สึนามิ: จากผู้ประสบภัยสู่ผู้ช่วยชีวิต ครอบครัวหมอเล่าความทรงจำจากหายนะเมื่อ 15 ปีก่อน

  • 24 ธันวาคม 2019
สึนามิ Image copyright Getty Images

"ม้ากับป๊ารักหนูนะ ไม่ต้องพยายามว่ายน้ำ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นให้ลอยคอเอาไว้อย่างเดียว เดี๋ยวจะมีคนมาช่วยลูกเอง แต่อยากให้รู้เอาไว้ว่าม้ากับป๊ารักหนู" พริ้มเพรา จิตเป็นธม พูดกับลูกชาย 2 คน วัยไม่ถึง 10 ขวบ พร้อมกับกอดพวกเขาไว้แน่น แล้วผละออกเพื่อใส่เสื้อชูชีพให้เด็ก ๆ ทันทีที่เห็นคลื่นลูกที่สองซัดผ่านใต้ท้องเรือของตัวเองไปยังหน้าหาดของเกาะราชาใหญ่

ถึงแม้ว่าวันเวลาผ่านมาถึง 15 ปี แต่สำหรับครอบครัวจิตเป็นธมแล้ว ทุกภาพและทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2547 ยังคงอยู่ในความทรงจำอย่างชัดเจนเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน

เช้าวันนั้นเป็นวันที่พริ้มเพราพาสมาชิกในครอบครัวและเพื่อน ๆ ออกเดินทางจากอ่าวฉลอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต มุ่งหน้าไปยังเกาะราชาใหญ่เพื่อไปเรียนดำน้ำลึก ทว่าก่อนที่พวกเขาจะถึงจุดดำน้ำ คลื่นยักษ์สึนามิได้พัดเข้ามาและทำลายล้างทุกอย่างที่อยู่ในเส้นทางของมันเพียงไม่กี่ชั่วโมง

Image copyright Paris Jitpentom/BBC Thai
คำบรรยายภาพ อ่าวฉลองยังคงเป็นจุดจอดเรือสปีดโบ๊ทหลักของจังหวัดภูเก็ต

คลื่นสองลูกใหญ่ที่เกิดจากแผ่นดินไหวและอาฟเตอร์ช็อกความแรงกว่า 9.1 แมกนิจูด ใต้ทะเลลึกบริเวณตะวันตกเฉียงเหนือของอินโดนีเซียก่อให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิซัดเข้าฝั่งในหลายพื้นที่ทั่วมหาสมุทรอินเดีย ทำลายทรัพย์สินและคร่าชีวิตผู้คนนับแสนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้และแอฟริกา โดยประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตและสูญหายกว่า 8,000 ราย

สำหรับพริ้มเพราและใครอีกหลาย ๆ คน ในเวลานั้นคำว่า "สึนามิ" เป็นคำที่ไม่รู้จักมาก่อน บางคนอาจเคยได้ยินมาบ้างแต่ก็ไม่เข้าใจถึงความรุนแรง แต่ในฐานะที่เป็นนางพยาบาลวิชาชีพ และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขประจำจังหวัดภูเก็ต สิ่งที่เธอคิดถึงเป็นอย่างแรกหลังเกิดเหตุคือต้องรีบเตือนภัย และการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย

ทริปดำน้ำของครอบครัวในครั้งนั้นจึงเปลี่ยนเป็นการเดินทางเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยสึนามิ

รอดเพราะออกเดินทางช้ากว่ากำหนด

พริ้มเพรา และสามีของเธอ นพ. สมชาย จิตเป็นธม ไม่ใช่คนภูเก็ตโดยกำเนิดแต่อยู่อาศัยและทำงานเป็นบุคลากรทางการแพทย์บนเกาะภูเก็ตมาหลายสิบปี

เช้าวันที่ 26 ธ.ค. 2547 พริ้มเพราวางแผนพาเพื่อน 2 คน ที่มาจากกรุงเทพฯ ไปดำน้ำดูปะการังที่บริเวณเกาะราชาใหญ่ โดยพริ้มเพราและสมชายได้พาลูกชายวัย 9 ขวบ และ 5 ขวบ พร้อมด้วยคุณแม่วัยเกือบ 80 ปีและแม่บ้าน ร่วมเดินทางท่องเที่ยวแบบครอบครัวในวันนั้นด้วย

Image copyright Rachaphon Riansiri/BBC Thai
คำบรรยายภาพ ถึงแม้เวลาจะผ่านไป 15 ปี ที่ แต่พริ้มเพราและ นพ.สมชาย จิตเป็นธม ยังจำเรื่องราวในวันเกิดเหตุสึนามิได้อย่างแม่นยำในทุกครั้งที่กลับไปยืนตรงจุดเดิมที่ท่าเรืออ่าวฉลอง

พริ้มเพราไปถึงท่าเรืออ่าวฉลองตามกำหนดเวลา แต่ถังออกซิเจนเพื่อใช้ในการดำน้ำยังมาไม่ถึง ทำให้เธอต้องเสียเวลาไปมากกับการรออุปกรณ์สำคัญ

"ตอนนั้นก็คุยกับคนแถวท่าเรือ มีคนที่ทำงานที่นั่นคนหนึ่งบอกว่าเมื่อเช้ามีข่าวแผ่นดินไหวที่อินโดนีเซีย รู้สึกมาถึงภูเก็ตเลย เราก็ยิ้มอยู่ในใจว่ามันเกินไปรึเปล่า ก็ไม่ได้คิดมากอะไรและลงเรือไป" พริ้มเพรากล่าว

ตอนแรกทางครอบครัววางแผนเอาไว้ว่าจะพาเด็ก ๆ คุณแม่ และแม่บ้านขึ้นไปส่งที่ชายหาดของเกาะราชาใหญ่ก่อนเพื่อให้เล่นน้ำรออยู่ที่ชายหาด จากนั้นกลุ่มผู้ใหญ่และครูฝึกจะออกเรือไปดำน้ำลึกนอกชายฝั่งของเกาะราชาใหญ่

"พอเรือสปีดโบ๊ทที่เรานั่งมาใกล้จะถึงเกาะ ครูดำน้ำที่เดินทางมาด้วยกันก็บอกให้หยุดเรือก่อน เพราะเขาเห็นสิ่งผิดปรกติที่ชายหาด เขาชี้ให้ดูและพวกเราก็เห็นว่าน้ำทะเลบริเวณชายหาดลดลงอย่างรวดเร็ว จากนั้นครูดำน้ำก็สั่งให้เรือหันหัวออกไปสู่ทะเล" พริ้มเพราอธิบาย

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ภาพความเสียหายบางส่วนจากสึนามิ

"ทันใดนั้นพวกเราก็รู้สึกได้ถึงคลื่นลูกแรกที่ยกเรือเราขึ้น และพัดเข้าชายฝั่ง จากนั้นมันก็ซัดเอาร่มและเก้าอี้บนชายหาดและดึงสิ่งของต่าง ๆ ลงมาในทะเล จากนั้นลูกที่สองก็ซัดมา คราวนี้มันเข้าปะทะกับบังกะโลและร้านอาหารเข้าอย่างจัง และดึงเอาทุกอย่างลงน้ำมาด้วย"

จากนั้นเพื่อนของพริ้มเพราได้ติดต่อสอบถามนายทหารเรือที่รู้จักว่าจึงได้ข้อมูลว่าเกิด"สึนามิ"ถึงแม้เธอจะยังไม่เข้าใจมันเป็นอย่างดีแต่คำแนะนำจากปลายสายก็ชัดเจนแล้วว่าเธอต้องหาเรือลำใหญ่กว่านี้เพื่อขึ้นไปหลบภัย

ภารกิจกู้ชีพ

หลังจากที่คลื่นทั้งสองลูกพัดผ่านไปแล้ว แต่ด้วยความที่ยังไม่รู้ว่าเหตุการณ์จะรุนแรงขึ้นกว่านี้หรือเปล่า สมชายจึงเริ่มมองหาเรือลำใหญ่ในบริเวณใกล้เคียงตามคำแนะนำของเพื่อนที่เป็นนายเรือ เพื่อขอขึ้นไปหลบภัย

"จากจุดนั้นไม่ไกลมาก มีเรือลำใหญ่อยู่ลำหนึ่งกำลังมุ่งหน้าออกไปในทะเล ผมจึงขอให้คนขับเรือของเราขับไปเทียบกับเรือใหญ่ลำนั้น แต่เรือก็ไม่ได้มีท่าทีว่าจะจอดให้ เรือสปีดโบ๊ทของเราจึงขับไปปาดหน้าเรือลำใหญ่เพื่อขอให้เขาหยุดรับเรา" สมชายกล่าว

Image copyright Primpraow Jitpentom
คำบรรยายภาพ ครอบครัวจิตเป็นธมได้รับความช่วยเหลือจากเรือมหิดล โดยทางกัปตันอนุญาตให้ทุกคนขึ้นเรือมาก่อนภารกิจกู้ชีพจะเริ่มขึ้น

สถาพร สว่างพักตร์ ดำรงตำแหน่งต้นเรือของเรือมหิดลอยู่ ณ ขณะนั้นเล่าให้บีบีซีไทยฟังว่าทันทีที่รู้สึกได้ถึงความผิดปรกติในทะเล เขาจึงแจ้งกัปตันเรือเพื่อนำเรือออกในทันที

"อยู่ดี ๆ ท้ายเรือก็ปัด และน้ำทะเลก็ดันขึ้นสูง จึงบอกให้ต้นกลติดเครื่องยนต์ ทั้งชีวิตการเดินเรือ ไม่เคยเจอเหตุการณ์อะไรแบบนี้มาก่อน ผมก็รีบไปบอกผู้การว่ามันเกิดอะไรขึ้นไม่รู้ ให้รีบติดเครื่องเรือเพื่อเตรียมออก โดยตอนนั้นท้ายเรือเริ่มปัดไปมา เราจึงถอนสมอขึ้นเพื่อเตรียมออกเรือ"

"ทันใดนั้นก็มีสปิดโบ๊ทของนักท่องเที่ยวที่มาดำน้ำที่บริเวณเกาะราชา เข้ามาขวางหน้าเรือโดยผู้โดยสารได้ตะโกนขึ้นมาเพื่อขอขึ้นเรือใหญ่ โดยเรือนักท่องเที่ยวลำนั้นมีทั้งเด็กและผู้สูงอายุ"

ทันทีที่กัปตันเรืออนุญาตให้ขึ้น นักท่องเที่ยวทั้งหมด 16 คน จึงปืนขึ้นมาบนเรือจากบันไดลิงที่ทอดลงไปในทะเล โดย 4 คนจากในกลุ่มนี้ มีบุคลากรทางการแพทย์รวมอยู่ด้วย ประกอบด้วยแพทย์ 2 คน และพยาบาล 2 คน

ภารกิจเรือมหิดล

นอกจากภารกิจสำรวจและวิจัยแล้ว หนึ่งในวัตถุประสงค์หลักในการต่อเรือมหิดล ของกรมประมงก็คือการนำมาใช้เพื่อการกู้ภัยทางทะเล ถึงแม้ว่าเรือมหิดลไม่เคยถูกนำมาใช้เพื่อวัตถุประสงค์นี้มาก่อน แต่ความพร้อมด้านบุคลากรและความฉุกเฉินของเหตุกการณ์ทำให้สถาพรคิดว่านี่เป็นโอกาสที่ดีในการทำตามวัตถุประสงค์ของเรือที่ตั้งไว้

Image copyright Rachaphon Riansiri/BBC Thai
คำบรรยายภาพ สถาพร สว่างพักตร์ เป็นผู้ไปแจ้งกัปตันเรือในวันเกิดเหตุให้เริ่มออกเดินทางค้นหาผู้ได้รับบาดเจ็บเพื่อนำไปส่งที่โรงพยาบาล

"เราได้ข่าวจากวิทยุสื่อสารว่าที่เกาะราชาใหญ่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์และไม่ได้รับความเสียหายมากนัก แต่ที่เกาะพีพีมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมากและได้รับความเสียหายอย่างหนัก ตอนนั้นก็เริ่มรู้สึกได้เลยว่าเหตุการณ์นี้ใหญ่กว่าที่คิดไว้เยอะ และคิดว่ายังไงก็ต้องเข้าไปให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยทุกคน" สถาพรกล่าวกับบีบีซีไทยบนเรือมหิดลซึ่งจอดทอดสมออยู่ที่ อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ

สมชายและพริ้มเพราเดินทางขึ้นมาจากภูเก็ตเพื่อมารำลึกถึงเหตุการณ์เมื่อ 15 ปีก่อนบนเรือมหิดลที่เขาและเธอร่วมกับเจ้าหน้าที่เรือดัดแปลงเป็น "โรงพยาบาลกลางน้ำ" เพื่อช่วยชีวิตผู้ประสบภัย

Image copyright Paris Jitpentom/BBC Thai
คำบรรยายภาพ เรือมหิดลที่เคยใช้กู้ภัยทางทะเลเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ถูกจอดเอาไว้เพื่อรอการซ่อมแซม ก่อนจะออกไปเดินทางได้อีกครั้ง

"ผมไปปรึกษากับผู้การเรือและบอกว่าเราควรไปให้ความช่วยเหลือ ยาเราก็พอมีอยู่บนเรือ และเราก็ยังมีบุคลากรทางการแพทย์อยู่บนเรือด้วย เราจึงไปเชิญ นพ. สมชาย จิตเป็นธม และ นพ. ปรเมศร์ ไตรภพ เรื่องภารกิจช่วยเหลือคนที่เกาะพีพี"

จากนั้นเรือมหิดลได้มุ่งหน้าสู่เกาะพีพีเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยระหว่างทางเจ้าหน้าที่เรือได้รับการประสานกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่ออัพเดตสถานการณ์อยู่ตลอด แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะต้องกับภาพที่ปรากฏอยู่ข้างหน้าเมื่อเดินทางทางเกาะพีพีแล้ว

"เราเห็นขยะลอยเกลื่อนเต็มท้องทะเล ทั้งเตียงนอน ถังน้ำแข็ง ตู้เย็น และอีกหลาย ๆ อย่าง ปกคลุมผิวน้ำบริเวณหน้าอ่าวของเกาะพีพี และเมื่อเข้าไปใกล้ขึ้น เราก็ได้เห็นภาพที่ศพถูกมัดเอาไว้กับจุดผูกเรือเพื่อไม่ให้ลอยหายไป มันเป็นภาพที่น่าสลดใจมาก" สถาพรกล่าว

ทีมแพทย์และพยาบาลบนเรือมหิดลเริ่มให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บทันที โดยเขาและเธอให้การปฐมพยาบาลก่อนที่จะนำตัวไปส่งที่โรงพยาบาลบนเกาะภูเก็ต

"ตอนนั้นได้โทรไปประสานกับผู้อำนวยการโรงพยาบาลวชิระภูเก็ตเพื่อเตรียมแผนรับภัยฉุกเฉินไว้ได้เลย และขอให้นำรถพยาบาลมารอรับที่ท่าเรืออ่าวฉลองไว้ด้วย เราจึงเริ่มรับผู้บาดเจ็บขึ้นมา บางคนกระดูกซี่โครงหัก บางคนเป็นแผลโดนบาด และบางคนได้รับความกระทบการะเทือนที่อวัยวะภายใน" พริ้มเพรากล่าว

"เราใช้เวลาอยู่ตรงนั้นจนค่ำและกลับออกมาช่วยคนเพิ่มเติมอีกในวันรุ่งขึ้น รวมทั้งสิ้นเราให้ความช่วยเหลือคนไปเกือบ 400 คน"

Image copyright Primpraow Jitpentom
คำบรรยายภาพ ภารกิจการช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ทำการช่วยชีวิตผู้บาดเจ็บบริเวณเกาะพีพีได้เกือบ 400 คน

เตรียมพร้อมรับมือ

ในวันเกิดเหตุเมื่อ 15 ปีที่ผ่านมา คงมีคนไม่มากที่รู้จักว่าสึนามิคืออะไร มันมีความรุนแรงขนาดไหน และมันเกิดมาจากอะไร หนึ่งในสาเหตุที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมากเพราะขาดความรู้และขาดระบบการเตือนภัย

ภาพที่นักท่องเที่ยววิ่งลงไปในทะเลเมื่อน้ำลดลงไปอย่างผิดปรกติมีให้เห็นได้จากในข่าว ซึ่งสื่อให้เห็นได้ชัดเจนว่าคนไม่น้อยที่ไม่เข้าใจถึงเหตุภัยพิบัติชนิดนี้

นายประพันธ์ ขันธ์พระแสง หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดภูเก็ต บอกกับบีบีซีไทยว่าเหตุการณ์ในครั้งนั้นเป็นบทเรียนครั้งสำคัญในด้านการเตือนสาธารณภัยในประเทศไทย และจากวันนั้นถึงวันนี้ ระบบการเตือนภัยได้รับการพัฒนามาเรื่อย ๆ จนทัดเทียมมาตรฐานโลก

"ตอนนี้เรามีทุ่นลอยอยู่บริเวณหมู่เกาะนิโคบาร์ ห่างจากหมู่เกาะสุรินทร์ออกไปประมาณ 200 กิโลเมตร ถ้าเกิดแผ่นดินไหวในทะเลเครื่องนี้ก็จะส่งสัญญาณไปที่ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ และทางศูนย์ก็จะส่งสัญญาณเตือนภัยไปยังจังหวัดทางทางแถบทะเลอันดามันได้ทั้งหมด" ประพันธ์กล่าว

"ที่ภูเก็ตเองก็มีหอเตือนภัยขนาดใหญ่อยู่หลายแห่งทั่วเกาะ และมีความพร้อม 100% เรามีการทดสอบสัญญาณเตือนภัยผ่านเพลงชาติที่กระจายเสียงจากหอเหล่านี้ทุกวันพุธในเวลา 8 โมงเช้า เพื่อยืนยันว่าหอเรามีความพร้อมอยู่ตลอด"

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ นักท่องเที่ยวเล่นวอลเลย์บอลชายหายใกล้หอเตือนภัยสึนามิบนหาดป่าตอง จ.ภูเก็ต

ประพันธ์เน้นย้ำว่าถ้าเกิดเหตุสึนามิจริง ๆ จะมีสัญญาณเตือนภัย และเสียงประกาศ 5 ภาษา ได้แก่ ไทย อังกฤษ เยอรมัน จีน และญี่ปุ่น ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้เตรียมตัว เมื่อได้ยินสัญญาณเตือนภัย ผู้ที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยควรรีบอพยพไปตามเส้นทางที่มีป้ายบอกไว้ โดยหยิบเฉพาะสิ่งของที่จำเป็นเท่านั้นติดตัวไป และสิ่งของนั้นต้องไม่เป็นภาระให้คนอื่น หรือถ้าบริเวณนั้นมีอาคารสูงอย่างน้อยสามชั้นขึ้นไปก็ให้ขึ้นไปหลบบนอาคารได้

"ตอนนี้มีการซ้อมหนีสึนามิกันอยู่ทุกปี คนในพื้นที่จะตื่นตัวกับเรื่องพวกนี้มาก ตอนนี้ที่ห่วงที่สุดคือกลุ่มนักท่องเที่ยว แต่เราก็มีการประชาสัมพันธ์ผ่านทางโรงแรมตลอด ในอนาคตเราจะทำการประชาสัมพันธ์ผ่านข้อความทางโทรศัพท์เพื่อแจ้งให้คนในพื้นที่เสี่ยงทราบ"

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ นักท่องเที่ยวกำลังวิ่งหนีคลื่นที่โถมเข้ามาเมื่อวันที่ 26 ธ.ค. 2547 ที่หาดไรเลย์ จ.กระบี่

ศพไร้อัตลักษณ์ รอวันกลับบ้าน

ภัยพิบัติสึนามิในปี 2547 นำความเสียหายในหลายพื้นที่ โดยยอดรวมทั้งหมดของผู้เสียชีวิตทั่วโลกจากเหตุการณ์สึนามิมีมากกว่า 227,000 รายทั่วโลก ในส่วนของประเทศไทยนั้นมีผู้เสียชีวิตถึง 5,395 รายซึ่งถือได้ว่ามีตัวเลขสูงอันดับที่ 4 ของโลกจาก 14 ประเทศที่ได้รับรายงานผู้เสียชีวิต

ในช่วงแรกหลังจากเหตุการณ์สึนามิได้เกิดขึ้น ร่างไร้วิญญาณของผู้ประสบภัยนับพันศพจากพื้นที่ จ.พังงา ที่ถือว่าเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดในประเทศไทย ได้ถูกนำไปรวบรวมเอาไว้ที่วัดนิกรวราราม หรือที่รู้จักกันดีในชื่อวัดย่านยาว เพื่อการตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลก่อนส่งคืนให้ญาติ

Image copyright BBC Thai

หลังผ่านเหตุการณ์ไม่นาน มีศพที่รอให้ญาติมาเทียบผลดีเอ็นเอและพากลับไปประกอบพิธีกรรมตามความเชื่ออยู่นับพันศพ โดยทางสถาบันนิติเวชได้ทำการย้ายศพไปอยู่ที่สุสานไม้ขาว จ.ภูเก็ต เพื่อให้สะดวกต่อชาวต่างชาติที่มาขอติดต่อนำญาติคืน เพราะใกล้สนามบินและสะดวกในการเดินทางมากกว่า

หลังจากนั้น 2 ปี ยังมีศพไร้ญาติตกค้างอยู่กว่า 400 ศพ จึงสั่งให้ทำการย้ายศพที่เหลือทั้งหมดกลับไปไว้ที่สุสานศพไร้ญาติ บ้านบางมรวน ต.บางม่วง อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ซึ่งภายหลังได้รับการจัดทำใหม่และเปลี่ยนชื่อเป็นสุสานศพนิรนามเหตุการณ์สึนามิ

ร.ต.อ. อมรเทพ เหมียนทอง รองสารวัตรสอบสวนประจำสถานีตำรวจภูธรตะกั่วป่าบอกกับบีบีซีไทยว่าถึงวันนี้ยังมีศพที่รอคอยการเทียบเคียงผลดีเอ็นเอถูกฝังไว้ที่สุสานเป็นจำนวนมาก โดยจากสถิติล่าสุดยังมีศพและชิ้นส่วนของศพที่ระบุตัวตนไม่ได้ตกค้างอยู่ 369 ศพ และยังมีศพของแรงงานชาวเมียนมาที่ได้รับการยืนยันตัวตนแล้วอีก 25 ศพ

Image copyright Rachaphon Riansiri/BBC Thai
คำบรรยายภาพ สุสานผู้ประสบภัยสินามิที่ ต.บางม่วง อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ปัจจุบันยังมีศพที่ไม่สามารถพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลได้ อยู่เกือบ 400 ศพ

"ตั้งแต่ศพที่เหลือทั้งหมดย้ายกลับมาอยู่ที่นี่ มีเพียงแค่ 10 กว่าศพเท่านั้นที่ได้รับการติดต่อจากญาติมารับกลับบ้าน โดยล่าสุดก็มีมาอีกรายเมื่อสองปีที่แล้ว" ร.ต.อ. อมรเทพ กล่าว