มิ่งขวัญ ประกาศแยกทางกับพรรคเศรษฐกิจใหม่-จองเวลาอภิปรายไม่ไว้วางใจ 4 ชม.

นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ (ซ้าย) กับนายสุภดิช อากาศฤกษ์

ที่มาของภาพ, wasawat lukharang/BBC Thai

คำบรรยายภาพ,

นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ (ซ้าย) กับนายสุภดิช อากาศฤกษ์

นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ (ศม.) ประกาศ "แยกทางกับพรรคต้นสังกัด" หลังถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้าน พร้อมยืนยันว่าได้จองเวลาเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลไว้ถึง 4 ชั่วโมง

นายมิ่งขวัญยกรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 มาใช้เป็นเหตุผลอ้างว่า ส.ส. มีเอกสิทธิ์ ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามมติพรรค จึงขอยึดมั่นเอาคำพูดที่เคยหาเสียงมาแต่ต้น และย้ำจุดยืนไม่เปลี่ยนแปลง "ผมจะอยู่กับพรรคร่วมฝ่ายค้าน แม้จะเป็นคนเดียวผมก็จะยืนอยู่" และ "ขอประกาศว่าผมจะไม่ร่วมอุดมการณ์นี้กับ ศม. ต่อไป เป็นอันว่าผมขอประกาศแยกทางกับ ศม. เด็ดขาด"

นายมิ่งขวัญเล่าย้อนความไปว่า เมื่อวันศุกร์ที่ 31 ม.ค. นายสุภดิช อากาศฤกษ์ รักษาการหัวหน้า ศม. ได้โทรศัพท์มาถามว่าทราบข่าวหรือยังเรื่อง ศม. จะถอนตัวจากพรรคร่วมฝ่ายค้าน จึงบอกว่าขอถามคำถามหน่อย แต่นายสุภดิชบอกว่าโทรมาเท่านี้ ผู้ใหญ่โทรมา ขอวางสายก่อนแล้วจะโทรกลับ แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่โทรมา ก็ไม่เป็นไร

พลันที่หนังสือของ ศม. ซึ่งส่งตรงถึงผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เรื่อง แจ้งผลมติในที่ประชุมกรรมการบริหาร ศม. ถอนตัวจากพรรคร่วมฝ่ายค้านเพื่อทำงานเป็นอิสระตามแนวทางของพรรค ลงวันที่ 30 ม.ค. ถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะในวันรุ่งขึ้น (31 ม.ค.) ซึ่งเป็นวันที่ 7 พรรคฝ่ายค้านยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ 6 รัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายมิ่งขวัญกับพวกก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

"เราเป็นคนรักษาคำพูดกันทั้งพรรค ไม่ใช่ผมคนเดียว คำไหนคำนั้น" คือคำพูดในอดีตของนายมิ่งขวัญที่ถูกสื่อมวลชนทั้งกระแสหลักและกระแสรองหยิบยกไปโคว้ดคำพูดต่อ ซึ่งเจ้าตัวได้อ่านได้เห็นสารพัดความเห็นในโลกออกไลน์ ก่อนบรรยายความรู้สึกว่าเหมือน "ถูกตบหน้าอย่างรุนแรง" และตัดพ้อสื่อมวลชนที่ตัดข้อความไปนำเสนอเพียงบางส่วน และตัดบริบทในเหตุการณ์นี้ออก

ที่มาของภาพ, BBC Thai

เขาจึงขอเล่าที่มาที่ไปซ้ำว่า ในวันนั้นได้ลงมาแถลงข่าวพร้อม ส.ส.ศม. และได้ยื่นไมโครโฟนจ่อปากเพื่อนร่วมพรรคทีละคน แล้วถามคำถามว่าไปดีลผลประโยชน์กับใครมาหรือไม่ และยังจะอยู่พรรคฝ่ายค้านและดำรงสถานภาพนี้ต่อไปอีกหรือไม่ พร้อมย้ำกับสื่อมวลชนให้บันทึกภาพและเสียงเอาไว้ให้ดี "เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าใครเป็นคนรักษาคำพูดหรือตระบัดสัตย์" โดยหารู้ไม่ว่าคำพูดบางช่วงบางตอนของตัวเขา จะย้อนกลับมาถูกทวงถามจากผู้คนในสังคมในวันที่ ศม. ประกาศ "พลิกขั้วการเมือง"

ส.ส.บัญชีรายชื่อ ศม. บอกด้วยว่า "ตั้งแต่เกิดมาในชีวิต ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ถูกด่าสาดเสียเทเสีย ถ้าภาษาสื่อคือออกอากาศไม่ได้" และ "ถ้าไม่ออกมาพูดวันนี้ ผมคงนอนตายตาไม่หลับ"

ผู้สื่อข่าวถามว่า อะไรคือแรงจูงใจที่ทำให้พรรคเศรษฐกิจใหม่ถอนตัวจากฝ่ายค้าน นายมิ่งขวัญบอกว่า "ผมไม่หลวมตัวตอบหรอก มีใครตะโกนมาว่ากล้วย ผมไม่รู้ อย่าว่าแต่สำนักข่าวเลย ผมก็สงสัยว่าอะไรทำให้เปลี่ยน คนเราจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเป็นไปไม่ได้เลย ไว้ถามเขาสิ กล้าถามไหมล่ะ"

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ,

แคนดิเดตนายกฯ จาก 3 พรรค นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อนค, นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ศม. และคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ พท. (จากซ้ายไปขวา)

นายมิ่งขวัญเป็นอดีตหัวหน้า ศม. และผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ ในบัญชีของพรรคในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง 24 มี.ค. 2562 แต่วันนี้เขาออกมาแฉพรรคต้นสังกัดว่า "ไม่รักษาคำพูดเบื้องต้น" กับเขา ทั้งกรณีไม่เปิดเวทีปราศรัยให้, พิมพ์โปสเตอร์หาเสียงไม่ครบ, จัดทำแผ่นพับนโยบายหาเสียงไม่ครบ ทำให้เขาต้องหาเสียงด้วยการขึ้นเวทีประชันวิสัยทัศน์ (ดีเบต) เพียงอย่างเดียว ก่อนได้รับคะแนนเสียงมา 4.85 แสนคะแนน ซึ่งเขาตีความว่าเป็นเพราะประชาชนให้เกียรติ เชื่อถือ ศรัทธาในตัวของเขาและนโยบาย แต่ด้วยรัฐธรรมนูญปัจจุบันที่ทำให้มีประชาธิปไตย 2 ฝั่งโดยไม่ตั้งใจคือ ประชาธิปไตยที่มาจากพรรคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ถ้าเอ่ยชื่อก็คือพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กับพรรคที่เป็นประชาธิปไตยอีกฝั่งที่กระจายตัวอยู่

"ในเมื่อเราประกาศว่าไม่อยู่ฝั่งที่มาจาก คสช. ก็แปลว่าผมต้องอยู่อีกฝั่ง การหาเสียงเป็นมาเช่นนั้น ผมเชื่อว่าคนที่เลือกผม และ ศม. ก็เลือกจากสิ่งนี้เป็นองค์ประกอบในการตัดสินใจด้วย" นายมิ่งขวัญระบุ

นายมิ่งขวัญยังวิจารณ์พฤติกรรมของ ส.ส.ศม. ว่า "ไม่ถูกต้อง" กรณีโหวตสวนมติพรรคร่วมฝ่ายค้านในหลายครั้ง และอ้างว่าไม่ได้รับเชิญให้ไปร่วมประชุมพรรคในวันที่ ศม. มีมติถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้าน

ที่มาของภาพ, wasawat lukharang/BBC Thai

ผู้สื่อข่าวยิงคำถามว่า เมื่ออุดมการณ์ไม่ตรงกับต้นสังกัด เหตุใดถึงไม่ลาออกจากพรรค นายมิ่งขวัญกล่าวย้ำเรื่องเอกสิทธิ์ ส.ส. ที่ไม่ต้องทำตามมติพรรค และการแจ้งนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภา ว่าขอเวลาอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลไว้ 4 ชั่วโมง ซึ่งเป็นการทบจากที่เขาไม่ได้อภิปรายในการแถลงนโยบายของรัฐบาล 3 วัน และการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 จำนวน 4 วัน

"ผมขอจองเวลาที่จะทดเวลาบาดเจ็บเหมือนนักกีฬา ไปพูดตอนอภิปรายไม่ไว้วางใจ และขอเวลาเขาเป็น 2 ช่วง ผมขอพูด 2 ชั่วโมง 2 ครั้ง รวมเป็น 4 ชั่วโมง" นายมิ่งขวัญระบุ

เมื่อปี 2554 นายมิ่งขวัญเคยร่วมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยใช้สไลด์ 114 สไลด์ และอ้างด้วยว่ามีผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชน (โพล) 16 สำนัก ให้คะแนนเขาชนะเลิศหมด

ด้วยรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ทำให้เขาไม่คิดถึงการลาออกจาก ศม. เพราะนอกจากจะไม่ได้อภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว การมายืนแถลงข่าวที่รัฐสภาก็ไม่มีสิทธิ เพราะให้เฉพาะ ส.ส. "มีวิธีให้ผมออกครับ ให้ ศม. ขับผมออกโดยมติพรรคสิครับ คนจะเมนท์ (วิจารณ์) ต้องดูข้อกฎหมายด้วย"

ที่มาของภาพ, Thai News Pix/BBC Thai

คำบรรยายภาพ,

นายมิ่งขวัญตั้งโต๊ะแถลงข่าว ณ ที่ทำการพรรค ศม. ย่านช่องนนทรี ร่วมกับ กก.บห. พรรครวม 6 คนเมื่อ เม.ย. 2562 หลังอดีตผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคยื่นเรื่องต่อ กกต. ให้ยุบพรรคตัวเอง โดยอ้างว่ามีคนนอกแทรกแซงพรรค

เขาบอกด้วยว่า ในช่วง 3 วันที่ผ่านมา ที่ไม่ได้ชี้แจง เพราะต้องการมาพูดกับสื่อมวลชนเนื่องจากเป็นเรื่องสำคัญ จะให้เขียนเฟซบุ๊กหรือ มันไม่ใช่ดาราแต่งงานกัน แล้วพอลดสถานภาพจากแฟนมาเป็นเพื่อนสนิท นี่เป็นเรื่องของประเทศชาติ

ส่วนถ้า ศม. ไม่ขับออกแล้วจะอยู่กันอย่างไรต่อไป นายมิ่งขวัญตอบว่า ก็อยู่กันแบบนี้ แต่สิ้นสุดอายุสภานี้วันไหน จะไปอยู่ที่อื่นถ้ายังแข็งแรง มีชีวิตอยู่ และยังมีสติปัญญาดี แต่ถ้า ศม. ขับออกจากพรรค ก็คงต้องเลือกพรรคที่อุดมการณ์ทางการเมืองเหมือนกัน

ในช่วงท้ายของการแถลงข่าว นายมิ่งขวัญบอกสื่อมวลชนและผู้คนที่จะนำคำพูดของเขาไปทำเพจว่า "สงสารผมเถอะ หน้าตาน่าสงสารไหมครับ " และยังได้ยกมือไหว้สื่อมวลชนและ "กราบงาม ๆ" แต่มิวายทวงให้ผู้สื่อข่าวซึ่งอ่อนอาวุโสกว่าเขารับไหว้คืน อีกทั้งยังบอกด้วยว่าขอสงวนสิทธิ์ออกมาชี้แจงอีก หากมีการออกข่าวบิดเบือนหลังจากนี้