รีวิวการเมืองไทย : เรื่องเด่น-เรื่องร้อน-เรื่องยุ่ง ๆ ในการเมืองไทย 2562

  • 27 ธันวาคม 2019
การเมืองไทย Image copyright BBC Thai

ปี 2562 เกิดเหตุการณ์สำคัญ ๆ ทางการเมืองขึ้นมากมาย หากลองเปรียบเทียบเป็นภาพยนตร์จะพบว่ามีทั้ง "หนังใหม่ที่เพิ่งสร้าง" และ "หนังม้วนเก่า" วนกลับมาฉายซ้ำ ทว่าบางตัวละครเอกชิงประกาศเอาไว้แล้วว่า "ตอนจบจะไม่เหมือนเดิม"

ขณะเดียวกัน เวทีเลือกตั้ง 24 มี.ค. ได้เปิดโอกาสให้ "นักแสดงหน้าใหม่" เข้ามาร่วมฉาก ทว่าบางคนต้องมีอายุในวงการเพียงน้อยนิด ขณะที่ "นักแสดงหน้าเดิม" ก็ขอยึดพื้นที่-ไม่ยอมลาจากเวทีการเมืองไป แต่อาศัย "เสื้อคลุมประชาธิปไตย" มาห่อตัว

หลายปรากฏการณ์เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปภายในเวลาอันรวดเร็ว มีอะไรยังเหลืออยู่บ้าง

บีบีซีไทยเลือกเรื่องเด่น-เรื่องร้อน-เรื่องยุ่ง ๆ ในการเมืองไทยมาสรุปไว้ ณ ที่นี้

สิ่งใหม่ ๆ ในการเมืองไทย

เปิดฉากการเลือกตั้งที่หลายคนรอคอยในรอบ 8 ปี "สิ่งใหม่ ๆ" ที่เกิดขึ้นคือ...

กติกาใหม่ : เราใช้ "กติกาใหม่" รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 ของไทย มาจัดการเลือกตั้งเมื่อ 24 มี.ค. โดยมีผู้มีสิทธิเลือกตั้งถึง 51.5 ล้านคน

ระบบเลือกตั้งใหม่ : เรานำระบบ "จัดสรรปันส่วนผสม" มาใช้ ซึ่งบัตรเลือกตั้งหดเหลือใบเดียว แต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ยังมี 2 ระบบดังเดิม ซ้ำยังเพิ่ม "ตัวตัดสินใจใหม่" ด้วยการกำหนดให้พรรคการเมืองเปิดเผยรายชื่อบุคคลที่จะเสนอเป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้ประชาชน "เลือก 1 แต่ได้ถึง 3" ทั้ง ส.ส.เขต ส.ส. บัญชีรายชื่อ และนายกฯ

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ บัตรเลือกตั้งภายใต้กติกาใหม่ "เลือก 1 แต่ได้ถึง 3"

กลยุทธ์ใหม่ : แม้ระบบใหม่มีความซับซ้อนมาก แต่บรรดานักเลือกตั้งอาชีพก็คิดค้น "กลยุทธ์ใหม่" มาชิงความได้เปรียบทางการเมืองได้เสมอ กลายเป็นที่มาของยุทธศาสตร์ "แตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อย" โดยมี สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส. และผู้ก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) บัญญัติศัพท์นี้เป็นคนแรกในการให้สัมภาษณ์พิเศษกับบีบีซีไทย สื่อความหมายถึง "พรรคทักษิณ" ที่แบ่งบทกันเล่น กล่าวคือพรรคเพื่อไทย (พท.) ส่ง ส.ส.ตัวแข็ง ๆ ลงสมัคร ส.ส.เขต เพื่อชนะเลือกตั้งและ "หิ้ว ส.ส.เขตเข้าสภา" ส่วนพรรคสาขาซึ่งทราบในเวลาต่อมาคือพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) โยกบรรดาบุคคลมีชื่อเสียงไปอยู่เพื่อเก็บกวาดคะแนนของผู้สมัคร ส.ส.เขตที่พ่ายแพ้ไปคิดคำนวณรวมกันเป็นจำนวน "ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์" แต่สุดท้าย "กลยุทธ์แตกแบงก์ย่อย" ต้องย่อยยับไปเสียก่อนเมื่อ ทษช. ถูกสั่งยุบพรรค

ปรากฏการณ์ใหม่ : ทษช. ที่มี ร.ท.ปรีชาพล พงษ์พานิช เป็นหัวหน้าพรรค สร้าง "ปรากฏการณ์ใหม่" ระดับ "แผ่นดินไหวทางการเมืองไทย" เมื่อเสนอพระนามทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัลยา สิริวัฒนาพรรณวดี เป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อ 9 ก.พ.

ค่ำวันเดียวกัน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชโองการให้ประกาศเรื่อง "สถาบันพระมหากษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย" มีใจความตอนหนึ่งว่า พระราชินี พระรัชทายาท และพระบรมราชวงศ์ทุกพระองค์ อยู่ในหลักการเกี่ยวกับ "การดำรงอยู่เหนือการเมืองและความเป็นกลางทางการเมือง" ไม่สามารถดำรงตำแหน่งใดๆ ในทางการเมืองได้ เพราะจะเป็นการขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ต่อมา กกต. ได้ยื่นคำร้องขอยุบพรรค และ ทษช. ก็ต้องสิ้นชื่อไป 17 วันก่อนถึงวันเลือกตั้ง เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งเมื่อ 7 มี.ค. ให้ยุบพรรคจากพฤติกรรม "เซาะกร่อนบ่อนทำลายประชาธิปไตย" และ "กระทำที่อาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" ทำให้ 13 กรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ต้อง "เว้นวรรคการเมือง" นาน 10 ปี และผู้สมัคร ส.ส. 282 คนต้อง "แพ้ฟาวล์" ทันทีเพราะขาดคุณสมบัติเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้ง กระทบไปยังยุทธศาสตร์ "แตกแบงก์ย่อย" เพราะมี 100 เขตเลือกตั้ง จากทั้งหมด 350 เขตเลือกตั้ง ที่จะไม่มีผู้สมัคร ส.ส. ทั้งในนาม พท. และ ทษช.

ปรากฏการณ์ "แผ่นดินไหวการเมืองไทย" จึงถือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปอย่างรวดเร็ว

สถิติใหม่ : การเลือกตั้ง 24 มี.ค. ทำให้เกิด "สถิติใหม่" ขึ้นมากมาย

  • มีผู้สมัครทั้ง "หน้าใหม่-หน้าเก่า" ลงแข่งขันถึง 13,602 คน
  • มีพรรคการเมืองส่งผู้สมัครมากถึง 81 พรรค
  • มีพรรคการเมืองถึง 26 พรรค มีที่นั่งในสภาตามการรับรองครั้งแรกของ กกต. แต่ต่อมาปัดเศษทศนิยมไปมาเหลือ 25 พรรคในปัจจุบัน
  • ตั้งรัฐบาลผสม 19 พรรค แต่ต่อมาเหลือ 18 พรรค

พรรคอนาคตใหม่ : ในบรรดาพรรคที่เพิ่งตั้งไข่-แจ้งเกิดในการเลือกตั้งหนนี้ โฟกัสอยู่ที่พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ภายใต้การนำของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และนายปิยบุตร แสงกนกกุล โดยพลพรรค อนค. ถือว่า "ใหม่ยกชุด" เพราะไม่มีอดีตนักการเมืองลงสมัครแม้แต่คนเดียว แถมยังสร้าง "ประวัติศาสตร์หน้าใหม่" หิ้ว ส.ส.หน้าใหม่เข้าสภาได้ถึง 80 คน ทะยานขึ้นสู่การเป็นพรรคอันดับ 3

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai

พฤติกรรมใหม่ : กว่าพี่น้องชาวไทยจะรู้ว่าพรรคไหนได้ ส.ส. เท่าไหร่ ก็ต้องลุ้นการนับคะแนน รอการประกาศผลกันจนเหนื่อย เพราะระบบเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสมให้นำทั้งคะแนนผู้แพ้และผู้ชนะไปเข้าสูตร "คณิตศาสตร์การเมือง" หายอด "ส.ส. พึงมีได้" ของแต่ละพรรค

แม้เลือกตั้งผ่านไปเป็นเดือนก็ยังไม่รู้เลยว่า กกต. จะใช้สูตรไหนคิดคำนวณ จึงเกิด "พฤติกรรมใหม่" ขึ้นกับคอการเมือง นักข่าว และชาวเน็ต นั่นคือต้อง "พกเครื่องคิดเลข" เพราะเวลานั้น "กรรมการชุดใหม่" ภายใต้การนำของนายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกกต. บอกว่า "ไม่มีเครื่องคิดเลข" เบ็ดเสร็จใช้เวลาไปเดือนครึ่ง กว่าจะรับรอง ส.ส. ได้ครบยอดเปิดประชุมสภาได้

  • 24 มี.ค. เลือกตั้ง
  • 7 พ.ค. กกต. ประกาศรับรอง ส.ส.เขต ล็อตแรก 349 คน
  • 8 พ.ค. กกต. ประกาศรับรอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ 150 คน
  • 25 พ.ค. เปิดประชุมสภานัดแรก

สูตรการเมืองใหม่ : เมื่อได้สูตรคำนวณหา ส.ส. พึงมีได้แน่ชัด เราก็ได้เห็น "สูตรการเมืองใหม่" เกิดขึ้นจากการมี "พรรคจิ๋ว" หรือพรรคที่มี ส.ส.พรรคละ 1 คน ซึ่งหลุดเข้าสภาได้ด้วยการ "ปัดเศษทศนิยม" ทั้งที่มีคนลงคะแนนเลือกให้น้อยกว่าคะแนนมี "ส.ส. พึงมีได้" 1 คน หรือมีคะแนนต่ำกว่า 71,168.5141 เสียง ซึ่งตอนแรกมีอยู่ 11 พรรคจิ๋ว แต่ปัดเศษไปมา กระเด็นหลุดออกจากสภาไปเสียพรรคหนึ่ง เหลือ 10 พรรคจิ๋ว

ธรรมเนียมใหม่ : นอกจากสูตรการเมืองพิสดารที่เกิดขึ้น จะทำให้ พท. ชนะเลือกตั้ง แต่ตั้งรัฐบาลไม่ได้ ในเวลานั้น พท. มี ส.ส. 136 คน ส่วนพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ซึ่งมีที่นั่งในสภาเป็นอันดับสอง มี ส.ส. 115 คน แต่อ้างว่ามีคะแนนมหาชนสูงสุด และหยิบจุดนี้ไปจัดรัฐบาลแข่ง ซึ่งถือเป็น "ธรรมเนียมใหม่" สุดท้าย พปชร. ไปควบรวมเสียงจากพรรคนั้นพรรคนี้มาได้ ชิงจัดตั้งรัฐบาลผสม 19 พรรค ซึ่งเป็นยอดมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ก่อนลดเหลือ 18 พรรค เพราะพรรคไทรักธรรมถูกปัดเศษทศนิยมทิ้งไป

Image copyright BBC Thai
Image copyright BBC Thai

สิ่งเก่า ๆ ในการเมืองไทย

ใน "สิ่งใหม่ ๆ" ที่เกิดขึ้น เราจะเห็น "ความเก่า" "ความย้อนยุค" เคลือบแฝงอยู่บ้าง

นายกฯ หน้าเก่า : เริ่มต้นจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แม้มาด้วย "วิธีการใหม่" เมื่อได้รับเสียงสนับสนุนจากที่ประชุมร่วมรัฐสภาเมื่อ 5 มิ.ย. ให้เป็น "นายกฯ 500" แต่ก็เป็น "นายกฯ หน้าเดิม" ที่ชาวไทยคุ้นชินมา 5 ปีตั้งแต่รัฐประหาร 2557

กลยุทธ์เก่า : พปชร. ซึ่งเป็นผู้ส่งชื่อ พล.อ.ประยุทธ์เข้าประกวดก็ใช้ "กลยุทธ์เก่า" ดูด-ดึง "ผู้เล่นหน้าเก่า" เข้าสังกัด จนมีสารพัดก๊กก๊วนอยู่ภายใน

Image copyright Tossapol Chaisamritpol/BBC Thai

สภาสูงเก๊าเก่า : แต่ที่ "เก่าเกือบหมด" ยกให้ "ส.ว. เฉพาะกาล" เพราะในจำนวน 250 คน ปรากฏว่ามี "คนหน้าเดิม" ที่เคยเป็นสมาชิก "แม่น้ำ 5 สาย" ไปร่วมสภาสูงเกินกว่าครึ่ง ประกอบด้วย

  • สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) 84 คน (ในจำนวนนี้มี ผบ.เหล่าทัพ 3 คนที่ได้เป็น ส.ว. โดยตำแหน่ง)
  • สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปแห่งชาติ (สปท.) และสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) 37 คน
  • คณะรัฐมนตรี (ครม.) 20 คน (เป็นชุดล่าสุดที่เพิ่งลาออก 15 คน)
  • สมาชิกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) 9 คน (บางส่วนเคยเป็นอดีตรัฐมนตรี)

นอกจากมี "สมาชิกหน้าเดิม" บรรดา ส.ว. พร้อมใจกันโหวตเลือก "ประธานสภาสูงคนเดิม" คือนายพรเพชร วิชิตชลชัย อดีตประธาน สนช. ให้เป็นประธานวุฒิสภา และร่วมภารกิจเลือก "นายกฯ หน้าเดิม" ด้วย

เรือลำเก่า : งานนี้เรียกว่า "เรือแป๊ะ" เทียบท่าแล้ว แต่ทั้ง "กัปตัน" และ "ลูกเรือ" บางส่วนไม่ยอมลงเรือ ขอนั่งต่อไป แถมคราวนี้เปลี่ยนจากเป็น "เรือแป๊ะ" เป็น "เรือเหล็ก" อีกต่างหาก ซึ่งคนที่บัญญัติศัพท์นี้ไม่ใช่ใคร เป็นนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี นั่นเอง แถมยังมีคำเตือนด้วยว่า "ระวังสนิม" เพราะสนิมมักเกิดแต่เนื้อในตน

Image copyright BBC Thai
คำบรรยายภาพ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ผู้เปรียบรัฐบาลเป็น "เรือเหล็ก"

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ก็กล่าวไว้เมื่อ 18 ธ.ค. ว่า "มีการเปรียบเทียบรัฐบาลเป็นเรือเหล็ก เรือรั่วอะไรทำนองนี้ ยืนยันว่าไม่รั่ว ถ้าทุกคนช่วยกันแจวเรือ ไม่ใช่ช่วยกันเจาะ หากไม่ช่วย ก็ขออย่าเอาเท้าราน้ำ เรือลำนี้สามารถพาทุกคนเดินหน้าได้ ผมเป็นทหารเก่า จะเดินหน้าสู่ความสำเร็จต้องมีเป้าหมาย ต้องกำหนดพื้นที่เข้าตี ไม่ต่างจากการทำงานปัจจุบัน"

ผ่านมาไม่กี่เดือน เราเริ่มเห็นว่าใคร "เจาะเรือ" หรือ "เอาเท้าราน้ำ" กันบ้างแล้ว สะท้อนผ่านคำถามคาใจสังคมจากสารพัดปัญหา อาทิ

  • ปัญหาคุณสมบัติรัฐมนตรีผู้มีดีกรีเป็น "ดอกเตอร์" รวมถึงคดีความในอดีตของเขา
  • ปัญหา ส.ส. ทำกินในที่ดิน สปก. พอถูกขุดคุ้ยก็คืนที่ได้โดยไร้ความผิด
  • ปัญหารัฐบาล "เสียงปริ่มน้ำ" ที่ทำให้สมาชิกลุกเข้าห้องน้ำแทบไม่ได้ และพอฝ่ายค้านวอล์กเอาท์ 2 วันติด สภาก็ล่ม 2 วันติด แม้มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างเรื่อง "ส.ส. ฝากเลี้ยง" "ส.ส. งูเห่า" ก็ตาม สุดท้ายก็มี 4 ส.ส. ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็น "งูเห่าสีส้ม" ถูก อนค. ขับพ้นพรรค หลังโหวตสวนมติพรรคหลายครั้งหลายหน
  • ปัญหาต่างพรรค-ต่างนโยบาย-ต่างอยากสร้างผลงาน จนสื่อสายทำเนียบนำไปตั้งเป็นฉายา "รัฐอิสระ" ให้แก่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ?

ปรากฏการณ์แห่งปี-ไม่พูดถึงไม่ได้ต้องยกให้ อนค. ซึ่งสะท้อนสัจธรรม "เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป"

อนค. "แจ้งเกิด" ด้วยการทำการเมืองแนวใหม่ ไม่ใช้ระบบหัวคะแนน แต่สามารถครองใจคนรุ่นใหม่ ครองแฮชแท็ก ยึดพื้นที่ในโลกออนไลน์และครองเก้าอี้ในสภาได้ในฐานะพรรคอันดับ 3 จนกลายเป็น "ดารานำ" คนใหม่ในวงการการเมืองไทย

"พ่อของฟ้า" นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นักธุรกิจที่ผันตัวเป็นนักการเมืองสมัยแรก กลายเป็นผู้ท้าชิงเก้าอี้นายกฯ จาก "นายกฯ ลุง" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก่อนแพ้โหวตกลางสภา

Image copyright PAris Jitpentom/BBC Thai
คำบรรยายภาพ 14 ธ.ค. พรรรคอนาคตใหม่ระดมมวลชนเข้าร่วม "แฟลชม็อบ" ที่สกายวอล์ค เขตปทุมวัน

จากนั้นนายธนาธรก็กลายเป็น "หัวหน้าพรรคนอกสภา" เพราะ "พิษหุ้น" เมื่อศาลรัฐธรรมนูญสั่ง "เว้นวรรค" การทำหน้าที่ ส.ส. ตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่มทำหน้าที่ผู้แทนฯ จากกรณีถือหุ้นบริษัท วี-ลัค มีเดีย และต้องพ้นจากสมาชิกภาพ ส.ส. อย่างสมบูรณ์ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมาเมื่อ 20 พ.ย.

แต่ถึงกระนั้น บรรดาลูกพรรคก็ยังโชว์ฟอร์มร้อนแรงในสภา ชนิดฉีกทุกกฎเกณฑ์ในสภาไทยที่เคยมีมา ทั้งการเปิดอภิปรายปมถวายสัตย์ไม่ครบ, โหวตไม่เห็นชอบพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) โอนอัตรากำลังพลและงบประมาณของ 2 หน่วยทหารไปเป็นของส่วนราชการในพระองค์, ยื่นญัตติแก้รัฐธรรมนูญร่วมกับ 7 พรรคฝ่ายค้าน, ร่วมเรียกฝ่ายกฎหมาย คสช. มาแจงปมตั้งข้อหานักกิจกรรมการเมืองในยุค คสช. มาแจงในชั้นกรรมาธิการ (กมธ.) ฯลฯ

Image copyright Thai News Pix
คำบรรยายภาพ "หากเราปล่อยผ่านเรื่องนี้ไป เท่ากับเรากำลังสนับสนุนการใช้อำนาจของ พล.อ. ประยุทธ์ว่าใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้..." ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการ อนค. กล่าวในการอภิปรายร่าง พ.ร.บ.โอนอัตรากำลังพลฯ

เรียกว่าบทบาทของบรรดา "ดารานำ" สังกัดค่ายอนาคตใหม่ ทำให้พี่น้องชาวไทยมีโอกาสเห็นผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) จัด "เท็ดทอล์ก" แจงเรื่อง "แผ่นดินของเราในมุมมองด้านความมั่นคง" เพื่อตอบโต้-ลดทอนบทบาทนำของชาว อนค. แบบเต็ม ๆ

อย่างไรก็ตามอนาคตของพรรคสีส้มก็ไม่สดใส เมื่อแกนนำสำคัญของพรรคถูกแจ้งข้อหาต่าง ๆ ทั้งคดีอาญาและการเมืองอย่างน้อย 25 คดี และยังเผชิญคดียุบพรรค จากปมหัวหน้าพรรคปล่อยกู้ให้พรรคเป็นเงิน 191.2 ล้านบาท และปมล้มล้างการปกครองโดยถูกกล่าวหาว่าเชื่อมโยงกับองค์กรลับอิลลูมินาติ เนื่องจากสัญลักษณ์ของพรรค (โลโก้) เป็นรูปแบบเดียวกัน ทั้งนี้ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยคดีหลังวันที่ 21 ม.ค. 2563

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ การบรรยายพิเศษสไตล์ "เท็ดทอล์ก" ของ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ.

คดียุบ อนค. นี่เองที่ทำให้ อดีตนักวิชาการด้านกฎหมายมหาชนอย่างนายปิยบุตร ออกมาประกาศผ่านสื่อว่าคนที่ "กำลังฉายหนังม้วนเดิม ระวังตอนจบไม่เหมือนเดิมแน่"

ในเดือนสุดท้ายของปี แกนนำ อนค. เริ่ม "เล่นการเมืองนอกสภา" ทดลองจัด "แฟลชม็อบ" ที่สกายวอล์ค เขตปทุมวัน เมื่อ 14 ธ.ค. เพื่อหยั่งกระแสก่อนนำมวลชนลงสู่ท้องถนน โดยถือเป็นการชุมนุมการเมืองครั้งใหญ่ที่สุดนับจากรัฐประหาร ซึ่งนายธนาธรบอกว่า "นี่แค่จุดเริ่มต้น" และประกาศ "ขับไล่รัฐบาล-ต่อต้านการสืบทอดอำนาจเผด็จการ"

ทั้งหมดนี้คือภาพการเมืองไทย 2562 ซึ่งเริ่มต้นด้วย "คาดหวัง" แต่ลงเอยด้วยความ "มืดมน" ไร้สัญญาณบวกตามที่นักวิชาการวิเคราะห์ไว้จริง ๆ

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม