อนาคตใหม่ : ศาลรัฐธรรมนูญชี้ธนาธรปล่อยกู้ "ไม่เป็นไปตามปกติวิสัย" เอื้อพรรคตัวเอง

  • 21 กุมภาพันธ์ 2020
ภาพประกอบ

ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 5 คนที่หมดวาระไปแล้วได้ร่วมพิจารณา "คดีทิ้งทวน" ก่อนมีมติให้ยุบพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) พร้อมเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) เป็นเวลา 10 ปี ทำให้ยอด ส.ส. ในสภาของฝ่ายค้านหายไป 11 เสียง ก่อนเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในสัปดาห์หน้า

เมื่อเวลา 15.00 น. คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีนายนุรักษ์ มาประณีต เป็นประธาน ออกนั่งบัลลังก์เพื่ออ่านคำวินิจฉัยในคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยเพื่อมีคำสั่งยุบ อนค. โดยมอบหมายให้คณะตุลาการ 3 คนเป็นผู้อ่านคำวินิจฉัยซึ่งใช้เวลา 53 นาที

ศาลรัฐธรรมนูญแบ่งการพิจารณาวินิจฉัยออกเป็น 4 ประเด็น ก่อนมีมติ ดังนี้

  • มติ 8 ต่อ 1 วินิจฉัยว่า กกต. มีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ แม้ อนค. โต้แย้งว่าคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนของ กกต. ได้สั่งยุติเรื่องไปแล้ว แต่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า "ความเห็นผู้ร้องเป็นอิสระ ไม่ได้ผูกพันตามความเห็นของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนฯ" และ "กระบวนการดำเนินคดีอาญากับคดียุบพรรคแยกเป็นอิสระต่อกัน"
  • มติ 7 ต่อ 2 ให้ยุบพรรค อนค. ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 เนื่องจากเห็นว่าเป็นการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 72 ของกฎหมายฉบับเดียวกัน
  • มติ 7 ต่อ 2 ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของ กก.บห. ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในวันที่ 2 ม.ค. 2562 หรือวันที่ 11 เม.ย. 2562 ซึ่งเป็นวันที่มีการกระทำอันเป็นเหตุให้ยุบพรรค โดยกำหนดระยะเวลาไว้ 10 ปีนับจากวันที่ศาลมีคำสั่งยุบพรรค ตามมาตรา 92 วรรคสอง นั่นหมายความว่า กก.บห.อนค.ถูกตัดสิทธิการเมืองแบบยกชุด 16 คน แม้ก่อนหน้านี้มี 2 คนได้ลาออกไปคือ นายนิรามาน สุไลมาน ลาออกเมื่อ 19 ต.ค. 2562 และ พล.ท.พงศกร รอดชมภู ลาออกเมื่อ 16 ก.พ. 2563 แต่ทั้งคู่ยังเป็นฝ่ายบริหารของพรรคในวันที่มีการทำสัญญากู้เงิน
  • มติ 7 ต่อ 2 ให้ผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่ง กก.บห. และผู้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ห้ามไปจดทะเบียนพรรคใหม่ หรือเป็น กก.บห. พรรคอื่น หรือมีส่วนร่วมจัดตั้งพรรคการเมืองอื่น เป็นเวลา 10 ปี ตามมาตรา 94 ของ พ.ร.ป.พรรคการเมือง

ศาลรัฐธรรมนูญระบุว่า หลังได้รับคำร้องจาก กกต. เมื่อเดือน ธ.ค. 2562 ได้มีการประชุมและปรึกษาหารือเรื่องนี้ในองค์คณะตุลาการรวม 11 ครั้ง จนที่ประชุมได้ข้อยุติและนัดฟังคำวินิจฉัยในวันนี้ จึงเป็นการที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้ระยะเวลาในการพิจารณาคดีโดยละเอียดถี่ถ้วน และใช้ระยะเวลานานพอสมควร ให้ความเป็นธรรมแก่คู่กรณีทั้ง กกต. และ อนค. ในการชี้แจงข้อกล่าวหา "มีการประชุมปรึกษาก่อนวินิจฉัย 71 วัน จึงมิได้กระทำการโดยเร่งรัดหรือรวบรัดแต่อย่างใด"

"เงินกู้ แม้ไม่เป็นรายได้ แต่เป็นรายรับ"

บีบีซีไทยสรุปสาระสำคัญของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นมูลเหตุนำมาสู่คำสั่งยุบพรรค-หยุดสถานะการเมืองของ อนค. ไว้ที่ 1 ปี 4เดือน ไว้ดังนี้

การดำเนินกิจกรรมของพรรคการเมืองต้องอาศัยรายได้ของพรรค ซึ่งตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง กำหนดแหล่งที่มาไว้ในมาตรา 62 ดังนั้นเงินส่วนใดที่พรรคนำมาใช้จ่ายในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองซึ่งไม่มีแหล่งที่มาจากกฎหมายระบุไว้ ย่อมถือว่าเป็น "เงินที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยบทบัญญัติตามมาตรา 62" แม้ พ.ร.ป. นี้ไม่ได้บัญญัติห้ามการกู้เงินไว้โดยชัดเจน แต่ก็ไม่ได้รับรองว่าให้กระทำได้ ประกอบกับพรรคการเมืองมีสถานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายมหาชน

"เงินกู้ แม้ไม่ได้เป็นรายได้ แต่ก็เป็นรายรับและเงินทางการเมือง การได้มาและใช้จ่ายเงินเพื่อทำกิจกรรมทางการเมือง จึงกระทำได้ตามขอบเขตที่กำหนดไว้เท่านั้น" นายปัญญา อุดชาชน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อ่านคำวินิจฉัยตอนหนึ่ง

ศาลรัฐธรรมนูญยังได้อธิบายว่า มาตรา 72 ของ พ.ร.ป.พรรคการเมือง ที่ระบุว่า "ห้ามมิให้พรรคการเมืองและผู้ดํารงตําแหน่งในพรรคการเมืองรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด โดยรู้หรือควรจะรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่า มีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย" กินความหมายเพียงใด

คำว่า "บริจาค" หมายความว่า การให้เงินหรือทรัพย์สินแก่พรรคการเมือง นอกจากค่าธรรมเนียม ค่าบำรุง หมายความรวมถึงการให้ประโยชน์อื่นใดแก่พรรคการเมืองที่สามารถคำนวณเงินได้ตามที่คณะกรรมการกำหนดด้วย

Image copyright Thai News Pix

คำว่า "ประโยชน์อื่นใด" หมายความว่า การให้ใช้ทรัพย์สิน การให้บริการ หรือการให้ส่วนลดโดยไม่มีค่าตอบแทน หรือมีค่าตอบแทนที่ไม่เป็นไปตามปกติทางการค้า และการทำให้หนี้ที่พรรคการเมืองเป็นลูกหนี้ลดลงและระงับสิ้นไป

ศาลระบุว่า คำว่า "บริจาค" และ "ประโยชน์อื่นใด" ตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง เป็นคำที่มีความหมายเฉพาะตามกฎหมายนี้ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการควบคุมการสนับสนุนการเงินของพรรคให้เป็นไปโดยพอเหมาะพอควรแก่การดำเนินกิจกรรมของพรรค ให้เกิดความโปร่งใสตรวจสอบได้ เป็นประชาธิปไตย ไม่ให้บุคคลชี้นำกิจการของพรรคการเมืองเพียงผู้เดียว

Image copyright Thai News Pix

ตั้งข้อสังเกตปมใช้หนี้เก่าไม่ครบ แต่ปล่อยกู้เพิ่ม

ขณะที่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า งบการเงินของ อนค. ระหว่างวันที่ 3 ต.ค.-31 ธ.ค. 2561 ซึ่งยื่นต่อ กกต. ระบุว่า

  • มีรายได้รวม 71.1 ล้านบาท โดยมาจากเงินทุนประเดิม 1.06 ล้านบาท, เงินบำรุงสมาชิก 8.6 ล้านบาท, การจำหน่ายสินค้า 2.7 ล้านบาท, เงินบริจาค 58.7 ล้านบาท, รายได้อื่น 3.4 หมื่นบาท
  • มีค่าใช้จ่ายรวมอยู่ที่ 72.6 ล้านบาท โดยเป็นต้นทุนการจำหน่ายสินค้า 2.4 ล้านบาท, การบริหาร 61.5 ล้านบาท, การประชาสัมพันธ์ 8.6 ล้านบาท
  • มีค่าใช้จ่ายหมุนเวียนและไม่หมุนเวียนรวมเป็นเงิน 32.8 ล้านบาท
  • รวมมีค่าใช้จ่ายสูงกว่ารายได้ 1.4 ล้านบาท

นั่นทำให้ศาลรัฐธรรมนูญตั้งข้อสังเกตเรื่องการทำสัญญากู้เงินจากนายธนาธรรวม 2 ฉบับ วงเงิน 191.2 ล้านบาท แต่การคิดอัตราดอกเบี้ยและเบี้ยปรับ "ไม่เป็นไปตามปกติทางการค้า ถือเป็นการให้ประโยชน์อื่นใดแก่พรรคการเมือง"

สัญญาเงินกู้ เงื่อนไข การชำระคืน
2 ม.ค. 2562 วงเงิน 161.2 ล้านบาท ให้ผู้กู้ชำระเงินคืนใน 3 ปี มีดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ชำระคืนแล้ว 72 ล้านบาท แบ่งเป็น เมื่อ 4 ม.ค. 2562 เป็นเงินสด 14 ล้านบาท, 21 ม.ค. 2562 เป็นเงินสด 8 ล้านบาท, 29 ม.ค. โอนเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์ธนาคารกรุงศรีอยุธยา 50 ล้านบาท
11 เม.ย. 2562 วงเงิน 30 ล้านบาท ให้ชำระเงินคืนภายใน 1 ปี มีดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อปี -

ที่มา : บีบีซีไทยสรุปจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 21 ก.พ. 2563

Image copyright Thai News Pix

แม้ผู้ถูกร้องได้ชำระหนี้บางส่วนให้ผู้กู้หลายครั้ง แต่การชำระหนี้ครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อ 4 ม.ค. 2562 โดยชำระเป็นเงินสด 14 ล้านบาท ภายหลังทำสัญญากู้เงินครั้งแรก 161.2 ล้านบาท เพียง 2 วัน ซึ่ง "ถือเป็นการผิดปกติวิสัย" นอกจากนี้สัญญากู้เงินฉบับที่สอง วงเงิน 30 ล้านบาท คิดดอกเบี้ยร้อยละ 2 ต่อปี แต่ในวันทำสัญญาได้รับเงินกู้ไปเพียง 2.7 ล้านบาท

"การทำสัญญากู้เงินฉบับเพิ่มเติม โดยที่ยังมีหนี้เงินกู้ค้างชำระอยู่ ไม่เป็นไปตามปกติวิสัย การทำสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวจึงเป็นการทำสัญญาที่มีข้อตกลงในสัญญา และพฤติการณ์เอื้อประโยชน์ หรือช่วยเหลือผู้ถูกร้องเป็นพิเศษ ไม่เป็นไปตามปกติในทางการค้า และไม่เป็นไปตามปกติวิสัยของการให้กู้ยืมเงิน ทั้งการคิดดอกเบี้ยที่ไม่เป็นไปตามปกติทางการค้าสำหรับการกู้ยืมเงินที่ไม่มีหลักประกัน ถือป็นการให้ประโยชน์อื่นใดแก่ผู้ร้องที่สามารถคำนวณเป็นเงินได้" นายปัญญา อุดชาชน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าว

เมื่อรวมประโยชน์อื่นใด กับเงินที่นายธนาธรบริจาคให้พรรค 8.5 ล้านบาทแล้ว ย่อมชัดแจ้งว่าเป็นกรณีการรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดที่มีมูลค่าเกิน 10 ล้านบาทต่อปี อันเป็นการกระทำต้องห้ามตามมาตรา 66 วรรคสอง

Image copyright Thai News Pix
คำบรรยายภาพ กรรมการบริหาร อนค. ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองแถลงข่าวที่ที่ทำการพรรคหลังศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัย

จากข้อเท็จจริง พฤติการณ์ หลักฐานดังกล่าวจึงเห็นว่า การที่นายธนาธรให้เงินกู้แก่ อนค. เป็นการบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใด และการที่นายธนาธรเป็นหัวหน้าพรรค ให้ อนค. กู้ยืมเงินจำนวนมาก กก.บห. ควรจะรู้ว่าการเป็นหนี้จำนวนมากต่อบุคคลใดย่อมก่อให้เกิดการครอบงำ สามารถอาศัยอำนาจมูลหนี้ หรืองดเว้นการอันใดอันหนึ่งตามสัญญาก็ได้ ก่อให้เกิดความได้เปรียบทางการเงินมาเป็นผู้บงการพรรคแต่เพียงผู้เดียวหรือกลุ่มเดียว ส่งผลให้พรรคการเมืองเป็นธุรกิจการเมือง

"ดังนั้นการกู้ยืมของพรรคการเมืองจึงมีเจตนาหลีกเลี่ยงการรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด ตามมาตรา 66 เมื่อการรับบริจาคดังกล่าวต้องห้ามตามมาตรา 66 จึงเป็นการรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่น อันรู้หรือควรจะรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง มาตรา 72 จึงมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้ถูกร้องกระทำการฝ่าฝืนมาตรา 72 อันเป็นเหตุให้สั่งยุบพรรคผู้ถูกร้องตามมาตรา 92 วรรคสอง" ศาลรัฐธรรมนูญระบุ

ผลที่ตามมาทางกฎหมายและการเมือง

แม้คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญจะไม่ผิดไปจากการคาดการณ์ของ "โหรการเมือง" สำนักต่าง ๆ แต่ก็ก่อให้เกิดผลทางกฎหมายและผลทางการเมืองมากมาย บีบีซีไทยขออธิบายความและวิเคราะห์ไว้ 6 ประเด็น ดังนี้

หนึ่ง นายธนาธร อาจถูกตั้ง "คดีอาญา" ซ้ำ ตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง มาตรา 124 ที่กำหนดโทษผู้บริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดให้แก่พรรคการเมืองมีมูลค่าเกินกว่า 10 ล้านบาทต่อปี ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปี ขณะที่มาตรา 125 ให้เอาผิดพรรคที่รับบริจาคเงินฯ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหัวหน้าพรรค และ กก.บห.พรรค 5 ปี พร้อมริบทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดส่วนที่เกินมูลค่าที่กฎหมายกำหนดไว้ 10 ล้านบาท ให้ตกเป็นของกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง ทั้งนี้ศาลรัฐธรรมนูญระบุไว้ตอนหนึ่งในระหว่างอ่านคำวินิจฉัยว่าการดำเนินคดีอาญากับนายธนาธรและ อนค. ตามคำร้องของนายศรีสุวรรณ จรรยา "เสร็จสิ้นจากคณะกรรมการไต่สวนฯ ของ กกต.แล้ว แต่ยังไม่ถึงขั้นตอนการแจ้งข้อกล่าวหา"

สอง ส.ส.อนค. ที่เหลืออยู่ 65 คน จากเดิม 76 คน มีเวลา 60 วันในการหาพรรคสังกัดใหม่ เพื่อไม่ให้ขาดสมาชิกภาพ ตามมาตรา 101 ของรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้แบ่งเป็น ส.ส.เขต 26 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 39 คน

สาม "สภาห้าร้อย" จะเหลือ ส.ส. ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ 487 คน จากเดิม 498 คน (ไม่นับ ส.ส.สมุทรปราการ เขต 5 และกำแพงเพชร เขต 2ที่รอเลือกตั้งซ่อม) แบ่งเป็น ส.ส.เขต 348 คน และ ส.ส.บัญชีรายชื่อเท่าที่มีอยู่ 139 คน โดยที่ กกต. ไม่ต้องคำนวณหายอด ส.ส.บัญชีรายชื่อใหม่มาทดแทนตามมาตรา 105(2) เพราะการพ้นจากสมาชิกภาพของ ส.ส.อนค. ไม่ได้เกิดจากเหตุทุจริตเลือกตั้ง

สี่ คำสั่งยุบพรรคที่ออกมาในเวลา 3 วันก่อนที่ฝ่ายค้านจะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ 6 รัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในวันที่ 24 ก.พ. นี้ ทำให้ 6 พรรคฝ่ายค้าน บวกนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ เหลือที่นั่งในสภาเพียง 224 เสียง ต่อเสียงของรัฐบาล 263 เสียง และยังทำให้ฝ่ายค้านต้องเสียตัวผู้อภิปรายรายสำคัญไปหลายคน อย่างไรก็ตาม ส.ส.อนค. ที่เหลืออยู่ยังสามารถร่วมประชุมสภาและอภิปรายไม่ไว้วางใจได้แม้ไม่มีพรรคสังกัด

Image copyright Thai News Pix
คำบรรยายภาพ บรรยากาศที่พรรค อนค. เต็มไปด้วยความเศร้า ขณะที่แกนนำพรรคพยายามปลุกกำลังใจให้ผู้สนับสนุนเดินหน้าต่อพร้อมไปกับพรรค

ห้า การตัดสินคดียุบ อนค. ในวันนี้เป็น "คดีทิ้งทวน" ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 5 จาก 9 คนที่ "หมดวาระ" ไปกว่า 2 ปี 8 เดือนแล้ว ซึ่งรวมถึงตัวนายนุรักษ์ มาประณีต ประธานศาลรัฐธรรมนูญด้วย แต่พวกเขายังดำรงตำแหน่งอยู่ในระหว่างรอกระบวนการสรรหาตุลาการชุดใหม่ โดยที่วุฒิสภาให้ความเห็นชอบรายชื่อไปแล้ว 4 คน ขาดอีก 1 คน

นอกจากพรรคสีส้ม ยังมีพรรคการเมืองอื่นอีกอย่างน้อย 16 พรรคที่ปรากฏรายการ "กู้เงิน" ในงบการเงินของพรรคที่แจ้งต่อ กกต. ทำให้มีการมองกันว่าคดีนี้อาจเป็น "โด แกนนำ อนค. ที่ต้องขาดจากสถานะ "นักการเมืองในสภา" ต้องผันตัวเองไปเคลื่อนไหวการเมืองบนท้องถนน โดยล่าสุดนายธนาธรได้ประกาศตั้ง "คณะอนาคตใหม่" ขึ้นมา "ปักธงความคิด-ทวงคืนประชาธิปไตย" นั่นทำให้การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองของพวกเขา "ไม่มีกรอบ" และ "ยากต่อการควบคุม" โดยเฉพาะเมื่อ อนค. มีประชาชนผู้สนับสนุน 6.25 ล้านเสียงในการเลือกตั้งปี 2562

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม