“ผู้หญิงก็บินได้” ความฝันที่ไร้พรมแดนอายุ ของ “น้องมิลค์” แชมป์โลกโดรนเรซซิ่งชาวไทย

  • 18 กุมภาพันธ์ 2020
น้องมิลค์ซ้อม Image copyright PANUMAS SANGUANWONG/BBC THAI

เมื่ออายุไม่ใช่ขีดจำกัดของความสามารถ เด็กผู้หญิงที่ยังไม่เปลี่ยนคำนำหน้า อย่าง "น้องมิลค์" ด.ญ.วรรรญา วรรณผ่อง จึงผงาดขึ้นเป็นแชมป์โลกโดรนเรซซิ่ง หรือ "อากาศยานไร้คนขับ" ประเภทบุคคลหญิง ของ FAI World Drone Racing Championship ได้ถึง 2 สมัยซ้อน จนเป็นที่เลื่องลือไปทั่วทั้งวงการ

ก่อนจะมาถึงวันที่ก้าวขึ้นไปยืนบนตำแหน่งสูงสุดของโพเดียม เธอต้องต่อสู้อย่างไรบ้าง และบุคคลเบื้องหลังที่คอยสนับสนุนเธอคือใคร บีบีซีไทยไปพูดคุยกับน้องมิลค์เจ้าของฉายา"เสือยิ้มยาก" รายนี้

"ผู้หญิงก็บินได้เหมือนกัน" คำพูดผ่านน้ำเสียงหนักแน่นประโยคนี้ บอกเล่าความเป็นเธอได้ดีที่สุด ด้วยความ "ใจถึง" เกินกว่าเด็กผู้หญิงธรรมดานี่เอง ทำให้เธอเริ่มเข้าร่วมแข่งขันรายการแรกหลังฝึกบินครั้งแรกได้เพียง 2 เดือน

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
“ผู้หญิงก็บินได้” ความมุ่งมั่นของแชมป์โลกโดรนเรซซิ่งหญิงวัย 12 ปี

โดรนเรซซิ่งไม่ใช่สิ่งแรกที่เธอเริ่มต้น ในวัย 7 ขวบ ด้วยการชักชวนของคุณพ่อ "อาวุธ วรรณผ่อง" ที่ต้องการให้ลูกสาวมีกิจกรรมยามว่าง สองพ่อลูกจึงชวนกันเล่นเฮลิคอปเตอร์บังคับก่อนเป็นอย่างแรก แต่ด้วยต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สูงมาก จึงต้องวางวิทยุบังคับเฮลิคอปเตอร์ หันมาทำความรู้จักกับเจ้าโดรน 4 ใบพัดที่กลายเป็นปัจจัยที่ห้าของเธออย่างทุกวันนี้

"มันง่ายขึ้น บังคับง่ายขึ้น...อาทิตย์หนึ่งก็บินได้" น้องมิลค์เล่าถึงความรู้สึกแรกหลังหันมาฝึกบินโดรนในวัย 8 ขวบ ด้วยมีพื้นฐานการบังคับเฮลิคอปเตอร์ซึ่งใช้วิทยุบังคับแบบเดียวกัน เพียงแต่เปลี่ยนมุมมองการบินเท่านั้น

หลังฝึกซ้อมบินลอดสิ่งกีดขวางอยู่ราว 2 เดือน เธอก็ได้ทดสอบสนามแรกในชีวิต กับบรรดานักแข่งทุกเพศทุกวัยในไทยกว่า 30 คน ซึ่งในครั้งแรกนั้นน้องมิลค์จบเป็นอันดับที่ 8 ต่อมาไม่นานเธอก็ประเดิมแชมป์แรกกับการแข่งขันโดรนเรซซิ่งที่จัดขึ้นในเมืองไทย ในประเภทมือใหม่ และบุคคลหญิง

Image copyright Panumas Sanguanwong/BBC Thai
คำบรรยายภาพ โดรนเรซซิ่งจะมีน้ำหนักเบา โดยประกอบด้วย 4 ใบพัด

"ซ้อมทุกวันหลังเลิกเรียน วันเสาร์อาทิตย์บินทั้งวัน" น้องมิลค์เล่าถึงตารางการฝึกซ้อมอย่างไม่มีวันหยุด ซึ่งเป็นเคล็ดลับที่ทำให้บินได้อย่าง "ชินมือ" และ "ไม่ตื่นเต้นระหว่างการแข่งขัน"

หนึ่งความภาคภูมิใจของครอบครัวที่ไม่มีวันลืม คือการคว้าถ้วยพระราชทานของในหลวงรัชกาล ที่ 9 จนก้าวขึ้นสู่การเป็นแชมป์ประเทศไทย และขยับเข้าสู่การเป็นแชมป์โลกอีกก้าวหนึ่ง

เส้นทางสายแชมป์โลก

กว่า 2 ปี ในวงการน้องมิลค์เริ่มเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ ในฐานะเด็กผู้หญิงตัวเล็กที่ฝีมือไม่เล็กตาม จากการตระเวนแข่งขันในหลายประเทศ ทั้งมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงค์โปร์ ฮ่องกง เกาหลีใต้ จีน เยอรมนี รวมไปถึงไปตุรกี

"ตื่นเต้นนิดหน่อย" ประโยคสั้น ๆ เล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวันแข่งขันชิงแชมป์โลก FAI World Drone Racing Championship 2018 จากผู้เข้าร่วมแข่งขันกว่า 120 ชีวิต ทุกรุ่นทุกอายุที่ต้องมาประชันกันท่ามกลางอากาศหนาวของประเทศจีน

ในการแข่งนั้นจะมีทั้งรุ่นบุคคลทั่วไป และรุ่นจูเนียร์ ซึ่งต้องแข่งพร้อมกันหมด ใครทำเวลามากก็จะถูกคัดออกไปเรื่อย ๆ จนเหลือผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว ซึ่งในครั้งนั้นน้องมิลค์ก็ยังไม่สามารถยึดพื้นที่บนโพเดียมไว้ได้ ด้วยมีนักแข่งมากฝีมือจากนานาชาติ

แต่แล้วก็มีเรื่องน่าตื่นเต้นเกิดขึ้น เนื่องจากทีมจัดการแข่งขันประกาศว่าปีนั้น จะมีการแข่งขันรุ่น Women ขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งจะคัดจากผู้หญิงที่ทำเวลาในรอบคัดเลือกได้ดีที่สุด 4 อันดับ มาแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศ ซึ่งในเวลานั้นน้องมิลค์ทำเวลานำเป็นอันดับหนึ่งในบรรดานักแข่งผู้หญิงด้วยกัน

Image copyright อาวุธ วรรณผ่อง
คำบรรยายภาพ ในการป้องกันแชมป์โลกปี2019สื่อหลายสำนักจับตาสาวน้อยคนนี้ด้วยความเก่งที่เกินอายุ และแชมป์เก่า

"ถ้าเราบินแล้วเราไม่ตก หรือไม่เกิดอุบัติเหตุยังไงเราก็เข้าอยู่แล้ว เพราะเวลาคัดเลือกเราอยู่เหนือเขามาก บินยังไงก็ได้ยังไงก็ชนะ" แล้วการคาดหมายของพ่ออาวุธก็ไม่ผิดพลาด เมื่อน้องมิลค์สามารถทำเวลาได้ดีจนสามารถคว้าแชมป์ในปีนั้นได้

คนว่ากันว่าสำเร็จครั้งแรกโชคอาจจะเข้าข้างคุณ แต่หากเป็นครั้งที่สองคงต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องของฝีมือ เช่นเดียวกับน้องมิลค์ ที่ในปี 2019 สามารถป้องกันแชมป์โลกในรุ่นนี้ไว้ได้ สร้างความดีใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ พร้อมขึ้นกล่าวขอบคุณทิ้งท้ายว่า "รู้สึกดีใจ และขอบคุณผู้สนับสนุนทุกคน"

ผู้ชายล่างโพเดียม

คำพูดที่น้องมิลค์กล่าวขอบคุณระหว่างการสัมภาษณ์หลังคว้าแชมป์โลก ฟังเผิน ๆ อาจเป็นเพียงการขอบคุณผู้สนับสนุนธรรมดา แต่หากมองลึกลงไปประโยคนี้บอกเล่าถึงการต่อสู้ที่เธอต้องเผชิญไปพร้อม ๆ กับโค้ชคู่กาย นั่นคือ อาวุธ วรรณผ่อง คุณพ่อของเธอซึ่งอยู่ในแวดวงเฮลิคอปเตอร์บังคับมาเป็นเวลานาน และได้เห็นแววของลูกสาวตั้งแต่ครั้งแรก

Image copyright Panumas Sanguanwong/BBC Thai
คำบรรยายภาพ คุณพ่ออาวุธทำหน้าที่เป็นโค้ชคู่ใจน้องมิลค์ทั้งในสนามแข่ง และสนามซ้อม

ตั้งแต่นั้นมาคุณพ่อเลยกลายเป็นเหมือนเงาที่อยู่คู่กายทั้งในและนอกสนาม คุณพ่อเป็นคนที่เริ่มทำสนามซ้อม ด้วยการไปเช่าที่โล่ง ลงแรงตัดหญ้า และทำสิ่งกีดขวางต่าง ๆ โดยเรียนรู้จากบรรดาคนรู้จัก และยูทิวบ์ที่กลายเป็นครูชั้นยอด

"ทำทุกวัน ทุกวันจะต้องทำ เวลาเรามาซ้อมมันจะมีความเสียหายเกิดขึ้น ชนบ้าง มอเตอร์ไหม้บ้าง ใบหัก บางทีตัวเครื่องก็หักเลย เราก็เอาซ่อมทุกวัน ทำตลอดเวลาแล้วก็ทำสนาม ตั้งอุปกรณ์ ตัดหญ้าอะไรพวกนี้ นี่แหละการต่อสู้เบื้องหลัง" นี่เป็นกิจวัตรของคุณพ่อที่ต้องทำในแต่ละวัน

Image copyright Panumas Sanguanwong/BBC Thai
คำบรรยายภาพ ในทุกวันคุณพ่ออาวุธต้องซ่อมแซมสนาม รวมถึงวางแผนการวางสิ่งกีดขวางในการฝึกซ้อม

นักกีฬาแทบทุกคนที่มีคุณพ่อทำหน้าที่โค้ชไปด้วย มักจะเจอคำถามที่เหมือนกัน คือ ยากไหมกับการที่เป็นทั้งพ่อและโค้ช พ่ออาวุธก็เป็นอีกคนหนึ่งที่พบคำถามนี้เป็นประจำ ตอบว่า "พยายามจะแบ่งว่าตอนนี้ผมสอนน้องอยู่นะ หลังจากซ้อมเสร็จอันนี้ผมเป็นพ่อนะดูแลลูก แบ่งกันจะไม่ผสมกัน เวลาสอนก็ทำตัวเกรี้ยวกราด ไม่ใช่ลูก คุณต้องบินให้มันเร็วกว่านี้ บินอย่างนี้ไม่ได้ ทำตัวเหมือนโค้ชครับ"

"ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม คุณพ่ออาวุธทิ้งท้ายไว้ว่า เราไม่รู้ว่าเด็กแต่ละคนมีความสามารถทางด้านไหน คือเราไม่รู้เลยถ้าเราไม่ลองให้เขาทำ อยู่ที่ผู้ใหญ่จะกล้าให้เขาทำไหมด้วย มีส่วนเยอะเลย คือเด็กมันเหมือนเป็นเมมโมรี่อันใหม่ เราก็เมมโมรี่ใส่ในสมองเขาเราเป็นคนทำ ในขณะที่เขายังเด็กอยู่นะครับ ถ้าเขาโตแล้วเมมโมรี่เขาเต็มเขาจะไม่รับอะไรแล้ว"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม