ.ทบ. จากนั้นจึงไปที่สำนักงานเลขาธิการ คสช. และถึงจะมาถึงตัวเขา

ส่วนที่ปรากฏข้อมูลในโลกออนไลน์ว่าฝ่ายกฎหมาย คสช. รายนี้แจ้งความดำเนินคดีกับประชาชนมาแล้ว 200-300 คดี พล.ต.บุรินทร์ชี้แจงว่าตัวเลขดังกล่าวครอบคลุมคดียาเสพติด คดีผู้มีอิทธิพล และอื่น ๆ ไม่ใช่เฉพาะคดีการเมืองเท่านั้น

ทหารไม่เคยผลัก ปชช. เป็นศัตรู

อีกคำถามที่เกิดขึ้นคือ คสช. ใช้ "กฎหมายปิดปาก" ผู้เห็นต่างทางการเมืองหรือไม่ เพราะคนที่ถูกดำเนินคดีล้วนเป็นคนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ คสช. ขณะที่คดีความที่ประชาชนฟ้องเอาผิดหน่วยงานที่สร้างข่าวปลอม หรือ IO กลับไม่มีความคืบหน้า

พล.ต.บุรินทร์ยืนยันว่า ส่วนตัวไม่เคยไปข่มขู่ไม่ให้ประชาชนออกมาเคลื่อนไหว แต่เมื่อมีการกระทำความผิดเกิดขั้น ถึงได้รับมอบอำนาจให้ไปแจ้งความดำเนินคดี "เมื่อเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ผมก็ต้องปฏิบัติ ถ้าไม่ปฏิบัติก็มีความผิด" และเวลาพูดถึงฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ส่วนตัวไม่เคยมองประชาชนเป็นศัตรู แต่มองเป็นพลเมือง เป็นพี่น้องประชาชนคนไทยด้วยกัน

"เราไม่มีการผลักประชาชนให้เป็นศัตรูกับเรา ไม่มีประเทศไหน รัฐไหน หรือทหารที่ไหนผลักประชาชนเป็นศัตรู กองทัพต้องอยู่กับประชาชนอยู่แล้ว" ส่วนการไปแจ้งความดำเนินคดี ถือเป็นเรื่องที่ต้องไปติดตามจากพนักงานสอบสวน ไม่เคยมีคำสั่งว่าต้องดำเนินคดีใครหรือไม่

Image copyright Getty Images

นายพลผู้เป็นตัวแทน คสช. ถูกตั้งคำถามว่าเหตุใดต้องงัดข้อหายุยงปลุกปั่นตามมาตรา 116 ซึ่งเป็น "ข้อหาหนัก" มาดำเนินคดีกับประชาชน พล.ต.บุรินทร์ชี้แจงว่าเป็นเพราะผู้ชุมนุมได้เชิญชวนให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมาย ซึ่งในขณะที่เจ้าหน้าที่แจ้งความ ยังมีคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 อยู่ การเรียกคนมาชุมนุมเกิน 5 คน จึงเป็นการชวนคนมาละเมิดกฎหมาย

เมื่อถูก กมธ. ซักต่อไปว่าการรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในชั้นประชามติ เข้าเกณฑ์ความผิดตามมาตรา 116 ตรงไหน เขาตอบว่า การดำเนินคดีตามมาตรา 116 ต้องมี "เจตนาพิเศษ" มีขั้นตอนดำเนินการ แอบไปส่งหนังสือตรงไหน มีความมุ่งหมายอย่างไร มีองค์ประกอบอื่น ๆ ไม่ใช่เอาหนังสือมาอ่านอย่างเดียว ยังมีหลักฐานอื่นๆ ประกอบด้วย

เช่นเดียวกับการใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งอาจมีผู้เข้าใจผิดว่าถูกดำเนินคดีเพราะไปโจมตีนายกฯ รองนายกฯ "อันนี้ไม่มีการแจ้งความต่อตัวบุคคลเลยครับ แต่เราเน้นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง หรือทำให้ประชาชนตื่นตระหนก คสช. ถึงมอบอำนาจ จะเห็นว่าที่ด่าทอนายกฯ เสีย ๆ หาย ๆ ไม่มีการแจ้งความตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์เลย แต่ที่แจ้งคือโพสต์บิดเบือน ทำให้ประชาชนตื่นตระหนก"

จากเปิดศาลเที่ยงคืนฝากขัง นศ. ถึงดำเนินคดีอาญากับ ธนาธร

ในห้วงครบรอบ 1 ปีรัฐประหาร เกิดเหตุการณ์ "เปิดศาลถึงเที่ยงคืน" เพื่อฝากขัง 14 นักศึกษา ขบวนการประชาธิปไตยใหม่" ข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 และมาตรา 116 จนเกิดเสียงวิจารณ์ไปทั่ว และนำมาสู่คำถามอีกครั้งในวง กมธ. นี้

พล.ต.บุรินทร์ชี้แจงว่า ขณะนั้นมีหมายจับแล้วจึงตามไปจับกุม โดยได้ประสานงานกับศาลทหารกรุงเทพตั้งแต่ช่วงบ่ายว่าจะดำเนินการจับกุม แต่เนื่องจากมีมวลชนมาก ทำให้ควบคุมลำบากและอาจเกิดเหตุรุนแรง จึงขอศาลให้อยู่รอ "เป็นการเปิดศาลอย่างต่อเนื่อง" กว่าจะไปโรงพัก มีญาตินักศึกษาไปเยี่ยม เอาตัวไปส่งศาลได้ก็ราว 20.00-21.00 น. เมื่อไปถึงก็มีกระบวนการซักถามของศาล ก่อนที่ศาลจะอนุญาตให้ฝากขัง เวลาจึงล่วงเลยไปตามที่ปรากฏเป็นข่าว

คดีนี้เกี่ยวข้องกับกลุ่มทำกิจกรรมหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร และเกี่ยวกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งต่อมาตกเป็นผู้ต้องหาคดีมาตรา 116 และให้ที่พักพิงผู้ต้องหาตามมาตรา 189 ทั้งนี้ พล.ต.บุรินทร์บอกว่า "ตอนนั้นท่านยังไม่ดัง ผมไม่รู้จักท่านเลย" ก็เป็นกลุ่มที่ไปติดตามอยู่หน้า สน.ปทุมวัน ตอนเจ้าหน้าที่เตรียมจับกุมนักศึกษาตามหมายจับ ปรากฎว่ามีการหลบหนี และมีการติดตามไปถึงอีกสถานที่หนึ่งที่ไปหลบกันอยู่ เป็นคดีที่มีคำสั่งให้ไปแจ้งความตั้งแต่ปี 2558 และได้ส่งมอบหลักฐานให้พนักงานสอบสวนหมดแล้ว จึงไม่ได้ไปติดตามต่อ กระทั่งปลายปี 2561 มีการตรวจสำนวน จึงได้รับมอบหมายให้ไปแจ้งความเพิ่มเติม

Image copyright STR/BBC Thai
คำบรรยายภาพ รังสิมันต์ โรม เผชิญหน้ากับ พล.ต.บุรินทร์ ทองประไพ

กมธ. ถาม ตัวแทน คสช. ตอบ

ไผ่ ดาวดิน : ที่บอกว่าทหารเคียงข้างประชาชน แต่ที่ผ่านมามีประชาชน 929 คนถูกปรับทัศนคติ 572 คนถูกข่มขู่และติดตามตัว 18 คนกล่าวหาว่าซ้อมทรมาน ฯลฯ อันนี้คือการทำเพื่อประชาชนหรือ

พล.ต.บุรินทร์ : ผมไม่รู้รายละเอียดแต่ละข้อเท็จจริง ถ้าท่านเปรียบเทียบอย่างนี้ ทีตำรวจจับคนไปในเรือนจำเป็นหมื่น ๆ ทำเพื่อประชาชนไหม ต้องแยกผู้กระทำผิดกับประชาชน ส่วนไหนที่เป็นพลเมืองปกติ เราก็ดูแลตามปกติไม่ว่าน้ำท่วมภัยแล้ง "จะไปบอกว่าส่วนแค่นี้กับประชาชน 70 ล้านคน ไม่ใช่แล้ว ถ้าไม่ได้ทำผิดกฎหมาย ผมเชื่อมั่น 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีใครไปยุ่งกับท่าน"

ไผ่ ดาวดิน : ทัศนคติที่ดีที่ไม่ทำให้โดนจับ คือทัศนคติแบบไหน

พล.ต.บุรินทร์ : ผมอาจขออนุญาตยกตัวอย่างคดีเก่าแล้ว กรณีประเทศไทยเคยมีการขาดแคลนน้ำมัน ก็มีการออกกฎหมายห้ามกักตุนน้ำมัน ต่อมาน้ำมันไม่ขาดแคลนแล้วก็ยกเลิก เหมือนกัน ตอนนั้นประเทศต้องการความสงบ หัวคำสั่งที่ 3/2558 ก็เขียนอยู่แล้ว ต่อมาเมื่อมีเลือกตั้ง คสช. เลิกไป ประเทศก็เข้าสู่ระบบการปกครองที่มีสภา มันเป็นห้วง ๆ ลักษณะของช่วงเวลาว่าประเทศชาติต้องการอะไรในขณะนั้น

ไผ่ ดาวดิน : การปล่อยให้ประชาชนใช้สิทธิเสรีภาพ จะทำให้ประเทศไม่เกิดความสงบแบบไหน

พล.ต.บุรินทร์ : ขอแยกเป็น 2 ส่วน เรื่องการแสดงความคิดเห็น ใน ม.ธรรมศาสตร์ เวลามีจัดเสวนา เราก็ไปดู แต่เราไม่มีการดำเนินคดีต่าง ๆ เพราะเป็นเรื่องทางวิชาการ แต่การดำเนินคดีเกิดจากการออกมาบนพื้นที่สาธารณะ ทางท้องถนน ซึ่งมีความเปราะบาง อาจมีมวลชนอื่น แนวร่วมอื่น นี่เป็นจุดหลักที่เราแจ้งความดำเนินคดี

รังสิมันต์ : ประเด็นใหญ่วันนี้เป็นเรื่องดุลพินิจ ผมคงไม่ตำหนิท่าน เพราะบอกไม่ได้เกิดจากมูลเหตจูงใจส่วนตัว แต่ท่านต้องไปให้การในฐานะพยานในคดีต่าง ๆ ถ้าท่านจะเปลี่ยนแปลงคำให้การก็ได้ ลองใช้ดุลพินิจของท่านดู แต่อยากถามว่าทุกครั้งที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ จับกุมคนต่าง ๆ เวลากลับบ้าน ท่านสามารถนอนหลับหรือไม่เมื่อฟังจากผู้ร้องซึ่งได้รับความลำบากทุกข์ทรมาน

พล.ต.บุรินทร์ : การมาบอกให้ผมปฏิบัติหน้าที่และเปลี่ยนแปลงได้ ถ้า กมธ. ใช้อำนาจแบบนี้จะเสียหายนะครับ เพราะผมต้องปฏิบัติตามข้อเท็จจริง ไม่สามารถไปเปลี่ยนแปลง ใช้อารมณ์หลังมาพบท่านนะครับ

ในระหว่างการประชุม นายสิระ เจนจาคะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งเป็น กมธ.กฎหมายฯ ด้วย เล่าประสบการณ์ที่ถูกทหารเรียกไปปรับทัศนคติที่กรมทหารราบ 11 หลังเอามวลชนไปชุมนุมปิดล้อมพื้นที่ทุ่งสองห้อง ทหารจึงเชิญตัวไปทำประวัติและก็พูดคุยอธิบายให้เข้าใจ "อย่าคิดว่าการปรับทัศนคติมีแต่ผลร้าย ทหารไม่ได้มุ่งร้ายกับประชาชน" และ "การที่ผมยอมรับเรื่องปรับทัศนคติ เพราะมีกฎหมายรองรับ และผมยอมรับว่าผมผิดกฎหมาย หากผมไม่ได้โดนปรับทัศนคติในวันนั้น คงไม่ได้มาเป็นผู้แทนฯ ในวันนี้ เขาใช้มาตรการอาญาลงโทษผมก็ได้"

คำพูดของ ส.ส.รัฐบาลรายนี้ ทำให้ น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา สมาชิกกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ในฐานะผู้ร้องเรียน กล่าวเชิงเสียดสีว่าไม่แน่ใจว่านายสิระมาชี้แจงในนามโฆษกกองทัพบกหรืออะไร จนประธานที่ประชุมต้องพยายามตัดบทเพื่อรักษาบรรยากาศในการพูดคุย

ภายหลังการประชุม กมธ. เสร็จสิ้นลง นายรังสิมันต์แถลงว่า ทางผู้ร้องเตรียมเดินหน้าเพื่อนำไปสู่การเชิญตัว ผบ.ทบ. ที่มีส่วนเกี่ยวข้องตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมาชี้แจงกับ กมธ.ชุดนี้ต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม