สึนามิ: จากเด็กกำพร้าเพราะคลื่นยักษ์ สู่ผู้ให้-ธารน้ำใจแก่เยาวชนผู้สูญเสีย

  • 25 ธันวาคม 2019
อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
สึนามิ: จากเด็กกำพร้าเพราะคลื่นยักษ์ สู่ผู้ให้-ธารน้ำใจแก่เยาวชนผู้สูญเสีย

นี่คือเรื่องราวของเด็กกำพร้าผู้รอดชีวิตจากคลื่นยักษ์สึนามิ ที่ในวันนี้กลายเป็น"ผู้ให้" หลังจากพวกเขาแปรเปลี่ยนความสูญเสียจากคลื่นยักษ์มาเป็นสายธารน้ำใจแก่เยาวชนผู้สูญเสียใน จ. พังงา และพื้นที่ประสบภัยอีกฟากฝั่งมหาสมุทรอินเดีย

คลื่นยักษ์ที่พัดถล่มชายฝั่งทะเลอันดามันของไทย ในวันที่ 26 ธ.ค. เมื่อ 15 ปีก่อน คร่าชีวิตผู้คนในไทยกว่า 8,000 ราย ในจำนวนนั้นคือสมาชิกในครอบครัวของ "วรรธนะ สิทธิราโชติ" ในวัยเพียง 12 ขวบ ซึ่งทำให้เขาต้องเริ่มต้นชีวิตเป็น "เด็กกำพร้า" นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

ด้วยความเมตตาของ รจนา แพรศรีทอง หรือครูเอ๋ ที่เข้าอุปการะช่วยเหลือเหล่าเด็กกำพร้า หรือ เด็กที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สึนามิ และเป็นผู้ก่อตั้ง "บ้านธารน้ำใจ" ขึ้นใน จ. พังงา หนึ่งในพื้นที่ประสบภัยสึนามิรุนแรงที่สุดของไทย ทำให้วรรธนะกลับมามีความหวังในการใช้ชีวิตอีกครั้ง หลังสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไป

"ครูเอ๋ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิให้ความช่วยเหลือผมเรียนจบปริญญาตรี และให้โอกาสผมไปเรียนต่อในต่างประเทศ" เขาให้สัมภาษณ์สำนักข่าวรอยเตอร์ ที่มูลนิธิบ้านธารน้ำใจ ต.บางม่วง อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ วรรธนะ สิทธิราโชติ วัย 27 ปี ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์สึนามิ ที่ผันตัวมาเป็นเลขาธิการมูลนิธิธารน้ำใจ

"ปัจจุบัน ผมก็กลับมาทำงานช่วยเหลือครูรจนาครับ" ในฐานะเลขาธิการมูลนิธิ สืบทอดเจตนารมณ์ของ "ครูเอ๋" ที่ได้จากไปเมื่อไม่กี่ปีก่อน

แผ่นดินไหวขนาด 9.1 เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. ปี 2547 ตามด้วยอาฟเตอร์ช็อก ก่อให้เกิดคลื่นยักษ์สึนามิซัดถล่มพื้นที่ชายฝั่งหลายแห่งทั่วมหาสมุทรอินเดีย รวมถึงพื้นที่ชายฝั่งทะเลอันดามันของไทยในหลายจังหวัด อาทิ พังงา ระนอง ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล

ภัยพิบัติในครั้งนั้น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 2 แสน 3 หมื่นคนทั่วมหาสมุทรอินเดีย

"จากเต็นท์สู่ตึก"

บ้านธารน้ำใจก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์ช่วยเหลือเด็ก ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากสึนามิเพียงชั่วคราว และแรกเริ่มเดิมทีได้ให้การดูแล "เด็กสึนามิ" หรือคำที่ใช้เรียกเด็กกำพร้าจากคลื่นยักษ์เพียง 70 คนเท่านั้น

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ จากที่พักชั่วคราว ปัจจุบันกลายมาเป็นสถานสงเคราะห์ขนาดใหญ่

อังคณา ชาตรีกุล หรือครูกบ วัย 47 ปี เจ้าหน้าที่อาวุโสประจำมูลนิธิ เป็นสมาชิกรุ่นบุกเบิกของบ้านธารน้ำใจ และช่วยสร้างแหล่งพักพิงสำหรับผู้ประสบภัยวัยเยาว์จาก "เต็นท์" และ "โลงศพ"

"ตอนนั้น ไปเอาโลงศพจากวัดเลยมาสร้างพื้น และเอาเต็นท์มาจากที่กรุงเทพฯ"

หลังรจนา ผู้ก่อตั้งได้เสียชีวิต เธอดีใจที่วรรธนะ เด็กสึนามิรุ่นแรก กลับมาบริหารมูลนิธิแห่งนี้ เพราะ "เขาเข้าใจรุ่นน้อง เขาก็เป็นเด็กสึนามิ เขารู้ว่าเด็กที่ขาดครอบครัวเป็นยังไง…ถ้าเป็นคนอื่นเข้ามาบริหาร จะเข้าใจน้อง เข้าใจเด็ก ๆ ตรงนี้ได้แค่ไหน"

จากพื้นปูด้วยแผ่นไม้โลงศพกับเต็นท์ชั่วคราว มาวันนี้ บ้านธารน้ำใจ ขยับขยายสู่ "ตึก" กลายเป็นสถานสงเคราะห์เต็มตัว ที่ไม่ได้ช่วยเหลือเพียงผู้ประสบภัยสึนามิเท่านั้น แต่ปัจจุบันได้ให้ความดูแลเยาวชน 92 คน ด้วยเงินทุนช่วยเหลือจากการระดมเงินบริจาคทั้งในไทยและต่างประเทศ

ความทรงจำที่เลวร้าย = อุปสรรคต่ออนาคต?

กิจกรรมในแต่ละวันของบ้านธารน้ำใจ เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม ครูอาสาสมัครเดินทางมาเยี่ยมเยียนและสอนหนังสือแก่เด็ก ๆ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมนอกเวลา อาทิ การปลูกผัก และการเพาะเห็ดในฟาร์มของมูลนิธิ

วรรธนะเชื่อว่าการปลูกฝังทักษะทางความรู้และวิชาชีพ จะช่วยให้เด็ก ๆ โดยเฉพาะเด็กกำพร้าพ่อแม่ตั้งแต่วัยเยาว์ ให้รู้จักการเอาตัวรอดในสถานการณ์ต่าง ๆ เมื่อพวกเขาออกไปเผชิญโลกกว้าง

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ การเพาะเห็ด คือกิจกรรมที่จะกลายเป็นวิชาชีพติดตัวเด็ก ๆ ไปในอนาคต

"กล้าที่จะแสดงออก ไม่กลัวสิ่งที่จะเกิดขึ้นข้างหน้า เผชิญหน้าได้ตลอดเวลา"

แต่สำหรับเด็กกำพร้าจากสึนามิ เขายอมรับว่า ความทรงจำที่เลวร้ายจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไปกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ กลายเป็นอุปสรรคทำให้หลายคนเผชิญความยากลำบากที่จะก้าวต่อไปข้างหน้า

"ถ้าเป็นเด็กในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากสึนามิ จะพบว่ามีปัญหา โดยเฉพาะความกลัวในการเข้าสังคม เมื่อเจออะไรที่แปลก ๆ นิดนึง ก็ไม่เอาแล้ว ก็จะกลัว"

คลื่นมฤตยู...สู่ไฟความหวัง

เรื่องราวแบบเดียวกันกับวรรธนะและบ้านธารน้ำใจ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไทยเท่านั้น เพราะภัยพิบัติสึนามิเมื่อ 15 ปีก่อนก็ส่งผลกระทบร้ายแรงในอีกหลายประเทศ รวมถึงอินเดีย ที่มีผู้เสียชีวิตกว่า 1 หมื่น 2 พันคน

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ หมู่บ้านในเมืองนากาภัทตินัมที่ถูกคลื่นยักษ์ซัดถล่มเมื่อ 15 ปีก่อน

"หลังเกิดสึนามิ เราได้ไปสำรวจหมู่บ้านใกล้เคียงที่ได้รับผลกระทบหนัก เราเห็นเด็ก ๆ ยืนกลางถนนตัวเปล่าไม่มีที่พักพิง ไม่มีพ่อแม่ ทุกคนสูญเสียพ่อแม่ของพวกเขา และไม่มีความหวังที่จะมีชีวิตต่อ" จุฬามณี ผู้ก่อตั้งร่วมสถานสงเคราะห์นามบิกไค (Nambikkai) เล่าย้อนถึงภาพความสิ้นหวังที่เธอได้เห็นเมื่อ 15 ปีก่อน

ตัวเธอและคาริบีรัน ปาราเมสวรัน (Karibeeran Paramesvaran) ผู้เป็นสามีเองก็สูญเสียเช่นกัน คลื่นยักษ์ได้คร่าชีวิตลูกสาว 2 คน และบุตรชาย รวมถึงญาติมิตรอีก 7 คนของพวกเขา

ความโศกเศร้าและซึมเศร้า เกือบทำให้ทั้งคู่ตัดสินใจฆ่าตัวตาย แต่ภาพอันน่าหดหู่ของเด็ก ๆ ในเมืองนากาภัทตินัม (Nagapattinam) รัฐทมิฬนาดู ทางตะวันออกเฉียงใต้ของอินเดีย จุดไฟแห่งความหวังให้มีชีวิตต่อ

สองสามีภรรยาพาเด็ก 4 คนมาอุปการะ แปรเปลี่ยนบ้านหลังเล็กที่เคยอาศัยกับลูก ๆ ให้เป็นสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้า เพียงไม่กี่วันหลังเหตุการณ์สึนามิ ทั้งคู่ช่วยเหลือ "เด็กสึนามิ" มากถึง 36 คน

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ บรรยากาศในบ้านนามบิกไค

"ฉันสูญเสียลูก ๆ ของฉัน แล้วทำไมฉันจะรับเด็ก ๆ เหล่านี้ และมอบชายคาพักพิงให้พวกเขาไม่ได้"

15 ปีแห่งความพึงพอใจ

นามบิกไค มีความหมายว่า "มือแห่งความหวัง" สถานสงเคราะห์แห่งนี้กลายเป็นบ้านถาวรของเด็กกำพร้าจากคลื่นยักษ์หลายคน และจำนวนไม่น้อย กำลังศึกษาต่อหรือทำงานหาเลี้ยงชีพทั้งในอินเดียและต่างประเทศ

บางคนเลือกกลับคืนถิ่น เพื่อช่วยเหลือบ้านที่ต่อชีวิตแห่งนี้ อย่าง สันกีธา (Sangeetha) ที่กลายเป็นเด็กกำพร้าหลังสึนามิ เมื่อมารดาของเธอเสียชีวิต ตั้งแต่เธอมีอายุ 6 ปี เธอเคยทำงานเป็นหัวหน้าฝ่ายควบคุมคุณภาพของบริษัทโนเกีย ก่อนที่จะตัดสินใจกลับมาช่วยงานสถานสงเคราะห์นามบิกไค

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ "มือแห่งความหวัง"

"หากไม่ได้นามบิกไค ฉันคงเป็นชาวประมงไปแล้ว เพราะฉันมาจากชุมชนประมง และเคยแต่เร่ขายปลา" เธอกล่าวและว่า "แม้จะได้งานที่ดี แต่ฉันไม่อยากจากบ้านหลังนี้ไป ฉันจึงกลับมาเพื่อดูแลเด็ก ๆ"

จากวันแห่งโชคชะตา มาวันนี้ จุฬามณีพูดได้เต็มปากว่า ตลอด 15 ปีที่ผ่านมา ชีวิตของเธอและสามีเต็มเปี่ยมด้วยความยินดี ในขณะที่สามีของเธอก็เชื่อมั่นว่า ทั้งคู่จะอุทิศชีวิตที่เหลือเพื่อช่วยเหลือเด็ก ๆ ที่ยากไร้

"หากเป็นพ่อแม่อย่างเราเสียชีวิต ลูก ๆ ของผมก็จะกลายเป็นเด็กกำพร้า เราจึงไม่อยากเห็นเด็กกำพร้าบนท้องถนน นี่จึงจะเป็นภารกิจชั่วชีวิต เพราะเราอยากจะระลึกถึงลูกของเรา ด้วยการช่วยเหลือเด็ก ๆ เหล่านี้"

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม