ยะลา-ชายแดนใต้ : 1 เดือนเหตุกราดยิงที่ลำพะยา กับการกลับมาของความกลัวและหวาดระแวง

  • 4 ธันวาคม 2019
ป้อมลำพะยา Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ ถนนลาดยางที่ตัดจากถนนสายหลักของตำบลพาเข้าสู่สองข้างทางที่มีแต่ป่ายาง มีบ้านชาวบ้านอยู่ 4-5 หลังช่วงต้นๆ ทางเข้า ป้อม ชรบ. จุดเกิดเหตุที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "ทางลุ่ม" ตั้งอยู่ตรงสามแยกถนนถัดจากนั้นไม่ถึงหนึ่งกิโลเมตร

กำแพงที่เต็มไปด้วยร่องรอยกระสุนปืนและสะเก็ดระเบิดเล็กใหญ่นับร้อย ถูกรื้อไปไม่กี่วันก่อนเราจะมาถึง พื้นซีเมนต์ที่เคยนองไปด้วยเลือดถูกทุบทิ้งแล้วนำดินลูกรังมากลบ มีกล้าไม้ปลูกไว้สามต้น --นี่คือจุดตรวจชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ลำพะยา ที่ถูกยิงถล่ม เมื่อคืนวันที่ 5 พ.ย. 2562

เจ้าของที่ดินไม่สบายใจที่จะให้ใช้พื้นที่นี้ตั้งจุดตรวจ ชรบ. อีกต่อไป ด้วยเหตุที่ว่าตรงนี้เคยมีคนตาย

เหตุการณ์ที่ลำพะยานับเป็นเหตุรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในพื้นที่ชายแดนใต้ในรอบ 15 ปี มีผู้เสียชีวิต 15 ราย และผู้ได้รับบาดเจ็บ 5 ราย ซึ่งมีทั้ง ชรบ., ชุดคุ้มครองตำบล (ชคต.) และราษฎรอาสารักษาหมู่บ้าน (อรบ.) ในจำนวนผู้เสียชีวิตเป็นชาวไทยพุทธ 13 ราย และชาวมุสลิม 2 ราย

Image copyright KUYI ETAE/BBCTHAI
คำบรรยายภาพ ป้อมจุดตรวจ ชรบ. ลำพะยา ที่ชาวบ้านเรียกจุดนี้ว่า "ทางลุ่ม" ถูกรื้อทิ้งไปเมื่อปลายเดือน พ.ย.

หลังเกิดเหตุการณ์ได้ไม่นาน กองกำลังทหารที่ถอนกำลังออกจาก ต.ลำพะยา ไปเมื่อ 1-2 ปีก็กลับมาประจำการอีกครั้ง เจ้าหน้าที่ทหารชุดเครื่องแบบสีดำเดินให้เห็น

เป็นเวลาเกือบเที่ยงวัน แต่ฟ้าครึ้มฝนกับร่มเงาของต้นไม้สูงใหญ่ทำให้บรรยากาศวังเวงและเงียบเชียบ เหมือนกับชีวิตของลำพะยาตอนนี้ ชาวบ้านบางคนบอกว่า "ระแวง" "เสียขวัญ" ร้านค้าบางร้านปิดเร็วกว่าที่เคย คือความไม่ปกติที่คนลำพะยากำลังรู้สึก

ลำพะยาแห่งเทือกเขาสันกาลาคีรี

ตำบลลำพะยา ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองยะลาไม่ถึง 20 กม. เมื่อเลี้ยวตัดจากถนนเชื่อมยะลาสู่ปัตตานีสายเก่า ตลอดสองข้างถนนเต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ เขียวและชุ่มชื้นจากสายฝนปลายเดือน พ.ย.

ฉากหลังของลำพะยามีภูเขาต้นน้ำที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "เขาใหญ่" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาสันกาลาคีรี และยังมีน้ำตกบูตง ที่ชาวบ้านทั้งไทยพุทธและมุสลิม มาพักผ่อนหย่อนใจ ชาวบ้านบางส่วนที่นี่กำลังต่อสู้กับโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำที่ทางการกำลังจะขอเวนคืนที่ดินทำกินของ 1,500 ไร่

ลำพะยามี 7 หมู่บ้าน ชาวบ้านประกอบอาชีพกรีดยาง ทำสวน และทำนา ทั้งตำบลเป็นไทยพุทธ 70% ไทยมุสลิม 30% หลายหมู่บ้านอยู่รวมกันทั้งสองศาสนา มีไม่กี่หมู่บ้านที่มีประชากรเป็นไทยพุทธและเป็นมุสลิมล้วน ๆ

Image copyright Thanyaporn Buathong/BBC THAI

"มีเพื่อนมุสลิมเยอะ หมู่สองไปเดี๋ยวนี้ก็ได้ พรุ่งนี้ก็ได้ คือ เราสนิทสนมตั้งแต่ปู่ย่าตายาย ทำมาหากินด้วยกัน" คำบอกเล่าของอนันต์ นิลรัตน์ ชาวบ้านหมู่ 6 ต.ลำพะยา วัย 78 ปี

Image copyright KUYI ETAE/BBCTHAI
คำบรรยายภาพ น้ำตกบูตง บนเขาท้ายตำบลลำพะยา

เสียงจาก "ทางลุ่ม"

"มืด...มืดพอกับความรู้สึกของเรา" ฐิติพร สังข์ทอง ผู้สูญเสียสามี วิรัช เพ็ชรปล้อง ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ (ผรส.) ม.6 ต.ลำพะยา เล่าถึงช่วงเวลาที่ติดอยู่ใกล้ปากทางเข้าสู่ถนนที่ไปยังป้อม ชรบ. "ทางลุ่ม" หลังจากได้ยินเสียงปืนจากเหตุปะทะกลางดึกคืนวันอังคารที่ 5 พ.ย.

ตอนแรกเธอคิดว่าวิรัชไม่ได้ไปที่นั่น เธอนึกว่าเขาขี่มอเตอร์ไซค์ไปงานศพที่อีกหมู่บ้าน แต่มารู้จากญาติในเวลาไม่กี่นาทีต่อมาว่าสามีอยู่ที่ป้อมจุดตรวจ "ทางลุ่ม" ที่เกิดเหตุ

ท่ามกลางความมืดและความกลัวว่าจะเกิดเหตุซ้ำซ้อนด้วยไม่รู้ว่าใครเป็นใครหลังเกิดเหตุ เธอและน้องสาวของวิรัชพยายามขี่มอเตอร์ไซค์เข้าไปยังที่เกิดเหตุ พยายามอยู่ 2-3 รอบก็ยังเข้าไม่ถึง เพราะเจ้าหน้าที่ปิดกั้นถนนเพื่อเข้าเคลียร์พื้นที่ ช่วงหนึ่งเจอรถกู้ภัย เธอพยายามชะโงกเข้าไปดูในรถหวังจะได้พบสามีรอดชีวิตออกมา แต่มองไม่เห็น มันเป็นคืนที่ยาวนาน แต่ในที่สุดทั้งคู่ก็ถึงที่เกิดเหตุ

Image copyright KUYI ETAE/BBCTHAI

"พอไปถึงถามคนว่า มีใครเห็นลุงบังไหม คนที่รู้ (ว่าเสียชีวิตแล้ว) เขาไม่ตอบ คนที่ไม่รู้เขาบอกว่าเขาไม่รู้"

คืนนั้นฐิติพรไม่ได้เห็นร่างที่ไร้ลมหายใจของวิรัช แต่น้องสาวของเขาเข้าไปดูศพ

"น้องเข้าไปแล้วไปเห็นตีนพี่เขา ก็วิ่งร้องออกมาบอกว่า 'ลุงบังด้วย ลุงบังด้วย' "

ในคืนที่มืดมิด ผู้หญิงสองคนกอดกันร้องไห้

"ถอยออกมาไหม"

วิรัชเริ่มเป็น ชรบ. ตั้งแต่ปี 2555 ฐิติพรเข้าร่วมไม่นานหลังจากนั้น เธอเรียกว่าเป็น "งานช่วยสังคม" เธอได้เข้าร่วมกิจกรรม เช่น อบรม หัดยิงปืน ทำกิจกรรมสาธารณะ และเป็นโอกาสที่ได้ไปรู้จักกับคนตำบลอื่น

"เราคิดว่าเราไม่มีลูก ไม่มีภาระ ตอนเย็นตอนเช้าก็ไม่ต้องไปส่งลูก วันไหนที่เขามีกิจกรรมที่เราต้องไปเช้าหรือไปค้างคืน เราไปได้ อันนั้นก็คือแบ่งตัวเองให้ไปช่วยเหลือสังคม ช่วยเหลืองานส่วนรวม"

Image copyright KUYI ETAE/BBCTHAI
คำบรรยายภาพ ปัจจุบันฐิติพรเป็นชาวสวนเต็มเวลาและแม่ค้าในบางวัน ที่ดินในบ้านสวนปลูกสารพัดของกิน เช่น มะพร้าว มะม่วง สายบัว เก็บไปขายในตลาดเกษตรกรในยะลาอาทิตย์ละสองครั้ง โดยมีวิรัตน์ คอยช่วยเกี่ยวมะพร้าว เตรียมของให้เธอไปขาย คู่ไปกับงานผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านที่เขาทำอยู่ และเป็น ชรบ. ที่มีเวรประจำในวันอาทิตย์

เหตุยิง อส. ที่ป้อมจุดตรวจเมื่อ 4 เดือนก่อน ซึ่งเป็นเหตุรุนแรงที่ไม่ได้เกิดในลำพะยามาเกือบ 15 ปี ทำให้ฐิติพรเริ่มรู้สึกว่า อันตรายเริ่มใกล้ตัวเข้ามาทุกที

"เคยเตือนเค้าแล้วว่าถอยออกมาไหมกับการที่ไปเป็นผู้นำ เพราะว่าเมื่อ 4 เดือนที่แล้วก็เกิดในลำพะยา อส. ก็เป็นลูกหลานของเขาเหมือนกันนะที่ถูกยิง ถ้าถอยได้ก็ถอยออกมานะ จากที่เคยอยู่ถึงสว่างก็ไปแค่เที่ยงคืนก็กลับได้ไหม ในที่สุดเราก็มาเจอกับตัวเอง"

เธอยอมรับว่า ตอนนี้ไม่มีความเชื่อมั่นในความปลอดภัย

"พอมาเจอกับคนในบ้าน ทำให้เราท้อ เราไม่กล้าเดิน เราไม่กล้าก้าว ไปอบรม อรบ. เดือนแรก บางทีก็ไม่อยากไป ไม่อยากรับรู้ บางทีก็อยากจะลาออก แต่ว่าเราอยู่ตรงนี้ก็คิดว่าทำไปก่อน"

"เราเลือกที่จะต้องปกป้องหมู่บ้าน"

"ที่นี่ เช้า ๆ จะเป็นจุดบริการกาแฟค่ะ เพื่อน ๆ พ่อมากันทุกเช้ามานั่งคุยกัน" เสียงอาซานจากมัสยิดใกล้ ๆ แว่วมาหลังเที่ยงวันไม่นานระหว่างที่ธิดารัตน์ ยอดแก้ว กำลังเล่าถึงบ้านของเธอก่อนเกิดเหตุการณ์ยิงถล่มป้อม ชรบ. บ้านหลังนี้เป็นที่ ๆ เพื่อน ๆ ของพ่อแม่มาพบปะกันทุกเช้า

ธิดารัตน์สูญเสียทั้งพ่อและแม่ไปในเหตุการณ์คืนวันที่ 5 พ.ย. ธิดารัตน์บอกด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่งว่า "จากที่เคยเป็นคนในครอบครัว ตอนนี้ก็กลายเป็นหัวหน้าครอบครัวเอง ทำทุกอย่างเอง" และภาพที่มีคนในลำพะยามากินกาแฟทุก ๆ เช้าที่บ้านก็ไม่มีอีกแล้ว

Image copyright KUYI ETAE/BBCTHAI
คำบรรยายภาพ ชานหน้าบ้านของสุนทร และรัชนก ยอดแก้ว มักเป็นที่พบเจอกันของชาวบ้านลำพะยาที่เป็น ชรบ. และ อรบ.ด้วยกัน

สุนทร ผู้เป็นพ่อ เป็นอดีตผู้ช่วยกำนันและ ชรบ. ส่วนแม่ รัชนก ยอดแก้ว เป็น อรบ. นี่ไม่ใช่งานหลักของพวกเขา แต่เป็นงานอาสาที่มีแต่ละหมู่มีเวรยามต้องรับผิดชอบ เข้ารับการฝึกทบทวนเดือนละครั้ง พวกเขาร่วมเป็น ชรบ. และ อรบ. มาตั้งแต่ปี 2547

ครอบครัวยอดแก้วมีอาชีพทำสวนยาง เธอและพ่อออกไปกรีดยางทุก ๆ เช้า ส่วนแม่เป็นโรคหอบ จึงอยู่ดูแลบ้านเป็นหลัก

ธิดารัตน์เล่าว่า ทุกวันอังคาร เป็นเวรประจำที่ทุกคนไปรวมตัวกันที่ป้อม ชรบ. ทางลุ่ม เธอเองที่เป็น อรบ. ด้วยรับหน้าที่ทำกับข้าวให้กับผู้ที่เข้าเวรยาม

วันอังคารเป็นวันที่รวมตัวกันมากที่สุด เป็นเวรอาสา ใครไม่ได้มีธุระทำอะไรก็จะไปเฝ้าเวรยามด้วยกัน เธอเล่า

Image copyright KUYI ETAE/BBCTHAI
คำบรรยายภาพ หลังจากพ่อแม่เสียชีวิต ธิดารัตน์บอกว่า เธออยากมีงานที่ให้รายได้ประจำอย่างการเป็น อส. ที่ปกป้องหมู่บ้าน

ธิดารัตน์พูดถึงพ่อและแม่ด้วยความภาคภูมิใจ การเป็น ชรบ. และ อรบ. เป็นหน้าที่ที่พวกเขาอาสา ไม่มีค่าตอบแทน และไม่เคยกังวลว่าจะเกิดเหตุร้าย เพราะ "เราเลือกที่จะต้องปกป้องหมู่บ้าน"

"ครั้งที่เกิดเหตุที่ต้นชด (เหตุยิง อส.เมื่อ 4 เดือนที่แล้ว) พ่ออยู่บ้าน พอสิ้นเสียงปืน ใกล้มาก จับทิศทางไม่ได้ พอพ่อรู้แกก็ออกไปเลย พ่อพูดว่าถ้าแกอยู่ในเหตุการณ์ แกคงช่วยได้อีกเยอะ"

วันที่ 5 พ.ย. ซึ่งเป็นวันอังคาร พ่อของเธอขี่รถมอเตอร์ไซค์มารับแม่ไปที่ป้อม ชรบ. ทางลุ่ม 6 โมงเย็นเหมือนเช่นเคย แต่พวกเขาไม่ได้กลับมาบ้านอีก

"ไม่ว่าสาเหตุจะเกิดจากอะไรหรือว่าเพราะใครหรืออะไรก็ตาม แต่ในวันนี้เราสูญเสียไปแล้ว เลยไม่อยากโทษใคร อยากจะมองในแง่ดีว่าในการสูญเสียครั้งนี้ เราสูญเสียก็จริงแต่ว่าเราภูมิใจ"

ก๊ะเยาะ

เหตุการณ์ยิงถล่มป้อม ชรบ. ลำพะยา หนึ่งในมุสลิม 2 คนที่เสียชีวิต คือ นายซัมซามี สามะ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่เป็น ชรบ.ด้วย

บีบีซีไทยไปที่บ้านของ "เยาะ" สิรินยา ใจยา ภรรยาของ ซัมซามี บ้านของพวกเขาอยู่ที่ ม.5 ต.ลำพะยา หมู่บ้านซึ่งมีทั้งคนพุทธและมุสลิม

เยาะเป็นคนพะเยา และชื่อเยาะ มาจาก คอลีเยาะ เป็นชื่อที่ครอบครัวของซัมซามีตั้งให้เมื่อเข้ามาเป็นสมาชิกครอบครัวที่นี่

Image copyright KUYI ETAE/BBCTHAI

เยาะเดินทางลงมาทำงานที่ภาคใต้และรู้จักซัมซามีผ่านญาติที่ทำงานอยู่โรงงานไม้ในยะลา เมื่อทั้งคู่ตัดสินใจใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน เยาะเปลี่ยนจากศาสนาพุทธมารับศาสนาอิสลาม และอยู่ที่ลำพะยามากว่า 7 ปีแล้ว

"แบ (ซัมซามี) บอกว่ามาอยู่ทางนี้ไม่ต้องกลัว คนรู้จักแบเยอะ คอยช่วยเหลือ" เธอเล่า

ทั้งคู่มีลูกสาวด้วยกัน 1 คน ตอนนี้อายุ 3 ขวบกว่า แต่ก่อนเธอเป็น อรบ. ด้วย แต่เมื่อแท้งลูกไปเมื่อสามเดือนก่อน ซัมซามีก็ให้เธอพักอยู่กับบ้าน ส่วนเขาทำงานที่โรงไม้

Image copyright KUYI ETAE/BBCTHAI

เยาะพาไปดูบ้านที่ยังสร้างไม่เสร็จที่ซัมซามีตั้งใจปลูกให้เธอและลูกอยู่ที่ลำพะยาด้วยกัน เป็นบ้านที่เขาไม่ได้อยู่เห็นในวันที่สร้างเสร็จ

"แกอยากจะให้เรามีบ้านเป็นของตัวเอง อยากให้ลูกเมียมีบ้าน จะสร้างบ้านให้ แต่ว่าเผอิญว่าทำยังไม่เสร็จ แกมาเสียซะก่อน" เธอว่า "มันเปลี่ยนไปหมด มองไปแล้วเศร้า ๆ เหมือนเคยเห็นเขานั่งอยู่หน้าบ้าน ตอนนี้ก็มีแต่ลูกสาว"

เยาะยังไม่ได้บอกลูกสาวว่าพ่อเสียชีวิตแล้ว บอกแต่เพียงว่าพ่อไปทำงานที่ไกล ๆ เยาะพูดกับเราว่าเด็กวัยนี้คงยังไม่รู้ว่าตายหมายถึงอะไร

"ขาอยู่ตรงไหน แล้วแขนเขาอยู่ตรงไหน" ลูกสาววัยสามขวบกว่าเฝ้าถามแม่และอาสาวด้วยความสงสัย เมื่อผู้ใหญ่พาเธอไปที่กุโบร์ (สุสานของชาวมุสลิม) โดยที่ไม่รู้ว่านี่คือที่ฝังร่างพ่อของเธอ

ไทยพุทธ-มุสลิม

คำบอกเล่าของเยาะและน้องสาวของซัมซามีทำให้เราได้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างคนพุทธ มุสลิมในลำพะยา

เยาะบอกว่าเธอรู้จักคนไทยพุทธที่เป็น ชรบ. ทั้งหมด อยู่กันเหมือนพี่เหมือนน้อง แต่สนิทกับบ้านของสุนทรและรัชนก มากกว่าใคร ๆ "บางทีเราไปตลาดเราก็จะแวะเที่ยวบ้านเขา บ้านสองผัวเมียที่เสียชีวิต พี่ทรกับพี่แก้ว ตลาดนัดวันศุกร์ก็ไปกินกาแฟบ้านเขาก่อน"

Image copyright KUYI ETAE/BBCTHAI

น้องสาวของซัมซามีเล่าว่า ที่หมู่ 5 เป็นหมู่บ้านมีทั้งมุสลิมและพุทธ เวลามีงานบุญ ก็ได้รับการสนับสนุนไม่ต่างกัน

"วันก่อนนายก (อบต.) ให้วัวมาบ้านมุสลิม มาทำตรงนี้ตัวหนึ่ง คนไทยตัวหนึ่ง เขาก็ให้เท่า ๆ กัน"

เธอยังพูดถึง "ลุงฉลอง" หรือ ฉลอง ทองงาม ชรบ.คนไทยพุทธ ที่เสียชีวิตและเป็นอดีตกำนัน ต.ลำพะยา ว่าหลังจากเกษียณแล้ว ฉลองมาทำงานเป็นไปรษณีย์ เขาเข้าออกบ้านแถวนี้เป็นประจำเพื่อมาส่งจดหมาย บิลค่าโทรศัพท์และพัสดุ คนมุสลิมแถวนี้คุ้นกับฉลองดี

"ลุงฉลองแกเป็นไปรษณีย์ ตอนเช้ามาส่งของส่งอะไร ตอนนี้ก็ไม่มีแล้ว" เธอเล่าพร้อมกับชี้ไปตรงที่ ๆ ฉลองมักจะขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามา

ร้องขอทหาร

จุดตรวจ ชรบ.ในลำพะยา มี 3 จุด ส่วนชาวบ้านที่เป็นทั้ง ชรบ. และ อรบ. มีหน้าที่เฝ้าเวรยามที่จุดต่าง ๆ ทั้งวันทั้งคืน ในจำนวนนี้ 2 จุด มี อส. เข้าประจำการในเวลากลางวัน

"เราสูญเสียมนุษย์ คนมีชีวิต" ทนง ไหมเหลือง นายก อบต.ลำพะยา กล่าวกับบีบีซีไทย

ทนงบอกว่าหลังเหตุการณ์ยิงป้อม การทำงานของ ชรบ. มีการปรับเปลี่ยนเป็นการลาดตระเวนในหมู่บ้าน ไม่อยู่เป็นที่ และป้อมจุดตรวจที่เกิดเหตุก็ยกเลิกแล้ว เพราะเจ้าของที่ดินไม่สบายใจจากการเกิดเหตุแล้วมีผู้เสียชีวิต

Image copyright KUYI ETAE/BBCTHAI
คำบรรยายภาพ ตำบลลำพะยา มีประชากรที่เป็นไทยพุทธ 70% ไทยมุสลิม 30%

เมื่อ 1-2 ปีก่อน ทหารได้ถอนกำลังจากพื้นที่นี้ไปแล้ว เพราะลำพะยาแทบไม่มีเหตุรุนแรงจนฝ่ายความมั่นคงจัดให้เป็นพื้นที่ "สีขาว" แต่หลังเหตุการณ์วันที่ 5 พ.ย. กองทัพได้เพิ่มทหารพรานประจำจุดละ 3-4 นาย ตอนกลางคืน และส่งทหารเข้ามาลาดตระเวนโซนภูเขาจำนวนหนึ่ง สอดคล้องกับข้อมูลที่ชาวบ้านบอกบีบีซีไทยว่า ตอนนี้มีทหารอยู่ตามภูเขา

ทางท้องถิ่นได้ร้องขอกำลังทหารหนึ่งกองร้อยเข้ามาประจำการ และของบประมาณติดตั้งกล้องวงจรปิดทุกจุด และไฟฟ้าส่องสว่าง

ชรบ. กลายเป็นเป้าเพราะเป็นกองกำลังติดอาวุธ ?

ลม้าย มานะการ เครือข่ายประชาสังคมไทยพุทธ-มุสลิม กล่าวกับบีบีซีไทยว่า แนวโน้มกองกำลังฝ่ายรัฐเพิ่มขึ้นแน่นอน เพราะยังไม่มีคำตอบว่าวิธีการไหนที่ดูแลป้องกันมากกว่าการติดอาวุธในพื้นที่

ลม้ายกล่าวว่า ชรบ. ถูกฝึกมาแค่ป้องกันเฝ้าระวังความปลอดภัยชุมชน ไม่ได้คิดจะสู้รบกับใคร

Image copyright KUYI ETAE/BBCTHAI

"หลายคนมองว่า ชรบ.เป็นกำลังติดอาวุธ แต่พวกเราหลายคนที่ทำงานสิทธิมนุษยชนเรามองว่าเขายังไม่ใช่กองกำลังติดอาวุธ อันนี้ก็ยังย้อนแย้งกันอยู่ ว่านิยามเป็นกองกำลังติดอาวุธหรือเปล่า ซึ่งถ้าถูกนิยามว่าเป็นกองกำลังติดอาวุธ ฝ่ายก่อการก็หาทางชอบธรรมที่จะอธิบายอยู่แล้วว่าเป็นกองกำลังติดอาวุธเขาถึงมาทำ เพราะเป็นเป้าหมาย ไม่ใช่เป้าหมายอ่อนแอ อันนี้ก็น่าห่วงถ้าเขาคิดว่า ชรบ.เป็นกองกำลัง ชรบ.ทุกที่ก็น่าห่วงทั้งหมดไม่ใช่แค่ที่ลำพะยา"

ออกหมายจับผู้ก่อเหตุรายที่ 4

จนถึงขณะนี้ทางการออกหมายจับผู้ก่อเหตุแล้ว 4 ราย

เมื่อวันที่ 3 ธ.ค. พล.ต.ต.ปราบพาล มีมงคล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดยะลา เปิดเผยว่า สามารถออกหมายจับ ป.วิ อาญา ได้เพิ่มอีก 1 หมาย คือ นายกามารูดิง สะมะแอ ชาว ต.สะเอะ อ.กรงปินัง จ.ยะลา รวมเป็น 4 หมาย โดยมีหลักฐานจากนิติวิทยาศาสตร์ชี้ชัดว่าเป็นผู้ร่วมปฏิบัติการ และยังมีผู้ต้องสงสัยที่ควบคุมตัว อยู่ในระหว่างการซักถามอีก 5 ราย

ด้าน พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ระบุในเว็บไซต์ของสำนักข่าวอิศรา เมื่อวันที่ 27 พ.ย. เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้แล้ว 18 คน และปล่อยตัวไปบางส่วน บางคนก็ถูกออกหมายจับ บางคนออกเป็นหมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

คืนวันที่ 22 พ.ย. เจ้าหน้าที่ปิดล้อมบ้านต้องสงสัยใน ต.คอลอตันหยง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี และเกิดการยิงปะทะก่อนวิสามัญฆาตกรรมผู้ต้องสงสัย 2 คน คือ นายซอบรี หลำโสะ และนายมะยะโก๊ะ ลาเต๊ะ ซึ่งฝ่ายความมั่นคงชี้ว่าเป็นแกนนำในปฏิบัติการกราดยิงป้อม ชรบ.ลำพะยา

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม