รัฐธรรมนูญ 2560 : กมธ.แก้รัฐธรรมนูญฯ เล็งเปิดช่องฟังเสียงประชาชน ลดการเมืองบนท้องถนน

  • 14 มกราคม 2020
งานวิ่งไล่ลุง Image copyright Thai News Pix
คำบรรยายภาพ ผู้ร่วมงาน "วิ่งไล่ลุง" เมื่อ 12 ม.ค. แสดงสัญลักษณ์ชู 3 นิ้วไม่เอารัฐธรรมนูญ

คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 สภาผู้แทนราษฎร เห็นพ้องให้มีช่องทางการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน คู่ขนานการทำหน้าที่ในสภา ส่วนหนึ่งเพื่อลดความตึงเครียดที่อาจนำไปสู่การเมืองบนท้องถนน

ในการประชุมร่วมกันนัดที่ 2 ของ กมธ.แก้ไขรัฐธรรมนูญฯ ทั้ง 49 คน ที่มีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ช่วงเช้าวันนี้ (14 ม.ค.) ได้เปิดโอกาสให้ กมธ. เสนอความคิดเห็นเพื่อกำหนดแนวทางการทำงานภายใต้กรอบเวลา 120 วันที่กำหนดโดยสภา

หนึ่งในข้อสรุปร่วมกันเบื้องต้นคือ เห็นควรเปิดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนคู่ขนานไปกับการทำหน้าที่ของ กมธ. โดยประธานได้มอบหมายให้ทีมโฆษกทั้ง 5 คนไปหารือเรื่องรูปแบบแล้วมานำเสนอต่อที่ประชุมในวันที่ 17 ม.ค. นี้ โดยอาจตั้งเป็นคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน

นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ในฐานะโฆษก กมธ. ระบุว่า เขาเป็นหนึ่งในบุคคลที่ต้องไปนอนในห้องขังกว่า 10 วัน เพราะรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในชั้นประชามติเมื่อปี 2559 ซึ่งในเวลานั้นคนเห็นต่างพูดไม่ได้ เข้าใจว่าเป็นบรรยากาศหลังรัฐประหาร แต่ในเมื่อวันนี้มีสภาที่มาจากประชาชนแล้วก็น่าจะแก้ไขตรงนี้ ไม่ใช่เพื่อกลับไปแก้อดีต แต่เพื่อเดินหน้าไปสู่อนาคตอีกครั้ง

รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ผ่านความเห็นชอบของประชาชนในชั้นประชามติเมื่อ 7 ส.ค. 2559 ด้วยคะแนนเห็นชอบ 16 ล้านเสียง ต่อ 10 ล้านเสียง ทำให้ น.ส.วลัยพร รัตนเศรษฐ กมธ. ในโควตาพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ชี้ว่า เป็นเสียงที่ทุกฝ่ายพึงรับฟังไม่ว่ากระบวนการประชามติจะเป็นอย่างไรก็ตาม ทว่า กมธ. ในโควต้า อนค. เห็นต่างโดยระบุว่า วันนั้นประชาชนอาจเห็นแบบนั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องเห็นแบบนั้นตลอดไป ทำอย่างไรจะให้มีกระบวนการเสรี แล้วถามประชาชนว่ายังเห็นแบบเดิมหรือไม่

"หลักการคือประชาชนเปลี่ยนใจได้เสมอ เพราะประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจในการสถาปนารัฐธรรมนูญ... ถ้าเสียงของประชาชนดังเพียงพอ ส.ว. ก็ต้องยอมจำนนกับพวกเราเหมือนกัน" นายรังสิมันต์ อดีตผู้ต้องหาคดีประชามติระบุ

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ เจ้าหน้าที่ทหารร่วมรณรงค์ประชาชนไปลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญปี 2559

นายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะโฆษก กมธ. เป็นอีกคนที่ให้ความเห็นว่าประชามติที่ผ่านมา "ไม่ใช่ประชามติ" และเป็นการเปิดรับฟังความเห็นของประชาชนแบบ "แอบฟังและปิดกั้น" จึงคิดว่า กมธ. ควรให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนมากที่สุด

ส่วนนายนายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ และ กมธ. กล่าวว่า หลายคนกังวลว่าจะเกิดการเมืองบนท้องถนน แต่ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องปกติของระบอบประชาธิปไตย ทว่าหากรัฐบาลและรัฐสภาสามารถตอบสนองข้อเรียกร้องของประชาชนได้ การเมืองบนท้องถนนก็จะน้อยลง แต่ถ้าตอบสนองไม่ได้ การเมืองบนท้องถนนก็จะมากขึ้น จึงสนับสนุนให้ กมธ. เดินหน้ารับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อลดความตึงเครียด

สมชัย ชง 3 แนวทางรื้อรัฐธรรมนูญฉบับ 2560

นอกจากประเด็นการทำงานคู่ขนานระหว่างกลไกของสภา กับกลไกรับฟังความคิดจากประชาชนภายนอก ที่ประชุมยังได้หารือแนวทางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 โดยนายสมชัย ศรีสุทธิยากร รองประธาน กมธ. ในโควตาพรรคเสรีรวมไทย (สร.) ได้ร่าย 3 แนวทางในการไขประตูสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หลังรวบรวมข้อเสนอจากภาคส่วนต่าง ๆ พร้อมชี้ให้เห็นถึงอุปสรรคในการดำเนินการ เนื่องจากมีผู้ "ถือกุญแจ" อยู่อย่างน้อย 3 ฝ่ายคือ รัฐบาลและ ส.ว., ฝ่ายค้าน, ประชาชน

แนวทาง เจ้าของแนวคิด อุปสรรค
1) แก้เฉพาะมาตรา 256 พรรคประชาธิปัตย์ หากแก้ไขด้วยการตัดเสียง ส.ว. 1 ใน 3 หรือตัดเสียงฝ่ายค้าน/พรรคที่ไม่มีรัฐมนตรี ประธานและรองประธานสภา ร้อยละ 20 ออกไปจากกระบวนการเห็นชอบในวาระ 3 เชื่อว่าจะไม่มีใครยอมคืนกุญแจ เพราะ "ไม่มีใครไว้วางใจใคร และไม่มีทางประสบความสำเร็จ"
2) แก้มาตราที่เป็นปัญหา โดยไม่ตัดมาตรา 256 นายไพบูลย์ นิติตะวัน รองประธาน กมธ. จะเกิดคำถามว่ามาตราที่เป็นปัญหามาจากมุมมองของใคร
3) แก้มาตรา 256 เปิดทางให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ฝ่ายค้าน หากใช้แนวทางนี้ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) อาจจะเสียหน้า เพราะเท่ากับสิ่งที่ทำมาไม่ดี ต้องทำใหม่หมด และอาจต้องใช้เวลานานราว 2 ปี

ที่มา : บีบีซีไทยสรุปจากพาวเวอร์พอยท์ที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร นำเสนอต่อที่ประชุม กมธ. แต่ไม่มีมติรับรองแต่อย่างใด

ไพบูลย์ เปิดฉากพิทักษ์ ม. 256

ข้อเสนอจากนายสมชัยให้รื้อรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ถูกรองประธาน กมธ. ในโควตา พปชร. อย่างนายไพบูลย์ นิติตะวัน ปฏิเสธทันควัน โดยเขาเห็นว่า การแก้ไขมาตรา 256 เพื่อเปิดทางไปสู่การตั้ง ส.ส.ร. "เป็นไปไม่ได้ เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ขัดกฎหมายหลายประการ และไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง"

Image copyright Hataikarn Treesuwan/BBC Thai

นายไพบูลย์ได้หยิบยกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2555 กรณี พท. เสนอตั้ง ส.ส.ร. เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ทั้งฉบับ แต่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ารัฐธรรมนูญ 2550 ผ่านประชามติ จึงต้องให้ประชาชนลงประชามติก่อนว่าควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ อำนาจการสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นอำนาจของประชาชน ดังนั้นการเสนอแก้ไขมาตรา 256 เพื่อยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ จึงไม่ใช่เรื่องที่สมาชิกรัฐสภาจะทำได้ เพราะขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญซึ่งมีผลผูกพันทุกองค์กร ยกเว้นไปทำประชามติก่อน นี่เป็นข้อเท็จจริงที่ต้องมาถกกันก่อน ต้องดูความเป็นไปทางกฎหมาย ก่อนจะไปพูดว่ารัฐธรรมนูญไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้

ส่วนการแก้ไขมาตรา 256 เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญทำได้ง่ายขึ้น นายไพบูลย์ก็เห็นว่ามีปัญหาต้องพิจารณา เพราะมาตรานี้ออกแบบมาเพื่อถ่วงดุลเสียงในสภา ไม่ให้เกิดเหตุพวกมากลากไปแล้วไปแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของฝ่ายตัวเอง

"ผมไม่เห็นด้วยกับคุณสมชัยที่ให้ ส.ว. ไปคืนกุญแจ เขาต้องไปคืนทำไม ในเมื่อเขาก็มีเอกสิทธิ์ในการเข้าร่วมพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าในฐานะสมาชิกรัฐสภา หรือ ส.ว." นายไพบูลย์กล่าว

นิพิฏฐ์ แนะทำข้อตกลงให้ชัด แก้ใหญ่-แก้เล็ก สกัดถูกมองว่าเล่นปาหี่

ขณะเดียวกันมี กมธ. ในโควตาพรรครัฐบาลได้เปิดตัวว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของคน "ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ" อย่างนายนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ โควต้า ปชป. เปรียบรัฐธรรมนูญเหมือน "ผู้ป่วย" ส่วนจะผ่าตัดใหญ่หรือผ่าตัดย่อยเป็นสิ่งที่ กมธ. ต้องพิจารณา ทุกวันนี้ที่ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองดำรงอยู่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะประชาชนไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญ จึงเสนอให้กำหนดกรอบในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ทีโออาร์) เพื่อให้เกิดความไว้วางใจกัน ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ หรือแก้ไขเป็นรายมาตรา

"ไม่ว่าจะแก้ใหญ่หรือเล็ก ก็ต้องมีความเป็นไปได้ ถ้าทำไม่ได้ เราก็แค่มาเล่นปาหี่เท่านั้นเอง" กมธ.ในโควตา ปชป. ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลกล่าว

Image copyright Thai news pix
คำบรรยายภาพ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ประธาน กมธ.แก้รัฐธรรมนูญฯ

นายนิโรธ สุนทรเลขา ส.ส.นครสวรรค์ พปชร. และ กมธ. กล่าวว่า เขาได้รณรงค์ให้ประชาชนไม่รับร่างด้วย แต่เนื่องจากตอนนั้นร่างรัฐธรรมนูญหายาก กกต. ไม่ได้แจกร่างให้อ่าน จึงไม่มีความสามารถในการทำให้ประชาชนเห็นด้วยกับเขา ผลคือในพื้นที่ จ.นครสวรรค์ ประชาชนส่วนใหญ่รับร่างรัฐธรรมนูญด้วยคะแนนร้อยละ 60-30 จึงเป็นเหมือนสัญญาประชาคมกับประชาชนว่าให้เอารัฐธรรมนูญไปใช้ก่อน

เขาเสนอให้ กมธ. ศึกษาและรวบรวมปัญหาจากการบังคับใช้รัฐธรรมนูญเป็นหมวดหมู่ เพื่อหาคำตอบสำคัญ 2 ข้อคือ 1. รัฐธรรมนูญฉบับนี้ส่งผลกระทบต่อชีวิตของประชาชนอย่างไร และ 2. เมื่อฝ่ายบริหารนำไปใช้แล้วมีปัญหาต่อการบริหารราชการแผ่นดินอย่างไรทั้งทางตรงและทางอ้อม

ส่วน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง กมธ. ในโควตาพรรคประชาชาติ (ปช.) ชี้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เกิดจาก "ความไม่ไว้ใจประชาชน และไม่ไว้ใจนักการเมือง" จึงอยากให้มีการศึกษาวิจัยประเมินผลของรัฐธรรมนูญโดยองค์กรต่าง ๆ เช่น สถาบันพระปกเกล้า และมหาวิทยาลัยต่าง ๆ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม