แม่น้ำโขง : ลาวปลื้มรัฐบาลไทยสนับสนุนเขื่อนหลวงพระบาง คาดเริ่มก่อสร้างปีหน้า

  • 24 ธันวาคม 2019
ปรากฏการณ์น้ำโขงสีคราม หรือน้ำหิวตะกอน เกิดขึ้นเมื่อปลายเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งนักวิชาการ ชี้ว่า เป็นผลจากการที่เขื่อนกักเก็บตะกอนไว้ จากภาพเป็นแม่น้ำโขง บริเวณบ้านแสนพัน อ.ธาตุพนม จ.นครพนม Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ ปรากฏการณ์น้ำโขงสีคราม หรือน้ำหิวตะกอน เกิดขึ้นเมื่อปลายเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งนักวิชาการ ชี้ว่า เป็นผลจากการที่เขื่อนกักเก็บตะกอนไว้ จากภาพเป็นแม่น้ำโขง บริเวณบ้านแสนพัน อ.ธาตุพนม จ.นครพนม

สำนักทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เริ่มกระบวนการให้ข้อมูลเขื่อนหลวงพระบาง เขื่อนแห่งใหม่ของ สปป.ลาว ที่มีกำหนดก่อสร้างในปีหน้า โดยจัดที่ จ.นครพนมเป็นเวทีแรก ขณะที่ภาคประชาชน 8 จังหวัดแม่น้ำโขง เห็นว่ากระบวนการนี้จะเป็นเพียง "ตรายางให้สร้างเขื่อน"

"โครงการนี้อาจจะได้เดินหน้าปฏิบัติก่อนเขื่อนปากแบง และเขื่อนปากลายด้วยซ้ำ เพราะว่าทางรัฐบาลไทย ก็ให้การสนับสนุนพอสมควร" ดร.จันสะแหวง บุนยง อธิบดีกรมนโยบายและแผนพลังงานสปป.ลาว กล่าวในเวทีให้ข้อมูลโครงการก่อสร้างเขื่อนหลวงพระบางที่จัดขึ้นที่ จ.นครพนม วันนี้ (24 ธ.ค.) ซึ่งมีชุมชนที่มีส่วนได้ส่วนเสียจาก จ.นครพนม หนองคาย และบึงกาฬ มาร่วมประมาณ150 คน

สปป. ลาว เสนอโครงการก่อสร้างเขื่อนหลวงพระบางเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเขื่อนแห่งที่ 5 ในแม่น้ำโขงสายประธาน ขนาดกำลังผลิตไฟฟ้า 1,460 เมกะวัตต์ มีกลุ่มบริษัท ช.การช่าง จากประเทศไทย เป็นผู้พัฒนาและดำเนินการก่อสร้าง

ขณะที่วานนี้ (23 ธ.ค.) เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลต่อกระบวนการนี้ โดยชี้ว่าเวทีปรึกษาหารือฯ 4 โครงการที่ผ่านมา "พิสูจน์ชัดว่าเป็นกระบวนการที่ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง และเป็นเพียงตรายางในการรับรองให้โครงการเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักสามารถดำเนินการได้ โดยไม่ได้ใส่ใจต่อข้อกังวลของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย" สำนักทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้จัดเวทีให้ข้อมูลโครงการตามกระบวนการแจ้ง ปรึกษาหารือล่วงหน้า (PNPCA) ตามข้อตกลงแม่น้ำโขง ซึ่งตามนิยามของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ระบุว่า ในกระบวนการนี้ประเทศสมาชิกไม่มีสิทธิยับยั้งโครงการ

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ เวทีให้ข้อมูลโครงการก่อสร้างเขื่อนหลวงพระบางในส่วนของไทย จัดขึ้นที่ จ.นครพนม เป็นเวทีแรก อีกสองเวทีจะจัดขึ้นที่ จ.อำนาจเจริญ และ จ.เลย ภายในเดือน ก.พ. ปีหน้า

ลาวเร่งผลักดันก่อสร้างเขื่อนหลวงพระบาง

ดร.จันสะแหวง บุนยง อธิบดีกรมนโยบายและแผนพลังงาน สปป.ลาว กล่าวว่ารัฐบาลลาวให้ความสำคัญกับการพัฒนาไฟฟ้าเป็นลำดับต้น ๆ เพราะลาวไม่มีความสามารถในการแข่งขันด้านอื่น แต่มีข้อจำกัดว่าตลาดผู้ใช้ไฟฟ้าในลาวมีน้อย การพัฒนาจึงต้องขายให้กับประเทศอื่น

"ได้ขายไฟฟ้า และได้เกิดการพัฒนาในพื้นที่ มีการสร้างถนนหนทางเอาน้ำเอาไฟไปให้ อันนี้คือสิ่งที่ได้กับประชาชนของลาว"

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ สปป.ลาว ให้ข้อมูลโครงการเขื่อนหลวงพระบางว่าเป็นเขื่อนแบบน้ำไหลผ่าน (run-of-river) มีทางเดินเรือและทางขึ้นลงของปลาในลักษณะของลิฟต์ยกระดับ โครงการนี้ใช้บริษัทที่ปรึกษาที่เป็นมืออาชีพ ผ่านการออกแบบเขื่อนมาแล้วกว่า 2,000 แห่ง

ดร.จันสะแหวงกล่าวว่า โครงการเขื่อนหลวงพระบางเป็นโครงการที่มีความสำคัญลำดับต้น ๆ ที่ทางรัฐบาลลาวและรัฐบาลไทยสนับสนุนร่วมกัน โดยความคืบหน้าของสัญญาการซื้อขายไฟขณะนี้ ยังอยู่ระหว่างทำข้อตกลงกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ บริษัท ช.การช่าง และคาดว่าจะมีการเริ่มก่อสร้างก่อนโครงการเขื่อนปากแบง และเขื่อนปากลาย ที่ผ่านกระบวนการปรึกษาหารือฯ ไปแล้ว

ตัวแทนจากรัฐบาลลาวกล่าวอีกว่า จะนำข้อกังวลจากทุกฝ่ายไปพิจารณาและให้ผู้เชี่ยวชาญระดับชาติมาดู รวมทั้งจะรายงานผลการวิเคราะห์ในประเด็นต่าง ๆ กลับมาให้ทั้ง 4 ประเทศได้รับทราบ

สทนช. ชี้เขื่อนหลวงพระบาง ยังต้องมีการปรับรูปแบบ

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า เวทีให้ข้อมูลและเสนอข้อห่วงกังวลนี้ จะนำมารวบรวมเป็นข้อมูลร่วมกับประเทศสมาชิกแม่น้ำโขงเพื่อหามาตรการในการป้องกันผลกระทบผ่านการวางแผนก่อสร้างและออกแบบรูปแบบของเขื่อนให้ชัดเจน โดยทั้งไทย เวียดนาม และกัมพูชา ในฐานะประเทศสมาชิกที่ใช้แม่น้ำโขงร่วมกัน เห็นตรงกันว่าก่อนเริ่มการก่อสร้าง ประเทศสมาชิกจะต้องมีข้อตกลงร่วมกัน (Joint Action Plan- JAP) ให้ได้ก่อน

จากข้อมูลโครงการที่ สปป.ลาว เสนอ เขื่อนหลวงพระบางมีการถอดแบบมาจากเขื่อนไซยะบุรี ซึ่งมีการปรับแบบไปแล้วตามข้อเสนอแนะของประเทศสมาชิก แต่ก็ต้องมีการพิสูจน์ให้เห็นชัดเจนว่าเมื่อดำเนินการแล้วเกิดผลกระทบอย่างไร และจะมีผลกระทบให้น้อยกว่านี้ได้อย่างไร

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai

"ที่ผ่านมาเขื่อนไซยะบุรีอาจมีผลกระทบให้เห็นชัดเจนเรื่องการขึ้นลงของระดับน้ำ กรณีเขื่อนหลวงพระบางจึงอาจต้องมีการปรับรูปแบบเพื่อให้ลดผลกระทบ แต่ว่าเขื่อนหลวงพระบางอยู่เหนือเขื่อนไซยะบุรี ผลกระทบอาจไม่มากเท่าเขื่อนไซยะบุรี"

เกี่ยวกับข้อสังเกตจากภาคประชาชนว่าการให้ข้อมูลเขื่อนหลวงพระบางไม่ครอบคลุมพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ จากที่พิกัดการก่อสร้างใกล้กับ จ.เชียงราย เลขาธิการ สทนช. ชี้แจงว่า เขื่อนหลวงพระบางอยู่ใต้โครงการเขื่อนปากแบง ใน สปป. ลาว ซึ่งเมื่อครั้งเริ่มโครงการได้มีกระบวนการปรึกษาหารือไปแล้ว

สำหรับกรณีของปรากฏการณ์แม่น้ำโขงสีคราม หรือ น้ำหิวตะกอน ซึ่งนักวิชาการชี้ว่าเป็นผลจากเขื่อนเก็บกักตะกอนแม่น้ำไว้ และปัญหาการผันผวนของระดับน้ำท้ายเขื่อนไซยะบุรี ดร.สมเกียรติกล่าวว่า ประเทศไทยเตรียมเสนอไปยัง สปป.ลาว เพื่อให้แจ้งกับผู้พัฒนาเขื่อนให้ปรับการบริหารจัดการ รวมทั้งการติดตั้งจุดวัดน้ำและจุดวัดสังเกตตะกอน ซึ่งที่ผ่านมายังขาดความต่อเนื่อง

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai

"เมื่อก่อนน้ำมีปริมาณมาก พอมีปริมาณกระแสน้ำน้อยอาจจะทำให้ตะกอน สารแขวนลอยลดลงไป ต้องดูว่าการออกแบบระบบระบายตะกอนแบบนี้จะสามารถจะเพิ่มตะกอนยังไงได้บ้าง"

ประชาชน 8 จังหวัดน้ำโขง ซัดกระบวนการปรึกษาหารือฯ เป็นเพียง "ตรายาง" ให้สร้างเขื่อน

เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง ออกแถลงการณ์แสดงความกังวลว่า กระบวนการปรึกษาหารือฯ "จะยิ่งทำให้เกิดการรับรองในระดับภูมิภาคในการสร้างเขื่อนแม่น้ำโขงแห่งใหม่เพิ่มมากขึ้น" ขณะที่ปัญหาและผลกระทบจากเขื่อนไซยะบุรี และ เขื่อนดอนสะโฮง ยังไม่มีแนวทางการแก้ไข และมาตรการลดผลกระทบข้ามพรมแดนที่ชัดเจน ทั้งจากภาครัฐและเจ้าของโครงการ

กระบวนการปรึกษาหารือฯ ไม่สามารถนำเสียงของประชาชนสู่กระบวนการตัดสินใจในการจัดการแม่น้ำโขงได้อย่างแท้จริง และการจัดเวทีให้ข้อมูล ไม่ครอบคลุมพื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบทั้งหมดโดยเฉพาะบริเวณ จ.เชียงราย ซึ่งอยู่ใกล้กับเขื่อนหลวงพระบางมากที่สุด

เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง เสนอว่ารัฐควรจะต้องดำเนินการปกป้องคุ้มครองประชาชน บนฐานของสิทธิชุมชน การมีส่วนร่วมของประชาชน และการป้องกันผลกระทบ โดยเฉพาะชุมชนที่อาจต้องแบกรับภาระต้นทุนและผลกระทบของโครงการในระยะยาว

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ กระบวนการปรึกษาหารือฯ ตามกลไกของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ประเทศสมาชิกไม่มีสิทธิยับยั้งโครงการที่ประเทศอื่นเสนอ

"แม้จะไม่ใช่โครงการของรัฐบาลไทยโดยตรง แต่รัฐบาลไทยก็ถือเป็นผู้ซื้อไฟฟ้ารายใหญ่ของโครงการเขื่อนบนแม่น้ำโขงตามแผนทั้งหมด" เครือข่ายประชาชนฯ ระบุในแถลงการณ์

เขื่อนหลวงพระบาง และกระบวนการปรึกษาหารือฯ ที่ประเทศลุ่มน้ำโขงไม่มีสิทธิยับยั้ง

พื้นที่ก่อสร้างเขื่อนหลวงพระบางอยู่บนแม่น้ำโขงตอนบนของนครหลวงพระบาง 25 กิโลเมตร เป็นโครงการเขื่อนแบบน้ำไหลผ่าน (run-of-river) แบบขั้นบันไดในแม่น้ำโขง มีแผนก่อสร้างในปี 2563 และคาดว่าจะเริ่มดำเนินการระบบผลิตไฟฟ้าในปี 2570 พื้นที่อ่างเก็บน้ำคาดว่าจะอยู่ในพื้นที่ จ.อุดมไซ และหลวงพระบาง

ในการให้ข้อมูลที่เวทีประชุมปรึกษาหารือและให้ข้อมูลระดับภูมิภาค ครั้งที่ 8 (Regional stakeholder forum) เมื่อต้นเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา ผู้แทนกระทรวงพลังงานและบ่อแร่ของ สปป. ลาว เปิดเผยว่าของโครงการมีมูลค่าสูงถึง 3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ผู้ดำเนินการ คือ บริษัท ไฟฟ้าหลวงพระบาง จำกัด ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง สปป.ลาว และบริษัท PetroVietnam Power Corporation และมีผู้พัฒนาจากไทย คือ ช.การช่าง

เอกสารข้อมูลโครงการระบุว่า โครงการมีความยาวของโรงไฟฟ้า 275 เมตร กว้าง 97 เมตร และสูง 80 เมตร มีการก่อสร้างทางผ่านปลา และช่องทางเดินเรือบริเวณฝั่งขวาของแม่น้ำ มีสายส่งไฟฟ้า ไปยังเวียดนามและไทย

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai

คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ระบุว่ากระบวนการปรึกษาหารือฯ มิใช่สิทธิในการ "ยับยั้ง" หรือสิทธิในการดำเนินการ "ฝ่ายเดียวโดยไม่คำนึงถึงผู้อื่น" และไม่ได้เป็นกระบวนการตัดสินใจต่อโครงการว่า"ให้หรือไม่ให้ก่อสร้าง" แต่เป็นการให้ประเทศสมาชิกอื่นตกลงกำหนดมาตรการร่วมกันในการป้องกันผลกระทบข้ามพรมแดน

"ไม่ใช่การอนุมัติโครงการ ไม่ใช่การให้คำตอบว่าให้หรือไม่ให้ก่อสร้าง ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก อย่างเช่นในกรณีเขื่อนไซยะบุรีและดอนสะโฮง" เจ้าหน้าที่ MRC กล่าวที่เวทีในกรุงเวียงจันทน์ เมื่อต้นเดือน พ.ย.

สุริยา โคตะมี ภาคประชาสังคมจากลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำสงคราม จ.นครพนม แสดงความกังวลต่อกระบวนการในการบรรเทาปัญหาผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขง ที่ผ่านมาไม่มีหน่วยงานที่เป็นเจ้าภาพรับผิดชอบ ทั้งปัญหาน้ำไม่พอใช้ สัตว์น้ำลดลง และการขึ้นลงผิดปกติของน้ำ

"ในฐานะเป็นผู้เสียสละกับผลประโยชน์คนส่วนใหญ่ เสียสละวิถีชีวิตไป เจ้าของโครงการได้ประโยชน์ แล้วเราได้ไหม ค่าไฟเราก็ยังเสียเหมือนเดิม"

ด้าน ศ.ดร. ทวนทอง จุฑาเกตุ นักวิชาการจาก ม.อุบลราชธานี ในฐานะผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ ซึ่งให้ความเห็นต่อร่างรายงานทบทวนทางด้านเทคนิคของโครงการ กล่าวว่า รายงานยังมีข้อมูลที่ไม่เพียงพอเกี่ยวกับการศึกษาผลกระทบระบบนิเวศสัตว์น้ำและปัญหาการกักตะกอน

เขาชี้ว่าข้อสังเกตที่สำคัญต่อรายงานฉบับนี้ คือ จำนวนของชนิดปลาที่มีการสำรวจแค่เดือนเดียว แต่ปลาอพยพไปมาและไม่ได้สำรวจในฤดูกาลที่เหมาะสม ซึ่งควรจะเป็นช่วงเดือน พ.ค- มิ.ย. ทำให้ขาดข้อมูลที่สำคัญที่อาจส่งผลต่อการตีความระดับความรุนแรงของปัญหา

"ข้อมูลไม่เห็นภาพสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในรอบปี ทั้งชนิดปลาในบริเวณนั้นและผลการจับปลาในช่วงฤดูกาล"

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม