ประชุมสภา : ส.ส.รัฐบาล “โหวตซ้ำในซ้ำ” หลังองค์ประชุมไม่ครบ ก่อนผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ

  • 13 กุมภาพันธ์ 2020
ที่นั่งในสภาของพรรคฝ่ายค้าน ในระหว่างลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ วาระ 2-3 รอบใหม่ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ Image copyright Thai News Pix
คำบรรยายภาพ ที่นั่งในสภาของพรรคฝ่ายค้าน ในระหว่างลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ วาระ 2-3 รอบใหม่ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติ "เห็นชอบ" ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 วงเงิน 3,200,000 ล้านบาท ในวาระ 3 ด้วยคะแนนเสียง 257 ต่อ 1 งดออกเสียง 3 โดยระหว่างการประชุมเพื่อพิจารณาวาระ 2 ได้เกิดปัญหาองค์ประชุมไม่ครบ จนสภาล่างต้องย้อนกลับไปพิจารณาแบบ "นับหนึ่งใหม่" และ "ลงมติซ้ำในซ้ำ" หลังศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่ากระบวนการตรากฎหมายของสภาล่าง "ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ"

การประชุมสภาเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 2563 วาระ 2 เป็นการพิจารณาเรียงตามลำดับมาตรา ซึ่งในครั้งก่อนไม่มีใครยอมใคร จนต้องลงมติตั้งแต่มาตรา 1 ชื่อเรียกกฎหมาย ไปจนครบ 55 มาตรา โดยมีเพียง 3 มาตราเท่านั้นที่ไม่ต้องลงมติ เพราะไม่มีผู้ติดใจสงวนความเห็นและเสนอคำแปรญัตติ

ในครั้งนี้ คำแปรญัตติของ ส.ส. ฝ่ายค้านได้ "ตกไป" เพราะเจ้าของญัตติไม่อยู่ในห้องประชุม เนื่องจากได้เดินออกจากห้องประชุม หรือวอล์กเอาท์ ตามมติพรรคร่วมฝ่ายค้าน จึงไม่มีผู้อภิปราย คงเหลือแต่กรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ สังกัดพรรคเพื่อไทย (พท.) คือนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ยังนั่งอยู่บนบัลลังก์คอยอภิปรายยืนยันเหตุผลในการขอสงวนความเห็นของตนบ้าง ขอถอนบ้าง อีกทั้งยังมีเนื้อหาหลายมาตราที่ กมธ. แก้ไข จนสภาต้องโหวตกันเกือบทุกมาตรา โดยเริ่มโหวตแรกเวลา 10.45 น. ปรากฏว่ามีผู้แสดงตน 250 คน จากองค์ประชุมที่ต้องเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกเท่าที่มีอยู่ หรือ 249 คนขึ้นไป อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องเครื่องลงคะแนน จนใช้เวลาเกือบ 10 นาที จนมีมติ 245 ต่อ 0 งดออกเสียง 6 เห็นชอบมาตรา 1

จากนั้นก็ทยอยไล่เรียงไปทีละมาตรา ซึ่งดำเนินการได้อย่างรวดเร็วถึง 30 มาตรา หรือเฉลี่ยใช้เวลาพิจารณามาตราละ 4 นาที ก่อนที่ประธานจะสั่งพักการประชุมในเวลา 12.47 น. เพื่อให้สมาชิกได้ทำธุระส่วนตัว

ต่อมาเวลา 14.20 น. สภากลับมาประชุมกันต่อ ซึ่งควรเริ่มด้วยการลงมติในมาตรา 31 แต่ปรากฏว่าดำเนินการไม่ได้ เนื่องจาก ส.ส. รัฐบาลแสดงความกังวลต่อองค์ประชุมสภาในระหว่างลงมติมาตรา 6 เมื่อช่วงเช้า ซึ่งหน้าจอแสดงผลปรากฏจำนวนผู้เข้าร่วมประชุมเพียง 244 คน ไม่ครบองค์ประชุมที่ต้องมีสมาชิก 249 คนขึ้นไป เมื่อถูกนายวีระกร คำประกอบ ส.ส.นครสวรรค์ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ทักท้วงในครั้งแรก นายชวน หลีกภัย ประธานสภา ชี้แจงว่าเป็นตัวเลขของคะแนนลงมติที่ใช้เพียงเสียงข้างมากของสมาชิกเท่าที่มีอยู่ แต่ตอนตรวจสอบองค์ประชุมก่อนหน้านั้น มีองค์ประชุมครบแล้ว

Image copyright Thai News Pix
คำบรรยายภาพ วิปรัฐบาลกำชับให้ ส.ส. ร่วมแสดงตนและลงมติ หลังเกิดปัญหา "เสียบบัตรแทนกัน" จนทำให้ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ มีปัญหา

อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวสร้างความกังวลใจให้ ส.ส. รัฐบาลว่าจะทำให้เกิดปัญหากับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ อีก จึงมีการหยิบยกมาหารือประธาน โดยนายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พปชร. ได้หารือถึงความเป็นไปได้ว่าจะเป็นปัญหาที่เครื่องลงคะแนนทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ เสียบบัตรผิดด้านในช่วงการลงคะแนน และหลงลืมในการเสียบบัตร เพื่อให้การดำเนินการได้ถูกต้องจึงขออนุญาตเริ่มลงมติใหม่ตั้งแต่มาตรา 6

ขณะที่นายวีระกรเสนอให้ลงมติใหม่วาระ 2 ทั้งหมด เริ่มตั้งต้นตั้งแต่มาตรา 1 เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาข้อกังขาในภายหลัง โดยที่ ส.ส. ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างเห็นด้วย สุดท้ายสภาจึงเริ่มลงมติใหม่ตั้งแต่มาตรา 1

Image copyright STR/BBC Thai

การประชุมสภา "วาระพิเศษ" มีขึ้น หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 5 ต่อ 4 วินิจฉัยว่ากระบวนการให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 2563 ของสภา "ขัดหลักนิติธรรม-ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ" จากปม ส.ส. เสียบบัตรแทนกัน แต่ไม่กระทบต่อเนื้อหาสำคัญจึง "ไม่เป็นโมฆะ"

ศาลรัฐธรรมนูญให้สภาดำเนินการให้ถูกต้องเฉพาะในวาระที่ 2 และ 3 จากนั้นให้เสนอร่างที่แก้ไขแล้วให้วุฒิสภาให้ความเห็นชอบต่อไป

ฝ่ายค้านวอล์กเอาท์

แม้ ส.ส. ฝ่ายค้านมีสิทธิ "อภิปรายซ้ำ" แต่พวกเขาก็ไม่ประสงค์จะร่วมสังฆกรรม โดยส่วนหนึ่งเห็นว่าได้พูดกันมา 4 วัน 3 คืนแล้วในระหว่างการประชุมสภาเมื่อ 8-11 ม.ค. เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 2563 โดยมี กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 2563 ขอสงวนความเห็น 25 คน และมี ส.ส. ขอสงวนคำแปรญัตติ 146 คน

ขณะที่อีกส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วยกับ "คำบังคับของศาลรัฐธรรมนูญ" ตามคำวินิจฉัยเมื่อ 7 ก.พ. เพราะมองว่าเป็นการก้าวล่วงการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ

มติของพรรคร่วมฝ่ายค้านจึงให้สมาชิกร่วมลงชื่อเป็นองค์ประชุม จนสามารถเปิดประชุมสภาได้ ก่อนเดินออกจากห้องประชุม หรือวอล์กเอาท์ เมื่อเข้าสู่การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ในเวลา 09.48 น. ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ส.ส. ฝ่ายค้านที่เป็น กมธ.งบประมาณฯ ก็ยังนั่งอยู่ในห้องประชุมและใช้สิทธิอภิปรายด้วย

ฝ่ายค้านอ้าง "ไม่เกเร" แต่ขอฟังนอกห้อง ข้องใจอำนาจศาล รธน.

ก่อน ส.ส. ฝ่ายค้านจะวอล์กเอาท์ พวกเขาได้เปิดฉากอภิปรายโจมตี ส.ส. สังกัดรัฐบาลที่ทำให้กระบวนการประกาศใช้กฎหมายงบประมาณของประเทศต้องล่าช้ากว่าที่ควรเป็น เพราะปัญหา "เสียบบัตรแทนกัน" อีกทั้งยังแสดงความไม่เห็นด้วยกับ "คำบังคับของศาลรัฐธรรมนูญ" โดยใช้เวลาราว 20 นาที

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย (พท.) ระบุว่า ฝ่ายค้านคนแรกมาลงชื่อเป็นองค์ประชุมตั้งแต่ 07.35 น.เพราะตั้งใจอย่างเต็มที่ให้ประเทศมีกฎหมายงบประมาณใช้ แต่รัฐบาลกลับยังมาไม่ถึง 200 คนในเวลา 09.44 น. พร้อมเตือน ส.ส. ฝ่ายค้านว่าอย่าทิ้งบัตรไว้ในช่องเสียบบัตรตอนวอล์กเอาท์

Image copyright Thai News Pix
คำบรรยายภาพ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในที่ประชุมสภาฯ การต้องประชุมสภาซ้ำ เป็นผลจากการ "เสียบบัตรค้าง" ของ ส.ส. ภท.

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม ส.ส.สุรินทร์ พท. ย้ำกลางสภาว่า ฝ่ายค้านได้ดำเนินการเสร็จสิ้นตามกระบวนการกฎหมายครบทั้ง 3 วาระแล้ว วันนี้จะให้เกียรติรัฐบาลด้วยการนั่งฟังนอกห้องประชุม "เราไม่ได้เกเร เป็นฝ่ายค้านที่น่ารักที่สุดตั้งแต่สภาเมืองไทยมีมา"

นายสุเทพ อู่อ้น ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ถามหาบรรทัดฐานในการทำหน้าที่ของสมาชิกผู้ทรงเกียรติในสภาหลังเกิดปัญหา "เสียบบัตรแทนกัน" ในฐานะที่เขาเป็นแรงงานมาก่อน อยากสื่อถึง ส.ส. ที่อ้างว่ามีเครื่องเสียบบัตรน้อย ในโรงงานมีแรงงานเป็นหมื่นคน มีที่ตอกบัตรไม่ถึงร้อยเครื่อง จึงเรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบต่อปัญหา ส.ส. เสียบบัตรแทนกัน

ขณะที่ น.ส.พรรณิการ์ วานิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ อนค. กล่าวว่า การที่สภาต้องเสียเวลามาพิจารณาเรื่องนี้ทั้งที่มีการลงมติเสร็จไปแล้ว เรื่องความรับผิดชอบของบุคคลจากการเสียบบัตรแทนกันเป็นเรื่องต้องพิจารณา แต่ที่สำคัญคือมาจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่สั่งให้สภาดำเนินการ ซึ่งตามหลักประชาธิปไตย ยึดหลักว่าอำนาจสูงสุดเป็นของรัฐสภา แม้มีการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจอธิปไตย 3 ฝ่ายได้ แต่คำถามคือ "ศาลมีอำนาจเหนือสภาหรือไม่" และ "คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญขัดต่อรัฐธรรมนูญเองหรือไม่ เพราะท่านบอกว่าร่าง พ.ร.บ. ไม่ชอบ แต่ไม่เป็นโมฆะ" ดังนั้นจึงอยากให้สภาที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนยืนยันหลักการเอาไว้

ชวนลั่น "ถ้าดุลพินิจในการทำงานครั้งนี้ผิดพลาด ผมต้องร่วมรับผิดชอบ"

ต่อมานายชวน หลีกภัย ประธานสภา ได้ร่ายยาวชี้แจงว่าที่มาที่ไปของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ว่าเป็นเรื่องที่สภาขอให้ศาลวินิจฉัย ไม่ใช่อยู่ดี ๆ ศาลรัฐธรรมนูญจะมายุ่งกับสภา และเรื่องนี้ประธานสภาผู้แทนราษฎรไม่สามารถวินิจฉัยเองได้ จึงรับเรื่องจากสมาชิกแล้วส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย และคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันทุกองค์กร หลีกเลี่ยงไม่ได้

Image copyright STR/BBC Thai

ประธานสภากล่าวต่อไปว่า ส่วนกรอบเวลาพิจารณา 105 วัน ซึ่งครบวันที่ 19 ม.ค. ถือว่าสภาได้ปฏิบัติถูกต้องแล้ว เพราะพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 2563 เสร็จสิ้นตั้งแต่วันที่ 11 ม.ค. ส่วนกระบวนการที่เกิดขึ้นวันนี้ "เป็นกระบวนการใหม่อันเกิดจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ" ซึ่งก่อนบรรจุระเบียบวาระ ได้หารือกับหลายฝ่ายอย่างทั่วถึง สิ่งที่ทำเป็นไปตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และดำเนินการถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ

"ถ้าดุลพินิจในการทำงานครั้งนี้ผิดพลาด ผมต้องร่วมรับผิดชอบ" และย้ำว่า "เรายึดกฎหมาย อย่าคิดว่าเราเสียเกียรติไหม การเคารพกฎหมายบ้านเมืองเป็นความมีเกียรติอย่างยิ่ง แต่ละฝ่ายมีอำนาจของตัวเอง เราไม่ได้อยู่ในฐานะต้องปฏิบัติตามตุลาการศาลรัฐธรรมนูญโดยไม่มีเหตุผล ตุลาการไม่มีสิทธิมาก้าวก่ายเรา หากเราไม่ขอไป" ประธานสภากล่าว

สุดท้ายสภาจึงเริ่มลงมติใหม่ตั้งแต่มาตรา 1 จนเสร็จสิ้นวาระ 2 ตามด้วยการพิจารณาในวาระ 3 ซึ่งเป็นการลงมติเห็นชอบ/ไม่เห็นชอบ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ทั้งฉบับ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง