กราดยิงโคราช : ความสูญเสียจากเหตุกราดยิง นำมาสู่การตรวจสอบธุรกิจในค่ายทหาร

  • 15 กุมภาพันธ์ 2020
อนงค์ มิตรจันทร์ Image copyright Kultida Samabuddhi/BBC Thai
คำบรรยายภาพ อนงค์ มิตรจันทร์ มีสามีและลูกเขยเป็นทหาร และทำธุรกิจขายบ้านให้ทหาร

เสียงเพลงบรรเลงงานศพค่อย ๆ เบาลง พิธีกรเริ่มอ่านประวัติของนางอนงค์ มิตรจันทร์ ผู้วายชนม์ ต่อหน้าแขกราว 100 คนที่มาร่วมงานฌาปนกิจที่วัดถนนหัก ซึ่งอยู่ไม่ไกลนักจากบ้านที่เธอถูกยิงเสียชีวิต

นางอนงค์พื้นเพเป็นชาว อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร เป็นลูกคนโตในจำนวนพี่น้อง 6 คน เมื่อเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก็ออกจากโรงเรียนมาช่วยพ่อแม่ทำงานหาเลี้ยงครอบครัว ต่อมาสมรสกับ พ.อ.นฤพล มิตรจันทร์ มีลูกสาวด้วยกัน 2 คน คือ นางสุภาภรณ์ มิตรจันทร์ ซึ่งเสียชีวิตแล้ว และ น.ส.พรลภัทร์ มิตรจันทร์

"คุณแม่อนงค์และสามีได้นำพาลูก ๆ ประกอบอาชีพธุรกิจส่วนตัว หาเลี้ยงครอบครัวอย่างขยันขันแข็งและมุมานะอุตสาหะจนทำให้ครอบครัวมีฐานะดีขึ้นเป็นลำดับ จนมีคนรู้จักในวงสังคมและเป็นที่เคารพนับถือทั่วไป ประกอบกับคุณแม่อนงค์ชอบสร้างบุญกุศล จรรโลงในทางพระพุทธศาสนาเป็นประจำ" พิธีกรพูดผ่านเครื่องขยายเสียงในงานฌาปนกิจนางอนงค์เมื่อวันที่ 13 ก.พ.

"แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงว่าจะเกิดขึ้นกับครอบครัวมิตรจันทร์ ในวันที่ 8 ก.พ. 2563 เวลาประมาณ 14.00 น. ได้มีคนร้ายบุกไปที่บ้านพักของคุณแม่อนงค์ และใช้อาวุธปืนยิงไปยังคุณแม่อนงค์จนถึงแก่ความตาย รวมสิริอายุ 63 ปี"

สิ้นเสียงพิธีกร พ.อ.นฤพล สามี และน.ส.พรลภัทร์ ลูกสาวคนเล็กของนางอนงค์ซึ่งยังคงร้องไห้อยู่เป็นระยะเดินมายืนด้านหน้าเมรุเผาศพเพื่อขอบคุณแขกและแจกของชำร่วย กลุ่มควันสีขาวพวยพุ่งออกจากเมรุ ผู้ร่วมงานทยอยเดินทางกลับ เหลือเพียงเพื่อนนายทหารของ พ.อ.นฤพลที่ผลัดเปลี่ยนกันมาร่ำลาและให้กำลังใจ

เจ้าหน้าที่วัดจัดเก็บโต๊ะเก้าอี้ ขนพวงหรีดไปกองรวมกัน หนึ่งในนั้นเป็นพวงหรีดจากกระทรวงยุติธรรม วัดถนนหักกลับมาอยู่ในความเงียบวังเวงอีกครั้ง

Image copyright Kultida Samabuddhi/BBC Thai
คำบรรยายภาพ พ.อ.นฤพลและน.ส.พรลภัทร์ สามีและลูกสาวของนางอนงค์ วางดอกไม้จันทน์หน้าศพ

นางอนงค์เป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิต 29 คนจากเหตุการณ์ที่ จ.ส.อ.จักรพันธ์ ถมมา ทหารชั้นประทวนวัย 32 ปี สังกัดกองพันสรรพาวุธกระสุนที่ 22 กองบัญชาการช่วยรบที่ 2 ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ จ.นครราชสีมา ก่อเหตุยิงหลายจุดในเมืองโคราชช่วงบ่ายวันที่ 8 ต่อถึงเช้าวันที่ 9 ก.พ. เริ่มจากบ้านพักของนางอนงค์ ซึ่งผู้ก่อเหตุได้ลั่นไกสังหาร พ.อ.อนันต์ฐโรจน์ กระแสร์ ผู้บังคับบัญชาของเขา และนางอนงค์ซึ่งเป็นแม่ยายของ พ.อ.อนันต์ฐโรจน์เสียชีวิต จากนั้นไปกราดยิงใส่ผู้คนที่วัดป่าศรัทธารวมและห้างสรรพสินค้าเทอร์มินอล 21 โคราช ก่อนที่ผู้ก่อเหตุจะถูกเจ้าหน้าที่วิสามัญฆาตกรรมในช่วงเช้าของวันที่ 9 ก.พ. นับเป็นศพที่ 30 ในเหตุสะเทือนขวัญนี้

ข้อมูลจากการสอบสวนของตำรวจซึ่งสันนิษฐานว่าเหตุรุนแรงครั้งนี้มีที่มาจากข้อพิพาทเรื่องเงินและการซื้อขายบ้านที่ผู้ก่อเหตุซื้อจากนางอนงค์ รวมทั้งคำยืนยันจาก พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ที่ระบุว่าทหารผู้ก่อเหตุ "ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผู้บังคับบัญชาและเครือญาติ" จากการซื้อขายที่ดินและผิดสัญญากันในเรื่องผลตอบแทน ทำให้นางอนงค์ไม่ได้มีสถานะเป็นเพียง "เหยื่อ" คนหนึ่งในเหตุการณ์ แต่เป็นคนที่สังคมสงสัยว่าธุรกิจอะไรกันแน่ที่เธอทำและมันนำมาสู่เหตุรุนแรงครั้งนี้จริงหรือไม่

Image copyright Kultida Samabuddhi/BBC Thai
คำบรรยายภาพ บ้านของ จ.ส.อ.จักรพันธ์ที่ซื้อจากนางอนงค์ล้อมรอบด้วยไร่ข้าวโพดและที่ดินรกร้าง

สมาชิกใหม่แห่งบ้านโป่งแมลงวัน

บีบีซีไทยเดินทางไปที่บ้านโป่งแมลงวัน ต.โคกกรวด อ.เมือง จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็นที่ตั้งของบ้านที่ จ.ส.อ.จักรพันธ์ซื้อจากนางอนงค์โดยกู้เงินจากกรมสวัสดิการทหารบก

นายสมชาย รอสูงเนิน ผู้ใหญ่บ้านโป่งแมลงวัน บอกกับเราว่าเขารู้จักทั้งนางอนงค์และ จ.ส.อ.จักรพันธ์

"นางอนงค์มาขอบ้านเลขที่หลังนี้เมื่อเดือน ก.ค.2562" ผู้ใหญ่สมชายให้ข้อมูล "ผมไม่เคยคุยกับจ่าคนนี้นะ แต่เห็นเขาอยู่หน้าบ้านบ่อย ๆ ตอนเกิดเหตุ (กราดยิง) ผมเห็นหน้าเขาในทีวี ยังคุยกับลูกบ้านเลยว่าทหารคนนี้มาซื้อบ้านอยู่ในหมู่บ้านของเรา ส่วนป้าอนงค์เคยเจอกันหลายครั้ง ตอนที่มาขอเลขที่บ้าน แกเป็นคนตรง ๆ ออกจะโผงผางไปหน่อย"

Image copyright Kultida Samabuddhi/BBC Thai

ผู้ใหญ่บอกว่าไม่เคยรู้เรื่องว่านางอนงค์กับ จ.ส.อ.จักรพันธ์ มีปัญหาขัดแย้งกันเกี่ยวกับการซื้อขายบ้านหลังนี้

"เดิมที่ดินตรงนี้เป็นไร่ของชาวบ้าน หลายสิบปีก่อนมีทหารมาซื้อรวม ๆ แล้วก็ราว 52 ไร่ แล้วนำไปจัดสรร ช่วงที่ผมเป็นผู้ใหญ่บ้าน เขาก็เริ่มมาดูที่ บางคนเห็นว่าที่มันไกล ทุรกันดาร ก็บอกขายกัน แล้วป้าอนงค์ก็เริ่มเข้ามาซื้อทีละแปลง ๆ แปลงละ 60-80 ตารางวาแล้วก็สร้างบ้านขายให้ทหาร" ผู้ใหญ่สมชายเล่าที่มาของโครงการบ้านจัดสรรของทหารในพื้นที่ที่เขาดูแล

"ผมไม่รู้ข้อมูลว่าเขาซื้อขายกันยังไง แต่พอบ้านเสร็จ ป้าอนงค์ก็จะมาขอทะเบียนบ้าน จำได้ว่าออกทะเบียนบ้านให้ไปประมาณ 10 กว่ารายแล้ว เจ้าของเป็นทหารทุกราย ส่วนใหญ่ยศนายสิบกับจ่า"

ที่ดินที่นางอนงค์ซื้อและปลูกบ้านขายให้ทหารนั้นล้อมรอบด้วยไร่ข้าวโพด ไร่มันสำปะหลัง จากถนนใหญ่ต้องขับรถมาบนทางลูกรังขรุขระที่ตัดผ่านไร่เป็นระยะทางหลายกิโลเมตร หน้าแล้งฝุ่นดินแดงและซากพืชแห้ง ๆ ปลิวฟุ้งในอากาศ หน้าฝนคงเดินทางเข้า-ออกทุลักทุเลไม่น้อย

บ้านของ จ.ส.อ.จักรพันธ์เป็นบ้านแฝด สร้างบนที่ดินประมาณ 50 ตารางวา บ้านหลังติดกันเป็นของเพื่อนทหารที่เขาชวนมาซื้อด้วยกัน เยื้อง ๆ ไปอีกราว 200 เมตร เป็นทาวน์เฮาส์ประมาณ 10 หลัง บางหลังมีคนมาเช่าอยู่ในราคาเดือนละ 3,000 บาท

Image copyright Kultida Samabuddhi/BBC Thai
คำบรรยายภาพ ทาวน์เฮาส์ในโครงการของนางอนงค์ส่วนใหญ่ถูกทิ้งร้าง มีหญ้าขึ้นรก แต่บางหลังก็มีคนมาเช่าอยู่

ดูเหมือน จ.ส.อ.จักรพันธ์จะจัดสวนหน้าบ้านไว้ค้างอยู่ หลุมที่ขุดไว้กลางสนามหญ้าเล็ก ๆ มีร่องรอยการวางท่อน้ำ เขาอาจวางแผนทำบ่อน้ำพุ รอบ ๆ บ่อปลูกตะไคร้ ว่านหางจระเข้ ต้นไทรเกาหลี และต้นเข็มที่แห้งตายไปแล้ว

หน้าประตูบานเลื่อนมีรองเท้าทหารคู่เก่าที่เลอะดินโคลนเกรอะกรังกับรองเท้าแตะหนึ่งคู่ถอดไว้ มองเข้าไปข้างในบ้านเห็นเสื้อยืดทหารตัวเก่าวางบนพื้น กรรไกรตัดหญ้า ขวดน้ำและเต็นท์ลายพรางไว้กันยุงเวลานอนตอนกลางคืน บนหลังชั้นวางของเตี้ย ๆ มี "ประกาศกองทัพภาคที่ 2 เรื่องชมเชยการปฏิบัติหน้าที่" ใส่กรอบอย่างดีตั้งโชว์ไว้คู่กับรูปพิธีรับประกาศ

ประกาศฉบับนี้มีเนื้อหาชมเชย จ.ส.อ.จักรพันธ์ นายสิบตรวจสภาพกระสุน สังกัดกองพันสรรพาวุธกระสุน ซึ่งได้คะแนนรวม 90 คะแนนจากคะแนนเต็ม 120 คะแนน ในการแข่งขันคัดเลือกทีมยิงปืนทางยุทธวิธีของกองทัพภาคที่ 2 เมื่อเดือน พ.ย.2558 ซึ่ง "แสดงให้เห็นขีดความสามารถและความตั้งใจ" และขอให้กำลังใจและ "เป็นตัวอย่างอันดีในการปฏิบัติหน้าที่สืบไป"

Image copyright Thai News Pix
คำบรรยายภาพ รองเท้าคอมแบตที่คาดว่าเป็นของ จ.ส.อ.จักรพันธ์ ถมมา ถอดไว้ที่หน้าบ้าน

"คนยิงคือคนที่ผมสร้างบ้านให้ คนตายผมก็รู้จัก"

ไม่ไกลนักจากบ้านของ จ.ส.อ.จักรพันธ์ คนงานกำลังก่อสร้างบ้านอีกหลังหนึ่ง แต่นางทองคำ โรพันธ์ดุง อายุ 60 ปี เจ้าของบ้านบอกว่าบ้านของเธอไม่ได้อยู่ในโครงการของนางอนงค์

นางทองคำบอกว่าสามีของเธอเป็นนายทหารเกษียณอายุราชการ กู้เงินจากกรมสวัสดิการทหารบกมาซื้อที่ดินแปลงนี้ไว้นานแล้ว หลังเกษียณจึงมาปลูกบ้านไว้เพื่อเตรียมย้ายออกจากบ้านพักทหาร

นางทองคำแนะนำให้เรารู้จักกับนายประสิทธิ์ โคกขุนทด หรือ "ช่างจ้อน" ซึ่งเป็นคนงานที่สร้างบ้านของ จ.ส.อ.จักรพันธ์ หรือที่ช่างเรียกอย่างเป็นกันเองว่า "จ่าจักร"

ช่างจ้อนบอกกับบีบีซีไทยว่าเขาได้รับการว่าจ้างจาก "คุณเก๋" ให้มาก่อสร้างบ้านแฝดบนที่ดินดังกล่าวช่วงเดือน เม.ย.- ก.ค. 2562

"คุณเก๋" ที่ช่างจ้อนพูดถึงคือ น.ส.พรลภัทร์ มิตรจันทร์ เจ้าของบริษัทพรลภัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ซึ่งเป็นลูกสาวคนเล็กของนางอนงค์และภรรยาของ พ.อ.อนันต์ฐโรจน์ที่ถูก จ.ส.อ.จักรพันธ์ยิงเสียชีวิต

"คุณเก๋เป็นคนดี ค่าแรงไม่เคยติดค้าง มีแต่ให้ผมเบิกล่วงหน้า" เขาบอก

Image copyright Kultida Samabuddhi/BBC Thai
คำบรรยายภาพ ช่างจ้อนใส่เสื้อคนงานก่อสร้างของ บริษัท พรลภัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด บีบีซีไทยติดต่อไปที่เบอร์โทรศัพท์ด้านล่างชื่อบริษัท แต่ไม่มีผู้รับสาย

"พอคุณเก๋ติดต่อมา ผมก็ไปหาคนงานมาได้ 8 คน เราทำงานเฉพาะส่วนโครงสร้าง ได้ค่าแรง 120,000 บาท ช่วงก่อสร้างจ่าจักรเข้ามาดูบ้านบ่อย มาดูแล้วก็ถ่ายรูป เขาก็ดูปกติดีนะ ไม่เคยบ่นให้ฟังว่ามีปัญหาเรื่องเงินทอง ตอนเย็นหลังเลิกงานเขาจะเข้ามารดน้ำต้นไม้เกือบทุกวัน เสาร์อาทิตย์ก็จะมานอนค้าง" ช่างจ้อนเล่า

"โครงการนี้มีกี่หลังไม่รู้ แต่ผมสร้าง 2 หลังคู่กัน เป็นของจ่ากับเพื่อนเขา ช่วงปีใหม่จ่าจักรยังชวนไปสังสรรค์ด้วย แต่ผมไม่ได้ไป"

ช่างจ้อนบอกว่าเขาตกใจมากเมื่อรู้ว่า "จ่าจักร" เป็นมือปืนที่กราดยิงคนเสียชีวิตจำนวนมาก "คนที่ยิงคือคนที่ผมสร้างบ้านให้ คนที่ตายผมก็รู้จัก เพราะเป็นแม่ของคนที่จ้างผม"

เรื่องของตัวบุคคลหรือทำกันเป็นขบวนการ

รายงานแจ้งเหตุของพนักงานสอบสวนที่ส่งให้ผู้บังคับบัญชาและมีการเผยแพร่ในกลุ่มไลน์ผู้สื่อข่าวสายอาชญากรรมหลัง จ.ส.อ.จักรพันธ์ก่อเหตุยิงนางอนงค์และ พ.อ.อนันต์ฐโรจน์เสียชีวิตเมื่อวันที่ 8 ก.พ. ระบุว่า "สาเหตุเบื้องต้นสันนิษฐานว่าเกิดจากการที่ผู้ก่อเหตุไปทวงเงินค่านายหน้าค่าซื้อขายที่ดิน โดยผู้ก่อเหตุมาทวงค่านายหน้า และตกลงกันไม่ได้จึงได้ก่อเหตุดังกล่าว ซึ่งจะได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนต่อไป" นับเป็นจุดเริ่มต้นที่นำไปสู่การหาความจริงเกี่ยวกับธุรกิจของนางอนงค์

Image copyright Kultida Samabuddhi/BBC Thai
คำบรรยายภาพ น.ส.พรลภัทร์ มิตรจันทร์ สูญเสียแม่และสามีในเหตุการณ์ครั้งนี้

10 ก.พ. นายอัจฉิรยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กชมรมฯ เปิดเอกสารที่เขาอ้างว่าเป็นเอกสารการจ่ายเงินกู้เพื่อการเคหะสงเคราะห์ของกองการออมทรัพย์ กรมสวัสดิการทหารบก (อทบ.) ที่จ่ายให้ จ.ส.อ.จักรพันธ์ ผู้กู้ โดยนายอัจฉริยะสรุปว่าเอกสารเหล่านี้เป็นหลักฐานว่ามีการ "เบี้ยวเงินส่วนต่างค่าบ้านที่เป็นสาเหตุที่ทำให้ จ.ส.อ.จักรพันธ์ทวงเงินแล้วไม่ได้จนก่อเหตุยิง"

นายอัจฉริยะอ้างว่า จ.ส.อ.จักรพันธ์ได้รับอนุมัติเงินกู้จาก อทบ. ทั้งหมด 1,125,000 บาท ในจำนวนนี้ต้องจ่ายเป็นค่าสร้างบ้าน 750,000 บาท คงเหลือเงินส่วนต่างหรือที่นายอัจฉริยะเรียกว่า "เงินทอน" อีก 375,000 บาทที่เจ้าของโครงการคือนางอนงค์ต้องจ่ายคืนให้ จ.ส.อ.จักรพันธ์ รวมกับค่านายหน้าที่ จ.ส.อ.จักรพันธ์ชักชวนเพื่อนทหารซื้อบ้านในโครงการเดียวกันอีก 50,000 บาท

นอกจากนี้ยังมีนายทหารชั้นผู้น้อยบางคนที่ออกมาเปิดเผยกับนายอัจฉริยะและสื่อบางสำนักว่าพวกเขาถูก "เบี้ยว" ในลักษณะเดียวกันนี้ โดยระบุว่ามีการทำกันเป็นขบวนการ กล่าวคือเจ้าของโครงการบ้านจัดสรรที่เป็นเครือญาติของนายทหารนำโครงการมาเสนอขายให้ทหารชั้นผู้น้อยในราคาถูก พร้อมกับจัดหาเจ้าหน้าที่ที่ดูแลด้านการอนุมัติเงินกู้ของกรมสวัสดิการทหารบกมาประเมินราคาบ้านให้สูงกว่าความเป็นจริงเพื่อขออนุมัติเงินกู้ในวงเงินที่สูง ๆ นอกจากนี้ยังมีผู้บังคับบัญชาที่เซ็นหนังสือรับรองเพื่อให้การอนุมัติเงินกู้ง่ายขึ้น

ทั้งหมดนี้ พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง ไม่มีขบวนการเงินทอน กองทัพและกรมสวัสดิการทหารบกไม่ได้ประโยชน์จากเงินส่วนต่างในการกู้เงิน และเชื่อว่าความขัดแย้งเรื่องส่วนต่างจากการกู้เงินนี้เป็นเรื่องของตัวบุคคล

ทางด้าน น.ส.พรลภัทร์ ให้สัมภาษณ์อมรินทร์ทีวีว่าเงินที่ จ.ส.อ.จักรพันธ์ตามทวงนั้นเป็น "เงินส่วนลด" จำนวน 50,000 บาท ซึ่งทางครอบครัวได้คืนให้แล้วผ่าน "นายหน้า" แต่นายหน้าอ้างว่าใช้เงินจำนวนนี้ในการพา จ.ส.อ.จักรพันธ์ไป "เที่ยวกลางคืน" หมดแล้ว

น.ส.พรลภัทร์ยืนยันว่า พ.อ.อนันต์ฐโรจน์ หรือที่เธอเรียกว่า "พี่บี" ไม่เคยทำร้ายหรือรังแกลูกน้อง และในวันเกิดเหตุนั้น สามีของเธอเป็นคนกลางนัดหมายให้นายหน้ามาเคลียร์กับ จ.ส.อ.จักรพันธ์ แต่กลับเกิดเหตุยิงกันขึ้น

ล่าสุด พล.อ.อภิรัชต์ ได้สั่งการให้ พล.ต.ราชิต อรุณรังษี เจ้ากรมสวัสดิการทหารบก ตรวจสอบโครงการสวัสดิการทหารและธุรกิจในค่ายทหารทั้งหมด และรายงาน ผบ.ทบ.ทันทีที่พบสิ่งผิดปกติ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม