กราดยิงโคราช : ตั้งสติอย่างไรในภาวะคับขัน บทเรียนจากโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ

  • ราชพล เหรียญศิริ
  • ผู้สื่อข่าววิดีโอ บีบีซีไทย
ครูเล่นกับเด็ก

ที่มาของภาพ, Rachaphon Riansiri/BBC Thai

คำบรรยายภาพ,

จาเร็ด แครนดอลล์ ครูชาวต่างชาติจำลองเหตุการณ์วันที่เขาเล่นมายากลให้เด็ก ๆ ดูเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากเหตุการณ์รุนแรงด้านนอกในคืนวันเกิดเหตุกราดยิง

เหตุการณ์กราดยิงที่ห้างเทอร์มินอล 21 จ.นครราชสีมา เมื่อ 8 ก.พ. 2563 ผ่านมาเกือบ 1 เดือนแล้ว หลายครอบครัวโชคร้ายต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก และมีอีกหลายครอบครัวที่โชคดีผ่านพ้นช่วงเวลาอันเลวร้ายนั้นมาได้อย่างปลอดภัย

ย้อนเวลากลับไปในวันนั้น ขณะที่ผู้คนแตกตื่นวิ่งหาที่หลบซ่อนตัวจากการกราดยิงของคนร้าย ณ มุมหนึ่งบนชั้น 2 ของศูนย์การค้ากลางเมืองโคราชคือที่ตั้งของโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษซึ่งมีเด็ก 8 คน และ ผู้ใหญ่ 17 คน ติดอยู่ภายใน

"ประมาณ สี่โมงครึ่ง จำได้ขึ้นใจเลย วันนั้นแอนนั่งอยู่ตรงเคาน์เตอร์ มองออกไปด้านนอกโรงเรียน เห็นคนวิ่ง ตอนแรกก็คิดว่ามีดารามาที่ห้างหรือเปล่า" มัทนียา ภูมิพัฒน์ หรือ แอน เจ้าของโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษเริ่มต้นเล่าถึงเหตุการณ์ในวันนั้นให้บีบีซีไทยฟัง

"แต่พอนั่งดูไปสักพักก็เริ่มสังหรณ์ใจว่าน่าจะต้องเกิดเหตุไม่ดีบางอย่าง เพราะสีหน้าของคนที่วิ่งนั้นดูหวาดกลัว และเป็นกังวล และดูเหมือนกำลังวิ่งหนีตาย"

เมื่อรู้ว่ามีคนร้ายใช้ปืนไล่กราดยิงคนภายในห้าง มัทนียาจึงต้องรวบรวมสติ ทำอย่างไรให้เด็ก ๆ ที่อยู่ด้วย ซึ่งครึ่งหนึ่งเป็นเด็กเล็กอายุ 4-5 ขวบและอีกครึ่งหนึ่งเป็นเด็กโตอายุ 10-13 ขวบ ไม่ตื่นตระหนกกับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นภายนอก เธอและทีมงานจึงวางแผนรับมือกับห้วงเวลาที่ไม่รู้ว่าจะจบลงเมื่อไหร่เพื่อผ่านคืนนั้นไปให้ได้

ที่มาของภาพ, Rachaphon Riansiri/BBC Thai

คำบรรยายภาพ,

มัทนียา ภูมิพัฒน์ เจ้าของโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษในห้างเทอร์มินอล 21 โคราช และทีมงานดัดแปลงห้องเก็บของเป็น "ห้องแห่งความลับ" และชักชวนเด็ก ๆ ให้ผจญภัยกันอยู่ในนั้นระหว่างเสียงปืนดังอยู่ด้านนอก

"แอนกลัวมาก ๆ เลย กลัวเข้าไปถึงขั้วหัวใจเลย สิ่งแรกที่ทำคือเรียกผู้ปกครองที่มานั่งรอลูกให้เข้ามาอยู่ด้วยกันข้างในแล้วล็อกประตูหน้า สิ่งที่ทำต่อไปคือบอกทุกคนว่าให้อยู่ในอิริยาบถที่สงบนิ่ง อย่าตื่นตระหนก เพราะหากเราแสดงความตื่นตระหนกออกมา มันจะส่งผลต่อเด็กที่อยู่ในความดูแลของเรา ซึ่งเท่ากับว่าเรากำลังเพิ่มความเสี่ยงให้กับพวกเรากันเอง ตอนนั้นเลยวางแผนร่วมกันว่าเราจะต้องสร้างกิจกรรมขึ้นมาเพื่อไม่ให้เด็กเบื่อ"

สะสมเสบียงสำหรับ "ห้องแห่งความลับ"

แผน "อยู่ยาว" ของทั้ง 25 ชีวิตในคืนนั้นจึงเริ่มด้วยการเอาขนมขบเคี้ยวต่าง ๆ ซึ่งมีเตรียมไว้สำหรับแจกเด็ก ๆ ในการเรียนการสอนปกติของโรงเรียนมาแจกให้เด็ก ๆ ได้กินรองท้อง จะได้ไม่หิวและงอแง จากนั้นก็บอกกับเด็ก ๆ ว่าวันนี้จะมีการทำกิจกรรมพิเศษ ครูจะพาเด็กและผู้ปกครองไปตั้งค่ายและผจญภัยกันในที่แห่งหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า "ห้องแห่งความลับ"

เด็ก ๆ เมื่อได้ยินเรื่องการผจญภัยก็ตื่นเต้นและตื่นตัวกันมาก ครูและผู้ปกครองจึงช่วยกันลำเลียงเด็ก ๆ ออกจากห้องเรียนโดยให้ต่อแถวเกาะไหล่ต่อกันเป็นขบวนรถไฟ แล้วทยอยเดินอย่างเงียบเชียบเข้าไปที่ "ห้องแห่งความลับ" ซึ่งก็คือ ห้องเก็บของด้านหลังของโรงเรียน

ห้องเก็บของนี้มีขนาดค่อนข้างกว้าง ภายในห้องค่อนข้างมืดเพราะมีไฟส่องสว่างเพียงดวงเดียว เสียงคอมเพรสเซอร์แอร์ดังกลบเสียงอื่น ๆ จากภายนอก หญ้าเทียมผืนใหญ่ถูกนำมาปูเพื่อให้ผู้ปกครองและเด็ก ๆ นั่งระหว่างรอการช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ พร้อมกับอุปกรณ์มากมายเพื่อสร้างความบันเทิงให้เด็ก ๆ และหันเหความสนใจจากภาวะคับขันภายนอก

ที่มาของภาพ, NAthan Crandall

คำบรรยายภาพ,

กิจกรรม "ที่นอนของฉัน" กับบรรยากาศในห้องแห่งความลับที่เด็ก ครูและผู้ปกครอง 25 คนเข้าไปหลบอยู่

ห้องน้ำชั่วคราวถูกเนรมิตขึ้นจากลังกระดาษและภาชนะเท่าที่หาได้ในตอนนั้น

"โค้ชชาวต่างชาติของเราเริ่มด้วยการเล่นมายากล เล่นอยู่นานพอสมควรจนหมดกลที่จะเล่นแล้ว เราก็เปลี่ยนมาทำกิจกรรมต่อไปก็คือ การเล่นปั้นดินน้ำมัน"

มัทนียาบอกว่ากิจกรรมปั้นดินน้ำมันสามารถเบี่ยงเบนความสนใจเด็กได้ดีพอสมควร เพราะการปั้นดินน้ำมันทำให้เด็กมีสมาธิจดจ่ออยู่ตรงนั้นได้นาน จนเวลาผ่านไปกว่า 2 ชั่วโมง เด็ก ๆ ก็เริ่มอ่อนแรง "ที่นอนของฉัน" จึงเป็นกิจกรรมต่อเนื่อง เครื่องนอนทั้งหมอนและผ้าห่มที่บังเอิญทางโรงเรียนได้เตรียมไว้สำหรับกิจกรรมที่จะจัดในเดือน มี.ค. ถูกนำมาคลี่เป็นที่นอน แล้วครูคนไทยก็เริ่มเล่านิทานให้เด็ก ๆ ฟัง

นาทีช่วยเหลือ

5 ชั่วโมงในห้องแห่งความลับ เด็ก ๆ ร่วมกิจกรรมอยู่ในนั้นอย่างสนุกสนาน ขณะที่ในใจของมัทนียา ครูและผู้ปกครองต่างหวาดหวั่นกับเหตุการณ์ภายนอก ทว่าพวกเขาต้องควบคุมสติ และข่มความกลัวเอาไว้ เพื่อรอคอยความช่วยเหลือที่ ณ เวลานั้นไม่รู้ว่าจะมาถึงเมื่อไหร่

"สี่ทุ่มสามนาที แอนจำได้แม่นเลย มีเจ้าหน้าที่มาเคาะเรียกพวกเราที่โรงเรียน เจ้าหน้าที่รู้ว่ามีพวกเราซ่อนอยู่ในนี้เพราะว่าระหว่างที่ซ่อนตัวอยู่ พวกเราก็ได้โทรศัพท์ประสานกับผู้ปกครองที่อยู่ข้างนอก รวมถึงเจ้าหน้าที่ที่รู้จักกันอยู่เป็นระยะ ทำให้พอจะทราบถึงความเคลื่อนไหวภายนอก และเนื่องจากที่โรงเรียนเราติดตั้งกล้องวงจรปิดไว้ตามจุดที่สำคัญ แอนจึงสามารถดูผ่านมือถือได้ว่าคนที่มาเคาะเป็นเจ้าหน้าที่จริงหรือไม่" มัทนียาเล่า

ที่มาของภาพ, มัทนียา ภูมิพัฒน์

คำบรรยายภาพ,

ขณะที่ด้านนอกมีการยิงโต้ตอบกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ก่อเหตุ เด็ก ๆ กำลังทำกิจกรรมกันอย่างเพลิดเพลินในโรงเรียนสอนภาษา

ประโยคแรกที่เธอถามเจ้าหน้าที่ที่มาช่วยเหลือคือ "พวกเราต้องทำยังไง" คำตอบที่ได้รับจากเจ้าหน้าที่คือ "เดินออกไปอย่างเร็ว ห้ามวิ่ง ห้ามส่งเสียงดัง"

หลังจากที่ได้คำตอบแล้ว ความท้าทายต่อไปคือจะทำอย่างไรให้การอพยพออกจากที่เกิดเหตุเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย มัทนียาและทีมงานจึงสร้างจินตนาการใหม่ขึ้นมาเพื่อให้เด็ก ๆ ยังคงรู้สึกสนุกโดยการสมมติให้โค้ชชาวต่างชาติเป็นซุปเปอร์ฮีโรที่จะเป็นคนพาเด็ก ๆ ออกไป

"การจะพาเด็กออกไปก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่เราต้องควบคุมให้ได้ เราจึงได้สมมติให้โค้ชชาวต่างชาติของเรา ซึ่งมีรูปร่างสูงใหญ่อยู่แล้ว เป็นซุปเปอร์ฮีโร่ที่จะพาเด็ก ๆ บินออกไป โดยโค้ชได้อุ้มเด็กและรีบเดินกึ่งวิ่งออกไปยังบันไดหนีไฟ ซึ่งตอนนั้นเด็ก ๆ ก็รู้สึกสนุกมาก

เด็ก ๆ ยิ้มอย่างมีความสุข ระหว่างช่วงเวลาลำเลียงกันออกจากอาคาร" มัทนียาเล่าอย่างภูมิใจ

สู่อ้อมอกพ่อแม่

ขณะที่บรรยากาศภายนอกห้างเทอร์มินอล 21 เต็มไปด้วยความโกลาหลวุ่นวาย ผู้ปกครองของเด็ก ๆ เฝ้ารอพบลูกอย่างใจจดใจจ่อ ทันทีที่เห็นเด็ก ๆ ผู้ปกครองต่างทยอยเข้าไปรับลูกออกมาด้วยความสงบ ไม่แสดงความเป็นห่วงที่มากเกินพอดี เพราะไม่อยากให้เด็กเกิดความสับสน

ที่มาของภาพ, Rachaphon Riansiri/BBC Thai

คำบรรยายภาพ,

หนึ่งเดือนหลังเหตุกราดยิงเมื่อวันที่ 8 ก.พ. โรงเรียนสอนภาษาของมัทนียากลับมาคึกคักเหมือนเดิม

"หลังจากส่งเด็ก ๆ คืนให้กับผู้ปกครองทั้งหมดแล้ว แอนและทีมงานก็กอดกันเลยนะ เรากอดกันน้ำตาซึม แล้วต่างถามคำถามกันว่า เราผ่านจุดนั้นมาได้อย่างไร เราผ่านมาด้วยกัน เราร่วมมือกัน เรารู้สึกภูมิใจและรู้สึกขอบคุณทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในวันนั้น รวมถึงตัวเด็ก ๆ ด้วยที่ไม่งอแงเลย ทำให้พวกเราทุกคนผ่านเหตการณ์นั้นมาได้อย่างปลอดภัย"

สติคือสิ่งสำคัญที่สุด

"ผู้ปกครองมาเล่าให้แอนฟังว่า ลูก ๆ กลับไปเล่าให้ฟังว่า การผจญภัยในห้องแห่งความลับสนุกมาก น้องคนหนึ่งเข้าใจว่านั้นคือกิจกรรมเข้าค่ายลูกเสือ และบอกกับแม่อีกหลายครั้งว่าอยากจะไปเข้าค่ายลูกเสืออีก ส่วนผู้ปกครองเองตกลงกันว่าไม่พูดถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา

เมื่อเด็ก ๆ เข้าใจไปแล้วว่าเหตุการณ์ในวันนั้นเป็นการซ้อมหรือเป็นการทำกิจกรรมพิเศษ ผู้ปกครองก็จะตอบไปตามแนวทางนั้น"

มัทนียาเล่าว่า วันรุ่งขึ้นหลังจากเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว ได้โทรปรึกษานักจิตวิทยาเด็กในทันที เพื่อเตรียมตัวรับมือกับคำถามที่อาจถาโถมเข้ามาจากหลายฝ่าย รวมถึงการปฏิบัติตัวกับเด็ก ๆ หลังเหตุการณ์ และเพื่อช่วยเป็นแนวทางให้คำปรึกษากับผู้ปกครองในการดูแลลูก ๆ ต่อไปด้วย

"สิ่งสำคัญที่สุดที่แอนเรียนรู้จากเหตุการณ์ในครั้งนี้คือการมีสติ ไม่ตื่นตระหนก เพราะหากในวันนั้นทุกคนไม่ควบคุมความกลัวของตัวเอง เด็ก ๆ ก็จะกลัวตามผู้ใหญ่ และถ้าควบคุมเด็กให้อยู่ในความสงบไม่ได้ สิ่งที่ไม่คาดคิดก็อาจเกิดขึ้นได้" เธอสรุป

ที่มาของภาพ, Wanwisa Kheaphomrach

คำบรรยายภาพ,

ทีมครูสวมกอดกันด้วยความยินดีและโล่งใจหลังจากผ่านคืนอันน่าหวาดหวั่นมาได้โดยที่เด็ก ๆ และผู้ปกครองทุกคนปลอดภัย