ทิม พิธา : กระดุม 5 เม็ดของอนาคตใหม่ กับปณิธานใหม่ขอเป็น "พรรคที่เล่นการเมืองน้อยที่สุด"

  • 2 มกราคม 2020
พิธา Image copyright paris jitpentom/BBC Thai
คำบรรยายภาพ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ปทุมวัน ออกหมายเรียกแกนนำปราศรัยคดีแฟลชม็อบรวม 5 คน พร้อมตั้งข้อหา 4 ข้อหา ทำให้พิธา ตกเป็นผู้ถูกกกล่าวหาคดีแรกตั้งแต่เล่นการเมือง

เริ่มต้นปี 2563 ด้วยความร้อนแรงทางการเมืองทั้งในศาล ในสภา และบนท้องถนน ทุกความเคลื่อนไหวล้วนปรากฏชื่อพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) เข้าไปเกี่ยวข้อง

สิ่งที่จะเกิดขึ้นตลอดเดือน ม.ค. คือ...

  • ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยคดียุบพรรคอนาคตใหม่จาก "คดีอิลลูมินาติ"
  • ฝ่ายค้านเตรียมเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล
  • แฟลชม็อบ "ไม่ถอยไม่ทน" เตรียมยกระดับเป็นมวลชนขับไล่รัฐบาล ตามนัดหมายของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ เป็น 1 ใน 4 ผู้ปราศรัยหลักที่ลานสกายวอล์ก เมื่อ 14 ธ.ค. 2562 แต่ความต่างคือเขาเปิดปราศรัย 2 ภาษา ไทย-อังกฤษ

"เราไม่ได้เตรียมที่จะเปิดปราศรัย ผมมองไปเห็นนักข่าวฝรั่งเต็มเลย ราว 20 คน ทำหน้างง ๆ ก็เลยหันไปหาเขา เพราะอยากอธิบายว่าประชาธิปไตยมี 4-5 แนวทาง ไม่ใช่แค่ไปโหวต แต่การชุมนุมอย่างสันติตราบที่ไม่ไปรบกวนคนอื่น ก็เป็นประชาธิปไตย" พิธาเผยเบื้องหลังการเปิดปราศรัยบนถนนครั้งแรกของเขาผ่านบีบีซีไทย

บทบาทของพิธาคล้ายโดดเด่นขึ้น เมื่ออนาคตใหม่ต้องเผชิญกับคดียุบพรรคจากข้อกล่าวหากรณีหัวหน้าพรรคปล่อยเงินกู้ 191.2 ล้านบาทให้พรรคตัวเอง และกรณีล้มล้างการปกครอง-เชื่อมโยงกับองค์กรลับที่ชื่อว่าอิลลูมินาติ จึงเกิดเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าเขาอาจขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ หากคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ชุดธนาธร ถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมือง

"เสียงลือเสียงเล่าอ้างก็คือเสียงลือเสียงเล่าอ้าง ตอนนี้หัวหน้าพรรคผมยังชื่อธนาธรเหมือนเดิม" พิธายืนยัน

เวลาพูดถึง ทิม-พิธา ในสภา คนมักนึกถึง "กระดุม 5 เม็ด" ซึ่งควรเป็นเรื่องน่ายินดีสำหรับนักการเมืองหน้าใหม่ที่สร้าง "ภาพจำ" เฉพาะตัวได้ แต่นั่นอาจสวนทางกับความปรารถนาของเขา

พิธาหัวเราะเล็ก ๆ รับฉายา ก่อนบอกว่า "ไม่อยากให้จำอย่างนั้นเลยครับ" เพราะการนำเสนอปัญหาเกษตรกรไทยโดยเปรียบเปรยเป็น "กระดุม 5 เม็ด" คือการจัดลำดับความสำคัญของปัญหา เร็ว-ช้า-หนัก-เบา แล้วค่อย ๆ ปลดมันไปที่ละเปลาะ ไม่อยากให้สังคมติดยึดที่รูปแบบโดยไม่พิจารณาเนื้อหาในกระดุม

กระดุม 5 เม็ดของอนาคตใหม่

เมื่อให้มองย้อนกลับมายังพรรคต้นสังกัดที่เผชิญสารพันปัญหา จนสถานะไม่มั่นคง-มีคดียุบพรรคผูกพันข้ามปี "กระดุม 5 เม็ดของอนาคตใหม่" ในสายตาพิธาคือ...

Image copyright BBC Thai

กระดุมเม็ดแรก สามัคคี-ไม่หูเบา : ยิ่งปัจจัยภายนอกรุมเร้ามากเท่าไร ยิ่งต้องรู้จักประนีประนอมและรับฟังซึ่งกันและกัน "ถ้าพรรคของเรามีความเป็นปึกแผ่น ไม่หูเบา ใครจะพูดอะไร เราฟังแต่ยังไม่เชื่อ และก็มีสติกับทุกอย่าง เป็นกระดุมเม็ดแรกที่ถ้าติดถูกแล้ว กระดุมเม็ดที่เหลือจะได้ติดง่ายมาก"

กระดุมเม็ดที่ 2 ฝ่ามรสุมสารพัดคดี : เตรียมพร้อมสู้คดีที่ถาโถมเข้ามาหลายสิบคดี ต้องช่วยกันคิดแก้ปัญหาและวางกลยุทธ์ในการสู้คดี

กระดุมเม็ดที่ 3 ลดปัญหาภายในพรรค : ถ้าใครที่ทำงานดิจิทัลหรือสตาร์ทอัพจะรู้ว่าตอนตั้งธุรกิจปีแรก มันเละ ยุ่งยิ่งกว่ายุ่ง ต้องใช้ดุลพินิจเยอะ "เราไม่ใช่เป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่อยู่มา 40-50 ปี เราเป็นบริษัทสตาร์ทอัพที่ต้องการจะมา disrupt (พลิก) การเมืองไทย ถ้าเราเห็นภาพตรงนี้ก่อน คุณก็จะมีความคาดหวังและบริหารความคาดหวังในการทำงานของพรรคมากขึ้น อะลุ้มอล่วยมากขึ้น ประนีประนอมมากขึ้น"

กระดุมเม็ดที่ 4 ดันนโยบายหาเสียง : ผลักดันนโยบายต่าง ๆ ที่เคยหาเสียงไว้ "ยิ่งสภาพการเมืองร้อนแรงมากเท่าไร เราก็ยิ่งต้องทำให้ข้อเสนอของเราแหลมคมมากขึ้นเท่านั้น... ทำตามที่เคยหาเสียงไว้ พร้อมเสมอหากมีการเลือกตั้งใหม่ และหาวิธีตอบสนองประชาชนไม่ว่าเขาจะเลือกเรามาหรือไม่ก็ตาม"

กระดุมเม็ดที่ 5 เป็นปากเสียงประชาชน : ไม่หยุดทำงาน ไม่หยุดคิดนโยบายใหม่ ๆ ไม่หยุดลงพื้นที่ เอาปัญหาของประชาชนมาปรึกษาหารือในสภา 2 นาที, ตั้งกระทู้ถามรัฐมนตรี, ยื่นญัตติและอภิปรายด้วยข้อมูลหลักฐานด้วยการเป็นปากเป็นเสียงแทนพี่น้องประชาชน

Image copyright Thai News Pix

ตลอดขวบปีเศษของอนาคตใหม่ พิธายืนยันว่าไม่เคยติดกระดุมผิดที่-ผิดเวลา จนทำให้ชีวิตของพวกเขาต้องเปลี่ยนไป ทว่าอาจใช้เวลาน้อยเกินไปในการปิดห้อง-เปิดใจพูดคุยกันก่อนมีมติพรรค และอธิบายกับสังคม นี่คือสิ่งที่เขาอยาก "แก้ไข" หากย้อนเวลากลับไปได้

"พี่น้องประชาชนที่ไม่ได้เลือกผมมา ที่ไม่เห็นด้วยกับผม ยิ่งต้องฟังเขา ถ้ามีโอกาสได้พูดกับพวกเขาได้วันนี้ก็คือว่าเวลาที่มันมีอยู่ 1 ปีอาจจะสั้นไปที่จะสื่อสารว่าจริง ๆ แล้วเนื้อแท้ หรือดีเอ็นเอของพรรคอนาคตใหม่ต้องการทำอะไรให้กับประเทศไทย ให้กับปัญหาที่มันมีอยู่" พิธาพูดด้วยแววตามุ่งมั่น

ผ่าดีเอ็นเอชาวอนาคตใหม่ "คนอยู่ไม่เป็น"

  • คนที่รู้ว่าปัญหามีไว้ให้แก้ ไม่ได้มีไว้ให้กลุ้ม
  • คนที่ฟัง แต่ยังไม่เชื่อ
  • คนที่กล้าสู้กับความอยุติธรรม เรียกร้องสังคมที่ก้าวหน้า
  • คนที่เข้าใจว่าโลกหมุนด้วยความหวัง ไม่ได้หมุนด้วยความกลัว
  • ไม่ใช่พวกไม่เคารพกฎหมาย แต่ต้องการกฎหมายที่เป็นธรรม
  • ไม่ใช่พวกชังชาติ แต่รักชาติพอที่จะยอมรับข้อเสียแล้วแก้ปัญหา
  • ไม่ใช่พวกต่อต้านความเป็นไทย แต่เชื่อในความเป็นไทยที่ทันสมัยหลากหลายอยู่ได้กับความเป็นสากล
  • ไม่ใช่พวกล้มเจ้า แต่ต้องการให้ประเทศไทยปกครองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอย่างแท้จริง

ที่มา : บีบีซีไทยสรุปจากคำพูดของ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และ ปิยบุตร แสงกนกกุล ในงานรวมพล "คนอยู่ไม่เป็น" เมื่อ 16 พ.ย. 2562

Image copyright Thai news Pix
คำบรรยายภาพ ปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส. บัญชีรายชื่อ เป็น 1 ใน 2 ส.ส. ที่ลุกขึ้นอภิปราย ก่อนที่สภาจะลงมติอนุมัติ พ.ร.ก. โอนอัตรากำลังพลฯ ด้วยคะแนน 374 ต่อ 70 งดออกเสียง 2 เมื่อ 17 ต.ค. 2562

หนึ่งในวาระสุดแหลมคม-ชวนหวาดเสียว-ฉีกทุกขนบการเมืองไทย หนีไม่พ้น กรณี 70 ส.ส.พรรคสีส้มพร้อมใจกันลงมติ "ไม่อนุมัติ" พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) โอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ. 2562 กลางที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพราะเห็นว่าไม่เข้าเกณฑ์ "จำเป็นรีบด่วน" ตามรัฐธรรมนูญ

เดิม กก.บห. เห็นควรให้ "งดออกเสียง" แต่ต้องแพ้โหวตกลางที่ประชุม ส.ส. ของพรรค ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากนักกิจกรรมการเมืองและผู้สนับสนุนพรรค จนมีการมองกันว่า "มวลชนสีส้มไปไกลกว่าพรรค" ขณะเดียวกันมติพรรคให้ "โหวตคว่ำ" พ.ร.ก. ได้นำไปสู่ปรากฏการณ์ "เสียงแตก-เสียงหลง" ขึ้นกับ ส.ส. บางส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับการแสดงจุดยืนที่ "อ่อนไหว"

พิธายอมรับว่า ทั้งการบริหารจัดการ ส.ส. และการบริหารอารมณ์มวลชน "ไม่ง่ายทั้ง 2 อย่าง เพราะคนร้อยพ่อพันแม่มาอยู่ด้วยกัน มีคนหลายประเภท มีรัก โลภ โกรธ หลง" แต่ก็ไม่เกินความคาดหวัง และไม่เบื่อกับสิ่งที่เห็นและเป็นไป

นิยามชายชื่อพิธา "สุภาพ แต่เข้มแข็ง"

น่าสนใจว่าชายวัย 40 ปีที่ "หน้าเกลี้ยง-เสียงทุ้ม-พูดจานุ่มนวล" ไปกันได้อย่างไรกับพรรคที่มีบุคลิก "ก้าวหน้า-แข็งกร้าว-สุดโต่ง"

เจ้าตัวเคยพูดไว้ว่า เหตุที่ตัดสินใจสวมเสื้ออนาคตใหม่ตามคำเชิญของ ธนาธร เพราะ "วิสัยทัศน์" และ "วัฒนธรรม" ตรงกัน

Image copyright ฝ่ายประชาสัมพันธ์ รัฐสภา
คำบรรยายภาพ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประธานกรรมาธิการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร รับเรื่องร้องทุกข์จากประชาชน

"เวลาเราพูดคำว่าก้าวหน้าหรือสุดโต่ง มันขึ้นอยู่กับว่าเรากำลังเทียบอะไรกับอะไร ถ้าก้าวหน้าหมายถึงทำให้สังคมก้าวหน้า ทำให้ปัญหาของประเทศได้รับการแก้ไข ตรงกันข้ามกับความล้าหลังทั้งระบบราชการ การบริหารเศรษฐกิจ ก็ยอมรับว่าเราเป็นพรรคก้าวหน้า"

ส่วนมุมมองต่อตัวเอง พิธาให้คำจำกัดความไว้ว่า "สุภาพ แต่เข้มแข็ง" หากไม่เห็นด้วยกับอะไรใช่ว่าจะยอมง่าย ๆ แม้ข้างนอกดูประนีประนอม แต่ก็อยู่ในพื้นฐานมีหลักการ

"ปากกาไม่ได้อยู่กับเรา ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับเขา"

ก่อนถึงวันพิพากษาชะตากรรม "พรรคส้มหวาน" 21 ม.ค. นี้ สิ่งที่พลพรรคอนาคตใหม่ทำได้คือเตรียมต่อสู้ทางคดีอย่างเต็มที่ "ที่สุดแล้วอำนาจมันไม่ได้อยู่กับเรา ปากกาไม่ได้อยู่กับเรา ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับเขา ก็ลองดูว่าสิ่งที่เขาจะตัดสินใจเป็นอย่างไร"

"เรื่องที่เขากำลังทำ เกิดขึ้นมาไม่รู้กี่รอบแล้วในประเทศไทย ไม่ใช่เราเป็นพรรคการเมืองแรกที่จะโดนยุบซะเมื่อไร..." พิธากล่าวอย่างไม่ยี่หระ

แต่ท้ายที่สุดหากเกิดอุบัติเหตุขึ้นกับอนาคตใหม่จริง ๆ สิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องรักษาไว้ก็คือ "อุดมการณ์"

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ การชู 3 นิ้วถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ต่อต้านเผด็จการ ทว่านี่ได้กลายเป็นสัญลักษณ์การทักทาย ต้อนรับ กระทั่งปกป้องหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่

"ผมคิดว่าอุดมการณ์ไม่ควรเปลี่ยน ถ้าอุดมการณ์ไม่เปลี่ยน ก็หวังว่าบุคลากรในพรรคไม่เปลี่ยน ไปไหนไปด้วยกัน ส่วนเรื่องใครจะเป็นผู้นำ ผมเชื่อว่าทั้งพรรคมีคนมีศักยภาพ อีกอย่างหนึ่งคือพรรคเป็นสถาบันทางการเมืองที่ไม่ใช่ว่าให้ใครมาจิ้มได้ มันอาจจะมีพี่ ๆ สื่อมวลชนบอกว่าธนาธรดันพิธา มันไม่ใช่ เพราะว่าพรรคนี้มันไม่ใช่พรรคของธนาธร เวลาประชุม กก.บห. ธนาธรแพ้ไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง ปิยบุตรแพ้ไม่รู้กี่ครั้งว่าจะตัดสินใจทำอะไรไม่ทำอะไร เพราะฉะนั้นมันมีทั้งระบบ กก.บห. มีสมาชิกพรรค มันไม่ได้ขึ้นกับใครคนใดคนหนึ่งที่จะตัดสินใจให้ใครเป็นอะไร"

อนาคตใหม่ภาค 2 ขอเป็น "พรรคที่เล่นการเมืองน้อยที่สุด"

ธนาธรถูกยกให้เป็น "ผู้นำประชานิยม" ที่มี "ฟ้า" เป็นกองเชียร์ ส่วนปิยบุตรก็มีภาพ "นักการเมืองปัญญาชน" หากพิธาต้องมีบทบาทนำในพรรค อะไรคือความแปลกใหม่ที่สังคมจะได้เห็นใน "อนาคตใหม่ภาค 2"

Image copyright Getty Images

เขาอ้างว่า แม้ไม่ยุบพรรค และธนาธรยังเป็นหัวหน้าพรรค ก็มีภาค 2 ของอนาคตใหม่โดยไม่ต้องมีใครมาบังคับ เพราะพวกเขาเรียนรู้บทเรียนจากปีแรก แล้วก้าวต่อไปในปีที่ 2, 3, 4 เพื่อเป็น "พรรคการเมืองที่จะพาประเทศไทยไปสู่ศตวรรษที่ 21" ท่ามกลางสารพัดปัจจัยรุมเร้า ทั้งสถานการณ์การเมืองร้อนแรงในประเทศ, สงครามทางเศรษฐกิจ และภาวะรัฐบาลปริ่มน้ำ

"เราต้องเตรียมพร้อมที่จะคิดถึงปัญหาเหล่านี้ จัดการภายในพรรคตัวเอง และมีทางเลือกให้ประชาชนในการแก้ไขปัญหา ในการพัฒนา หวังว่าจะเป็นพรรคที่เล่นการเมืองน้อยที่สุด" ผู้มีชื่อติดโผหัวหน้าพรรคสำรองระบุ

ในฐานะอดีตผู้บริหารภาคเอกชนที่ผ่านธุรกิจร้อยล้าน พิธาพูดถึงลักษณะ "ผู้นำที่ดี" ไว้ว่าต้องใช้ศักยภาพของคนทุกคนในทีมให้เป็นประโยชน์ให้ได้ ไม่ใช่มี 100 คน แต่ใช้งานแค่ 4-5 คน

ร่วมสายเลือด "ลิ้มเจริญรัตน์" แต่ "เป็นตัวของตัวเอง"

คนในตระกูล "ลิ้มเจริญรัตน์" ที่ปรากฏชื่อในแวดวงการเมืองตามการรับรู้ของสังคมมีอยู่ 3 คน นอกจากพิธายังมี...

  • พงษ์ศักดิ์ ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ผู้เป็นบิดาของเขา
  • ผดุง ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตเลขานุการส่วนตัวของ ทักษิณ ผู้มีศักดิ์เป็นอาของพิธา ทว่าเจ้าตัวยืนยันว่าไม่เคยขอคำแนะนำจาก "ชายผมขาว" ก่อนลงเล่นการเมือง และไม่ค่อยได้เจอกันในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา

แต่สิ่งที่น้อยคนจะรู้คือ พิธาเป็นหลานชายของ ตามใจ ขำภโต รมว.พาณิชย์ ในรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งเกี่ยวดองทางฝั่งมารดา

"การเมืองคุณอย่ามาแบ่งฝั่งโดยเอานามสกุลมาแบ่งฝั่งง่าย ๆ เลย เพราะทุกวันนี้คนที่อยู่ใน ครม. ชุดนี้ แล้วเทียบไปก่อน คมช. (คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ ผู้ก่อรัฐประหาร 2549) ก็ ครม. ชุดเดียวกัน ผมว่าดูที่การกระทำมากกว่าดูที่นามสกุล เพราะคนเรามันเลือกนามสกุลไม่ได้ เลือกญาติโกโหติกาอะไรอย่างนี้ไม่ได้" พิธากล่าว

พิธาย้ำว่า "ไม่ได้มีความคิดอะไรที่มาจากคุณพ่อ-คุณแม่ หรือมาจากนามสกุลของฝั่งใดฝั่งหนึ่งที่ทำให้ผมเป็นผมในวันนี้ ไม่เกี่ยวข้องกัน" แต่ยอมรับว่าการที่บุพการีส่งเขาเรียนที่ประเทศนิวซีแลนด์ตั้งแต่อายุ 11-12 ปี คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้สนใจการเมือง

"ทีวีมันมีอยู่ 3 ช่อง มองไปข้างนอกก็มีแต่แกะ มองกลับมาทีวีก็มีแต่นายกฯ จิม โบลเกอร์ ปราศรัยในสภา ผมก็นั่งดูทุกวัน" เขาย้อนความหลัง

ทว่านักการเมืองระดับโลกที่มหาบัณฑิตการเมืองการปกครอง วิทยาลัย จอห์น เอฟ. เคเนดี สังกัดมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประเทศสหรัฐฯ ชื่นชอบลีลาปราศรัยเป็นพิเศษคือ โรนัลด์ เรแกน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่วน "ดาวไฮปาร์คชาวไทย" เขายกให้ อดิศร เพียงเกษ พรรคเพื่อไทย, จาตุรนต์ ฉายแสง อดีตพรรคไทยรักษาชาติ และ ไตรรงค์ สุวรรณคีรี พรรคประชาธิปัตย์

อีกช่วงที่ได้ทดลองวิชาที่ร่ำเรียนมาคือการเป็นคณะทำงาน "หน้าห้อง" ของ รมว.พาณิชย์ ที่ชื่อ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ในรัฐบาลทักษิณ 2 ช่วงปี 2548-2549

Image copyright Thai News Pix
คำบรรยายภาพ ส.ส. พรรคอนาคตใหม่ ระหว่างการประชุมสภา

"ผมไม่ได้เข้ามาแบบไม่มีความคาดหวัง ไม่ได้เข้ามาแบบใสซื่อ หรือไม่ได้เข้ามาแบบนาอีฟ (naive ไร้เดียงสา) หรอก เมื่อเรารู้แล้ว คาดหวังแล้ว เตรียมตัวมาแล้ว เราก็ไม่ทำอะไรที่มันผิด ไม่ทำอะไรที่มันเกี่ยวข้อง ไม่ทำอะไรที่มันเทา ๆ ทำอะไรให้มันบริสุทธิ์ที่สุดเท่าที่ทำได้ อันนั้นก็เป็นสิ่งที่เราสามารถควบคุมได้" พิธากล่าว

ประสบการณ์แปลก-ใหม่ที่เขาได้รับในช่วงครึ่งปีของการทำหน้าที่ผู้แทนฯ คือ ได้เห็นภาพกว้างของประเทศ และมีโอกาสพูดคุยกับ "ผู้มีอำนาจตัวจริง" ไม่ว่าผ่านกลไกรัฐสภา หรือกระทั่งเดินสวนกันในห้องอาหาร

ส.ส. พ่อลูกอ่อน

ขณะเดียวกัน การเมืองดึงเวลาไปจากเขามหาศาล ทำให้ชีวิตส่วนตัวเปลี่ยนไป แต่บทบาทที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงคือการเลี้ยงดูฟูมฟัก พิพิม บุตรสาววัย 3 ปีเศษของเขา กับ ต่าย-ชุติมา ทีปะนาถ อดีตภรรยา

"ก็เป็น ส.ส. พ่อลูกอ่อนน่ะครับ... ประชุมสภาเสร็จ กลับบ้านมา 3-4 ทุ่ม ลูกยังไม่นอน รอพ่อ ก็ต้องจัดเวลา อุ้มแล้วก็กล่อมต่อ เล่านิทานเรื่องเดิม เวลาเดิม ๆ กลิ่นเดิม ๆ"

นอกจากเป็น "ดาวสภา" ขวัญใจประชาชน เขายังมีลูกน้อยเป็น "แฟนคลับ" คอยจับจ้องจอหน้าโทรทัศน์เวลาเห็นพ่อลุกขึ้นอภิปรายกลางสภา

Image copyright Pita Limjaroenrt
คำบรรยายภาพ พิธา กับ พิพิม

"เขาดูทีวี ก็จะบอกพ่อพูด ๆ เขาบอกเขาเห็นนะที่พ่อพูดอยู่ ก็เลยบอกว่านี่ไงพ่อไปทำงานจริง ๆ เห็นไหม พิพิมก็ไปโรงเรียนของพิพิม ๆ ก็ไปพูดกับเพื่อน พ่อก็ต้องมาพูดกับเพื่อนพ่อในสภาเช่นเดียวกัน อันนี้โต๊ะเรียนพิพิมใช่ไหม นี่โต๊ะประธานกรรมาธิการ นี่โต๊ะที่ทำงานของพ่อ ต่างคนต่างมีหน้าที่นะลูก เขาก็จะได้แกร่งและเข้มแข็งมากขึ้น"

ส่วนคำให้สัมภาษณ์ของอดีตภรรยาที่ออกมา "ฉะ-แฉ" พิธาเมื่อปีก่อน ในช่วงที่เขาเพิ่งกระโจนเข้าสู่การเมือง หลายคำถามยังไม่เคยมีคำตอบจากพิธา

ครั้งนี้ก็เช่นกัน อดีตสามีดาราไม่ขอตอบ-งดขยายความในทุกประเด็น เพราะเป็นเงื่อนไขของศาลเยาวชนและครอบครัว

"ทุกคนเคยเป็นตัวร้ายในเรื่องเล่าของคนอื่นทั้งนั้น ถ้าทำใจได้ก็เลี้ยงลูกไป ก็ต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยการกระทำ" เขากล่าว

หากถามว่า "อดีต" กับ "อนาคต" อะไรน่ากลัวกว่ากันเมื่อเข้าสู่แวดวงการเมือง

คำตอบของพิธาคือ "การไม่อยู่กับปัจจุบันน่ากลัวทั้งคู่" เพราะอดีตเกิดขึ้นแล้ว แก้ไขไม่ได้ ส่วนอนาคตยังมาไม่ถึง ไม่สามารถทำอะไรได้ ดังนั้นการอยู่กับปัจจุบัน มีสติในการแก้ปัญหา น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม