ไวรัสโคโรนา : การสื่อสารอย่างโปร่งใสของภาครัฐเป็นวิธีป้องกันการติดเชื้อได้ดีที่สุด

  • ชัยยศ ยงค์เจริญชัย
  • ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
A commuter, wearing a facemask amid fears of the spread of the COVID-19 novel coronavirus, walks in front of a mobile network advertisement screen at a train station in Bangkok on March 3, 2020

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 ที่ทำให้เกิดโรคโควิด-19 นอกจากจะสร้างความกังวลให้คนทั่วไปแล้ว ข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ออกมาจากแหล่งข้อมูลที่เป็นทางการและสื่อสังคมออนไลน์อาจทำให้หลายคนสับสน

เมื่อใดที่เกิดวิกฤตโรคระบาด องค์การอนามัยโลกจะกำหนดแนวทางในการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจต่อสาธารณชน ให้แต่ละประเทศนำไปปฏิบัติ ส่วนในความเป็นจริง จะเป็นไปตามแนวทางที่กำหนดแค่ไหนก็ขึ้นกับรัฐบาลหรือระบอบการปกครองแต่ละประเทศ

บีบีซีไทยพูดคุยกับบุคลากรทางการแพทย์ของหน่วยงานรัฐทีชี้ให้เห็นข้อดีและข้อด้อยของการสื่อสารหลากรูปแบบที่เกิดขึ้น นับตั้งแต่เกิดการระบาดของโรคโควิด-19 ในไทย

สื่อสังคมออนไลน์คือที่พึ่ง

รศ. นพ. ธีระ วรธนารัตน์ อาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันสังคม คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จับตามองการสื่อสารสาธารณะของภาครัฐและพบว่าในช่วงแรกกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และหน่วยงานในสังกัด ไม่ว่าจะเป็นกรมควบคุมโรคและกองระบาดวิทยา นำเสนอข้อมูลช้าไป ทำให้ประชาชนหันไปพึ่งข้อมูลทางอื่น

ที่มาของภาพ, รศ. นพ. ธีระ วรธนารัตน์

คำบรรยายภาพ,

รศ. นพ. ธีระ วรธนารัตน์ ยืนยันว่ากระทรวงสาธารณสุขคัดกรองและดูแลรักษาผู้ป่วยได้ตามมาตรฐานสากล แต่ยอมรับว่าการสื่อสารยังเป็นประเด็นที่คนส่วนใหญ่ยังกังขาอยู่

"ถ้าวิเคราะห์ในช่วงนั้น จะพบว่าประชาชนจำนวนมากไม่ค่อยได้รับฟังข่าวสารจากหน่วยงานของภาครัฐที่เกี่ยวข้องเลย และหันไปรับข้อมูลจากเครือข่ายสังคมออนไลน์เป็นหลักแทน" นพ. ธีระ อธิบาย

"คนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงที่มีการระบาดของโรคตามประเทศต่าง ๆ ก็เป็นคนที่ทำหน้าที่ให้ข้อมูลเชิงลึกได้ลึกกว่าและเร็วกว่าทางหน่วยงานภาครัฐ ในช่วงแรกของการระบาดจะพบเห็นได้ว่าทางภาครัฐมีการสื่อสารสังคมที่ไม่เท่าทันกับสถานการณ์ จึงทำให้เกิดสาธารณชนตั้งคำถามว่า 'ฉันจะเชื่อใครดีกว่า' "

รศ. นพ. ธีระเห็นว่าข้อมูลเชิงลึกที่น่าเชื่อถือทั้งภาพถ่าย วิดีโอ และเรื่องราวที่สื่อจากผู้ที่เผชิญสถานการณ์จริงคือสิ่งที่ทำให้คนทั่วไปเชื่อถือการรายงานผ่านสื่อสังคมออนไลน์ อย่างไรก็ดี เมื่อหน่วยงานภาครัฐเริ่มปรับตัวและสื่อสารอย่างสม่ำเสมอ ทำให้คนเริ่มให้ความสนใจ

"ในช่วงหลัง ๆ ที่ (หน่วยงานรัฐ) มีการรายงานเหตุการณ์เป็นรายวัน ก็ทำให้คนมีการรับรู้ว่ามีการรายงานอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งคิดว่ามาถูกทางแล้วในเรื่องของการรายงานสถานการณ์" นพ. ธีระ กล่าว

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

คำบรรยายภาพ,

ในช่วงเริ่มแรกที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสใหม่ ๆ สื่อสังคมออนไลน์เป็นแหล่งข้อมูลเชิงลึกที่คนให้ความสำคัญ

ข้อมูลที่บอกได้ไม่หมด

แม้หน่วยงานรัฐจะเดินหน้าให้ข้อมูลรายวัน แต่คนในสังคมออนไลน์ยังตั้งคำถามเรื่องที่ว่าอาจมีการปกปิดข้อมูลหรือเปิดเผยไม่ครบถ้วน ในเรื่องนี้ รศ. นพ. ธีระ เห็นว่าควรมองประเด็นนี้ในแง่จรรยาบรรณทางการแพทย์ที่จะต้องปกป้องความลับและความเป็นส่วนตัวตามสิทธิ์ของผู้ป่วย

"เนื่องด้วยโรคโควิด-19 เป็นโรคติดต่อที่แพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วและมีอาการที่รุนแรงกว่าโรคระบาดที่เคยพบเจอ จึงทำให้มีคนกลัวและเป็นกังวลต่อสถานการณ์ การที่จะเปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกของผู้ป่วยก็คงจะทำไม่ได้ ข้อมูลเบื้องต้น เช่น อายุ เพศ อาจจะเปิดเผยได้ แต่ข้อมูลเชิงลึกที่จะทำให้ล้วงลึกไปถึงตัวผู้ป่วย จะให้ไม่ได้ เพราะจะมีผลกระทบในวงกว้างและอาจเกิดการตีตราทางสังคมกับผู้ป่วยได้" นพ. ธีระ กล่าว

รศ. นพ. ธีระ ตั้งข้อสังเกตเรื่องจำนวนผู้ติดเชื้อในระยะแรกที่มีไม่มากว่าเป็นเพราะกระทรวงสาธารณสุขไม่ได้เปิดเผยตัวเลขผู้ที่ต้องสงสัยว่าจะติดเชื้อ หรือที่เรียกว่า PUI (Patients Under Investigation) ซึ่งหมายถึงผู้ที่เดินทางมาจากประเทศเสี่ยงหรือมีการสัมผัสโดยตรงกับผู้ที่ได้รับการยืนยันแล้วว่าติดโรค

"กระทรวงสาธารณสุขไม่เคยเปิดเผยตัวเลขเหล่านี้เลยในช่วงแรก มาเปิดอีกทีก็คือคนที่ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อแล้ว ก็เลยทำให้ตัวเลขดูน้อย แต่พอช่วงกลางเป็นต้นมาเขาก็ตระหนักได้ว่าประชาชนได้ข้อมูลมาจากส่วนอื่นเยอะมาก และถ้าหน่วยงานภาครัฐไม่รายงานสถานการณ์จริงให้รับรู้ก็อาจจะส่งผลให้เป็นปัญหาตามมาได้ ก็เลยมีการรายงานตัวเลข PUI เพิ่มขึ้นมา"

อาจารย์จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ยืนยันว่ากระทรวงสาธารณสุขคัดกรองและดูแลรักษาผู้ป่วยได้ตามมาตรฐานสากล แต่ยอมรับว่าการสื่อสารยังเป็นประเด็นที่คนส่วนใหญ่ยังกังขาอยู่

ที่มาของภาพ, EPA

ข้อกำหนดการสื่อสารในระดับนานาชาติ

ถึงแม้แต่ละประเทศจะมีขั้นตอนและวิธีการสื่อสารที่แตกต่างกันออกไป แต่องค์การอนามัยโลกได้กำหนดแนวทางการสื่อสารในระหว่างที่เกิดการระบาดของโรคไว้ โดยแยกเป็นประเด็นต่าง ๆ อาทิ

ความไว้วางใจ องค์การอนามัยโลกย้ำว่าการสร้างความไว้วางใจต่อสาธารณะเป็นปัจจัยสำคัญของการสื่อสารในทุกวัฒนธรรม ทุกระบอบการปกครองและทุกระดับการพัฒนาของประเทศ

ที่มาของภาพ, Reuters

ประกาศแต่เนิ่น ๆ มีผลต่อความวางใจซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อประชาชนได้รับข้อมูลที่ตรงไปตรงมา และครอบคลุม จากการออกประกาศอย่างเป็นทางการครั้งแรกในเวลาอันรวดเร็ว

ความโปร่งใส เป็นปัจจัยที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างผู้ทำหน้าที่ควบคุมการระบาดของโรค กับประชาชน ความโปร่งใสจะทำให้ประชาชน ได้รับรู้ถึงกระบวนการรวบรวมข้อมูล การประเมินความเสี่ยงและกระบวนการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการระบาด อย่างไรก็ดี ความโปร่งใสเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสร้างความเชื่อถือวางใจได้ แต่สาธารณชนจะต้องได้เห็นการตัดสินใจอย่างถูกต้องเหมาะสมของผู้ที่รับผิดชอบด้วย

การสื่อสารสำคัญกว่าหน้ากาก

รศ. นพ. ธีระ เห็นว่าการสื่อสารตามแนวทางที่องค์การอนามัยโลกกำหนดมีความสำคัญยิ่ง โดยข้อความที่สาธารณชนควรได้รับรู้คือ การปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันการติดโรค หน่วยงานของรัฐต้องสื่อสารให้ชัดเจนว่าประชาชนควรปฏิบัติอย่างไร โดยเฉพาะเรื่องการสวมหน้ากากที่เขาเห็นว่ายังไม่ชัดเจน และมีความเข้าใจผิดเกิดขึ้นมาก

ที่มาของภาพ, EPA

"ในสถานการณ์ปัจจุบันได้มีการรายงานออกมาแล้วว่าการใส่หน้ากาก เหมาะสำหรับคนที่ป่วยหรือมีอาการ เพื่อไม่ทำการแพร่เชื้อไปให้คนอื่น นี่คือวัตถุประสงค์หลัก แต่ถ้าคุณไม่ป่วย หน้ากากอนามัยทั่วไปก็จะมีประโยชน์น้อย เพราะได้มีรายงานออกมาแล้วว่าไม่สามารถป้องกันเชื้อไวรัสเช่นไข้หวัดใหญ่หรือโรคโควิด-19 ได้"

นอกจากนี้การไม่ไปอยู่ในสถานที่ที่แออัด หรือที่มีการจัดกิจกรรมรวมกลุ่ม การล้างมือบ่อย ๆ ด้วยน้ำเปล่า หรือสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ 70% ขึ้นไป เป็นเรื่องสำคัญกว่าการสวมหน้ากาก

"จริง ๆ แล้วเรื่องนี้ควรหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นแรกในการสื่อสารสาธารณะ การเตรียมเจลแอลกอฮอล์ล้างมือให้ทั่วถึงน่าจะมีประโยชน์กว่าการหาหน้ากากอนามัยให้เพียงพอต่อความต้องการ" นพ. ธีระ ย้ำ

"ส่วนที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของบุคลากรทางการแพทย์ เพราะในปัจจุบันเริ่มมีหลายโรงพยาบาลออกมาบ่นแล้วว่ารัฐได้เพิกเฉย ละเลย ทำให้บุคลากรทางการแพทย์ขาดเครื่องมือและอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการป้องกันโรค โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่ต้องดูแลบุคคลที่อยู่ในความเสี่ยง โดยอาจทำให้เกิดความผิดพลาดและติดเชื้อเป็นวงกว้างจนเข้าสู่ความหายนะได้"

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

ความรู้ใหม่ในการคัดกรอง

นับตั้งแต่เกิดการระบาดของโรค มีรายงานทางวิชาการหลายฉบับได้เผยแพร่ผลการค้นคว้าใหม่ ๆ ซึ่งรวมถึงการคัดกรองผู้ป่วยที่เดินทางมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงโดยใช้เครื่องตรวจจับอุณหภูมิร่างกาย รศ. นพ. ธีระ อธิบายว่าข้อมูลทางวิชาการชี้ว่าการวัดไข้จะตรวจจับได้เพียง 44% แต่การตรวจเช็คอาการไอจะคัดกรองผู้ติดเชื้อได้ราว 67% ดังนั้นผู้ที่ติดเชื้ออาจไม่มีอาการไข้และการตรวจคัดกรองจะตรวจไม่พบ

"เมื่อมีรายงาน (เกี่ยวกับเรื่องนี้) ออกมาเยอะขึ้น และได้มีการรายงานให้สังคมโลกได้รู้ผ่านวารสารทางการแพทย์แล้ว และกระทรวงสาธารณสุขก็ควรเปิดรับข้อมูลเหล่านั้นและนำมาปรับใช้กับระบบที่เราใช้ในการป้องกัน ควบคุม และคัดกรองโรค ให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น"

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ,

ผู้คนจำนวนมากไปเข้าคิวซื้ออุปกรณ์ป้องกันโรคโควิด-19 ที่ร้านขายยาขององค์การเภสัชกรรม

ไทยกำลังจะเข้าสู่ระยะที่ 3 ของการระบาด

ในปัจจุบันกรมควบคุมโรครับหน้าที่แถลงข่าวสถานการณ์การระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 เป็นประจำทุกวันทำการ แต่ นพ. สุทัศน์ โชตนะพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ กรมควบคุมโรค เอง บอกบีบีซีไทยว่ายังต้องการเน้นย้ำให้ประชาชนรับทราบว่า "โรคโควิด-19 ป้องกันได้ และถ้าติดแล้วก็รักษาให้หายได้ เพียงแต่ว่าต้องเข้ามาพบแพทย์ให้ทันท่วงที ทำความสะอาดมือบ่อย ๆ และดูแลตัวเองตามคำแนะนำที่เราระบุไป"

นพ.สุทัศน์ เห็นด้วยว่าจะต้องมีการสื่อสารอย่างตรงไปตรงมา และ "ให้สาธารณชนได้รับรู้ว่าเรากำลังจะเข้าสู่การระบาดของโรคในระยะที่สาม เพื่อประชาชนได้เตรียมตัวป้องกันอย่างมีประสิทธิภาพ"