คณะราษฎร : ลูกชายพระยาพหลฯ ระบุจะมีการอัญเชิญอนุสาวรีย์ ร. 9 มาประดิษฐานที่ศูนย์การทหารปืนใหญ่

  • 29 ธันวาคม 2019
พระยาพหล จอมพล ป Image copyright BBCTHAI/มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์-มนุษยศาสตร์
คำบรรยายภาพ พลเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา และจอมพล ป.พิบูลสงคราม

บุตรชายคนที่ 4 ของพระยาพหลพลพยุหเสนา สมาชิกคนสำคัญของคณะราษฎร เผยว่าอนุสาวรีย์ของบิดาที่ศูนย์การทหารปืนใหญ่ ค่ายพหลโยธิน จ.ลพบุรี จะต้องถูกย้ายออก หลังคำสั่งอัญเชิญอนุสาวรีย์ รัชกาลที่ 9 มาประดิษฐานแทน

พ.ต.พุทธินาถ พหลพลพยุหเสนา บุตรชายคนที่ 4 ของพระยาพหลพลพยุหเสนา เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า วันที่ 29 ธ.ค. พล.ต.วิสันติ สระศรีดา ผู้บัญชาการศูนย์การทหารปืนใหญ่ ได้โทรศัพท์มา ชี้แจงรายละเอียดพิธีบวงสรวงย้ายอนุสาวรีย์ของ จอมพล แปลก พิบูลสงคราม และ พระยาพหลฯ โดยระบุว่าเหตุผลที่ต้องย้ายว่า เพราะจะมีการอัญเชิญอนุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 มา ประดิษฐาน ในจุดที่ตั้งอนุสาวรีย์เดิม นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนชื่อของค่ายศูนย์การทหารปืนใหญ่ ค่ายพหลโยธิน ซึ่งเป็นนามสกุลเดิมของพระยาพหลฯ เป็นค่าย "ภูมิพล"

"เมื่อเป็นแบบนี้ อนุสาวรีย์ของพระมหากษัตริย์ไปอยู่ตรงนั้น อนุสาวรีย์ของสามัญชนก็อยู่ตรงนั้นไม่ได้ เขาจำเป็นต้องย้าย" พ.ต.พุทธินาถ กล่าว

บีบีซีไทยได้พยายามติดต่อไปยังหมายเลขโทรศัพท์ของ ผู้บัญชาการศูนย์การทหารปืนใหญ่ เพื่อยืนยันเรื่องดังกล่าว แต่ไม่สามารถติดต่อได้ เสียงปลายทางระบุว่า หมายเลขอยู่ระหว่างระงับบริการชั่วคราว

พ.ต.พุทธินาถ เปิดเผยอีกว่า ผู้บัญชาการศูนย์ทหารปืนใหญ่ ได้ "ขอโทษเป็นอย่างสูง" ที่ไม่ได้แจ้งรายละเอียดให้ทราบล่วงหน้า และยืนยันด้วย "เกียรติของทหาร" ว่าจะไม่มีการทุบตัวอนุสาวรีย์แต่อย่างใด เนื่องจากทั้งพระยาพหลฯ และจอมพล ป.พิบูลสงคราม ต่างเป็นที่เคารพนับถือของทหารเหล่าปืนใหญ่

Image copyright FACEBOOK/พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา

อนุสาวรีย์พระยาพหลฯ จะถูกย้ายไปตั้ง ณ ที่ พิพิธภัณฑ์พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ภายในศูนย์การทหารปืนใหญ่ ส่วนอนุสาวรีย์จอมพล ป.พิบูลสงคราม ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ด้านนอกประตูศูนย์การทหารฯ จะถูกย้ายไปตั้งที่พิพิธภัณฑ์จอมพล ป.พิบูลสงคราม ภายในศูนย์การทหารปืนใหญ่เช่นกัน

"คุณพ่อ (พระยาพหลฯ) กับจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นบุพการีของทหารปืนใหญ่ จะยอมให้ใครทุบไม่ได้เด็ดขาด ข้าวของก็ยอมให้ใครทำลายไม่ได้ จะต้องเก็บรักษาให้เป็นเกียรติคุณของคุณพ่อคุณแม่" พ.ต. พุทธินาถ เผยคำพูดของผู้บัญชาการทหารปืนใหญ่

พระยาพหลฯ และ จอมพล ป. มีความสำคัญอย่างไรในการเมืองไทย บีบีซีไทย ชวนอ่านประวัติของสองสมาชิกผู้ก่อการคณะราษฎร

พระยาพหลพลพยุหเสนา กับ คติ "ชาติเสือต้องไว้ลาย ชาติชายต้องไว้ชื่อ"

ย่ำรุ่งของวันที่ 24 มิถุนายน 2475 พระยาพหลพลพยุหเสนา หัวหน้าผู้ก่อการคณะราษฎรและหัวหน้าสายทหารบก อ่านประกาศคำแถลงการณ์ของคณะราษฎรฉบับแรก ที่ลานพระบรมรูปทรงม้าหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม

พระยาพหลพลพยุหเสนา หรือนามเดิมว่า พจน์ พหลโยธิน เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ของประเทศไทย และได้รับแต่งตั้งให้กลับเข้ามาดำรงตำแหน่งใหม่รวม 5 สมัย ส่วนชีวิตการเป็นข้าราชการทหาร พระยาพหลฯ เติบโตมาจากกรมทหารปืนใหญ่และร่ำเรียนวิชาการทหารจากโรงเรียนนายร้อยทหารบกในเยอรมนี

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

เว็บไซต์สถาบันพระปกเกล้าฯ ระบุว่า พระยาพหลฯ ได้รับการยกย่องให้เป็น"เชษฐบุรุษ" ซึ่งเป็นคำที่ถูกนำมาใช้เรียกรัฐบุรุษผู้ใหญ่

กุหลาบ สายประดิษฐ์ นักหนังสือพิมพ์ และนักประพันธ์ เขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์ สุภาพบุรุษ ฉบับวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2490 เนื่องในการถึงแก่อสัญกรรมของพระยาพหลพลพยุหเสนา โดยเขียนเรื่องเกี่ยวกับเชษฐบุรุษไว้อย่างน่าสนใจไว้ว่า

"ท่านเจ้าคุณพระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นบุคคลแรกของประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย ที่พระมหากษัตริย์ได้ทรงตราเกียรติคุณให้ปรากฏลือชาไว้ในแผ่นดิน และได้ทรงสถาปนายกย่องไว้ในฐานะเชษฐบุรุษ หรือนัยหนึ่งคือรัฐบุรุษหลักของประเทศ และได้ทรงพระราชทานวังปารุสกวันให้เป็นที่พำนักของท่านตลอดชั่วชีวิต"

เหตุการณ์สำคัญทางการเมืองในช่วงที่พระยาพหลฯ เป็นนายกรัฐมนตรี คือ กบฏบวรเดช ในเดือน ต.ค.2476 ซึ่งถือว่าเป็นการกบฏครั้งแรกในระบอบประชาธิปไตยหลังจากพระยาพหลฯ เป็นนายกรัฐมนตรี เพียง 4 เดือน เหตุการณ์สิ้นสุดลงโดยที่รัฐบาลพระยาพหลฯ ปราบกบฏให้สงบได้ แต่ก็มีการสูญเสียเลือดเนื้อของทั้งทหารและประชาชน

Image copyright มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์
คำบรรยายภาพ คณะราษฎรสายทหารบก (บางส่วน) แถวนั่งกลางจากซ้าย-ขวา นายพันตรี หลวงพิบูลสงคราม นายพันเอก พระยาทรงสุรเดช นายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา นายพันเอก พระยาฤทธิอัคเนย์

"ชาติเสือต้องไว้ลาย ชาติชายต้องไว้ชื่อ เป็นสุภาษิตที่เหมาะแก่การทหาร ข้าพเจ้าจึงได้เลือกเอามาเป็นบทประจำดวงตราของสกุล พหลโยธิน"

บทความบนเว็บไซต์สถาบันพระปกเกล้า ยังกล่าวถึงอีกเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองของพระยาพหลฯ คือการยุติข่าวลือการปฏิวัติของจอมพล ป. พิบูลสงครามขณะที่นายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2487 ตอนนั้นหนังสือพิมพ์ลงข่าวกันว่า นั่นเป็นการไว้ลายของชาติเสือ

เช่นเดียวกับสมาชิกคณะราษฎรอื่น ๆ เคยมีความพยายามลอบสังหารพระยาพหลฯ จากขบวนการเคลื่อนไหวต่อต้านการปฏิวัติ 2475

ณัฐพล ใจจริง เขียนไว้ใน"ขอฝันใฝ่ในฝันอันเหลือเชื่อ : ความเคลื่อนไหวของขบวนการปฏิปักษ์ปฏิวัติสยาม(พ.ศ.2475-2500) อ้างอิงคำพิพากษาศาลพิเศษ พุทธศักราช 2482 เรื่องกบฏ ระบุว่า "จากหลักฐานของราชการและบันทึกของสายลับของพระปกเกล้าฯ ได้กล่าวถึงการลอบสังหารหลายครั้งโดยมีเป้าหมายที่ผู้นำคณะราษฎรหลายคน ปฏิบัติการลอบสังหารเกิดขึ้นหลายครั้งระหว่างปี 2476-2478 เช่น การพยายามวางยาพิษพระยาพหลฯ ผู้นำคณะราษฎรและนายกรัฐมนตรีในปี 2477..."

พระยาพหลพลพยุหเสนา ถึงแก่อสัญกรรมด้วยเส้นโลหิตในสมองแตก เมื่อวันที่ 14 ก.พ. 2490 รวมอายุได้ 60 ปี

จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี 8 สมัย

ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ เขียนประวัติของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ไว้ใน "จอมพล ป.พิบูลสงคราม กับการเมืองไทยสมัยใหม่" ตีพิมพ์ เมื่อเดือน ก.ค. 2540 ระบุว่า ในช่วงที่กำลังศึกษาวิชาทหารปืนใหญ่ที่ประเทศฝรั่งเศส ร้อยโทแปลก ขีตตะสังคะ ได้ร่วมก่อตั้ง "คณะราษฎร" ที่กรุงปารีส ในเดือน ก.พ. 2469 อันเป็นจุดเริ่มต้นของการ "ปฏิวัติสยาม" เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ระบอบรัฐธรรมนูญ-ประชาธิปไตย ในวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ขณะนั้นมียศเป็น "พันตรีหลวงพิบูลสงคราม"

จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายทหารสามัญชนคนแรกที่ได้รับยศทหารของกองทัพเรือและกองทัพอากาศ รวมมียศทหาร 3 เหล่าทัพ และเป็นนายกรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งหลายสมัยและครองอำนาจยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย โดยเป็นนายกฯ 8 สมัย รวม 14 ปี 11 เดือน 8 วัน โดยแบ่งช่วงเวลาออกเป็น 2 ยุค

Image copyright มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์
คำบรรยายภาพ จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารสูงสุด ประธานสวนสนามเนื่องในพิธีเปิดอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ที่ระลึกสงครามอินโดจีน

การเลือกตั้งในปี 2481 พระยาพหลฯ ปฏิเสธรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี สภาจึงลงมติให้พันเอกหลวงพิบูลสงครามเป็นนายกฯ และดำรงตำแหน่งยาวนานกว่า 6 ปีอันเป็นช่วงเวลาที่เกิดนโยบาย "สร้างชาติ" ด้วยการประกาศใช้ "รัฐนิยม" รวม 12 ฉบับ และประกาศให้วันที่ 24 มิถุนายน เป็นวันชาติ

เหตุการณ์สำคัญในยุคแรกของการเป็นนายกฯ ของจอมพล ป. มีสงครามอินโดจีนการลงนามในกติกาสัมพันธไมตรีระหว่างไทยและญี่ปุ่น ก่อนประกาศสถานะสงครามระหว่างประเทศไทยกับสหรัฐอเมริกาและบริเตนใหญ่ ในเดือน ม.ค. 2485ซึ่งต่อมาทำให้ตกเป็นผู้ต้องหาตามกฎหมาย "อาชญากรสงคราม" จอมพล ป. ลาออกจากตำแหน่ง ภายหลังสภาไม่อนุมัติ พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) สร้างนครเพชรบูรณ์ ที่รัฐบาลเสนอ

Image copyright มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์
คำบรรยายภาพ จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 (พ.ศ.2491) และคณะรัฐมนตรี

จอมพล ป. กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งในเดือน เม.ย. 2491 ภายหลัง "คณะรัฐประหาร 2490" ที่นำโดย พลโทผิน ชุณหะวัณ ได้เจรจาให้นายควง อภัยวงศ์ ลาออกจากตำแหน่งนายกฯ และให้จอมพล ป.ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน ต่อมา "คณะรัฐประหาร 2490" ได้ทำรัฐประหารตัวเองเมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2494 โดยยังให้จอมพล ป. เป็นนายกฯ เช่นเดิม ผลจากการรัฐประหารครั้งนั้น "ทำให้อำนาจทุกด้านของรัฐบาลและคณะรัฐประหารเข้มแข็ง"

การดำรงตำแหน่งนายกฯ ในครั้งนั้น ยาวนานต่อเนื่องถึง 10 ปี 5 เดือน (ระหว่างปี2491-2500) ก่อนถูกรัฐประหารโดยนายทหารรุ่นน้องอย่างจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ยึดอำนาจ ภายหลังมีข้อกล่าวหาว่าการเลือกตั้งในเดือน ก.พ. 2500 เป็น "การเลือกตั้งสกปรก" เกิดการประท้วงการเลือกตั้งของนักศึกษา ประชาชน พล.อ. สฤษดิ์ ในขณะนั้น ลาออกจากคณะรัฐบาลและนำคณะทหารเข้ายึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาล

จอมพล ป.พิบูลสงคราม ต้องลี้ภัยไปอยู่ประเทศญี่ปุ่น และถึงแก่อสัญกรรมในต่างแดน

จอมพล ป. เคยถูกลอบสังหารทั้งสิ้น 3 ครั้ง ครั้งแรกในปี 2477 ขณะเป็น รมว. กลาโหม ถูลอบยิงที่สนามหลวงได้รับบาดเจ็บที่บริเวณต้นคอ ครั้งต่อมาขณะเป็นนายกฯ เขาถูก "คนสวน" ลอบยิงในบ้านพักในกรมทหารปืนใหญ่บางซื่อ เมื่อ 9 พ.ย.2481 และอีกหนึ่งเดือนต่อมาปรากฏข่าว เขาและเพื่อนนานยทหารถูกลอบวางยาพิษขณะรับประทานอาหารกลางวันที่บ้านพัก เมื่อวันที่ 9 ธ.ค.2481

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม