ป๋วย อึ๊งภากรณ์ : รำลึกบุคคลสำคัญของโลกของยูเนสโก ผู้ต้องลี้ภัยในต่างแดนหลัง 6 ต.ค. 2519

ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์

ที่มาของภาพ, puey-ungpakorn.org

บีบีซีไทยเปิดคำปราศรัยของ ศาสตราจารย์ ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ผู้สร้างคุณูปการหลายด้านให้ประเทศไทย จากห้องส่งบีบีซีในกรุงลอนดอน เมื่อต้นปี 2517 ว่าด้วยความหวังต่อรัฐบาลและประชาธิปไตยหลังเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 และความประทับใจของอดีตนักศึกษาที่มีต่อ "อ.ป๋วย" ของพวกเขา

สามเดือนหลังชัยชนะของขบวนการนักศึกษาและประชาชนที่ขับไล่ จอมพลถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรีผู้ทำรัฐประหารรัฐบาลของตัวเอง อ.ป๋วย คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในขณะนั้น มาเยือนห้องส่งของวิทยุบีบีซี ภาคภาษาไทย เมื่อ 11 ม.ค. 2517 โดยกล่าวปราศรัยความยาวราว 12 นาที เกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองไทยในขณะนั้น เนื้อหาที่น่าสนใจ คือ

หลักประชาธรรม

อ.ป๋วย พูดถึง "หลักประชาธรรม" ว่า หลัง 14 ต.ค. 2516 ประชาชนและราชการไทย ได้พยายามเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองของประเทศให้ถูกต้องชอบธรรมยิ่งขึ้น ให้พยายามยึดหลักประชาธิปไตย ถือประโยชน์ของประชาชนส่วนรวมเป็นใหญ่ บ้านเมืองจะพึงมีขื่อมีแป จะบริหารราชการด้วยกฎหมาย ไม่ใช่ด้วยอำเภอใจของคนกลุ่มเล็ก และกฎหมายนั้นจะต้องเป็นธรรมแก่ประชาชน ไม่ใช่เป็นเครื่องมือของผู้ทรงอำนาจ

"หลักการทั้งหมดนี้ ผมขอเรียกว่าเป็นหลักประชาธรรม รัฐบาลแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พยายามเร่งรัด ร่างรัฐธรรมนูญอันเป็นกติกาสูงสุดของประเทศให้สำเร็จโดยเร็ว"

รัฐธรรมนูญ และประชามติ

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถกเถียงในการร่างรัฐธรรมนูญขณะนั้น คือ ควรจะมีสภาเดียวหรือสองสภา และถ้าจะมีสองสภา สภาสูงจะคัดเลือกสมาชิกกันอย่างไร สภาล่างควรจะมีการเลือกตั้งวิธีใด ซึ่ง อ.ป๋วย เสนอไว้ว่า ถ้าเรายึดมั่นว่าธรรมะเป็นอำนาจ และอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนแล้ว ประเด็นต่าง ๆ ที่ถกเถียงกันอยู่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งนั้น ควรจะให้ประชาชนชาวไทยทั้งประเทศมีส่วนในการตัดสินในขั้นสุดท้าย

"ผมยังใคร่จะได้เห็นประเด็นสำคัญ ๆ ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้ง มีการรวบรวมขึ้นสักจำนวนหนึ่ง อาจจะไม่เกิน 5-6 ประเด็นเสนอให้ราษฎรทั้งประเทศได้แสดงประชามติ แล้วจึงบัญญัติไปตามประชามตินั้น ๆ...เปิดโอกาสให้ราษฎรทั้งประเทศลงประชามติ ว่าจะรับหรือไม่รับเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศเราต่อไป"

ที่มาของภาพ, puey-ungpakorn.org

คำบรรยายภาพ,

อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ กับ อ.เสนาะ ตันบุญยืน ผู้ประกาศของบีบีซีไทย

ในความเห็นของ อ.ป๋วย แม้สภานิติบัญญัติในขณะนั้น มีลักษณะเป็นตัวแทนของราษฎรได้ดีกว่าสภานิติบัญญัติในรัฐบาลก่อน เพราะได้มีการเลือกตั้งจากคนจำนวนกว่า 2,000 คนที่มาจากอาชีพต่างกัน แต่ถึงกระนั้นก็ยังผิดกันกับสภานิติบัญญัติที่อาจจะให้ราษฎรเลือกสมาชิกขึ้นมาโดยตรง

อีกข้อคิดที่ อ.ป๋วย ฝากไว้ในคำปราศรัยคือ ทำอย่างไรที่จะทำให้รัฐธรรมนูญ และหลักการประชาธรรมจะอยู่คงทน "ไม่ถูกบิดเบือนกันได้ง่าย ล้มล้างกันได้ง่าย" เช่นในไทยและอีกหลายประเทศ

"จะเห็นได้ว่าการผูกปัญหาเพื่อลิดรอนจำกัดเสรีภาพนั้นทำได้ง่าย แต่การคลายปัญหาเพื่อส่งเสริมเสรีภาพนั้นยากนัก ฉะนั้นเมื่อชาวไทยเราได้มีโอกาส มีโชค มีวาสนาอย่างนี้แล้ว จะทอดทิ้งเพิกเฉยสิ่งอันประเสริฐ ซึ่งเราได้มาจากการเสียสละเลือดเนื้อและชีวิตในเดือนตุลาคมที่แล้วมานั้นหาควรไม่"

รัฐ-ราษฎร จับมือกัน

ในภาวะที่ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาขาดแคลนน้ำมัน สินค้าแพง โจรผู้ร้ายชุกชุมอันเนื่องมาจากความยากลำบากทางการเกษตร ปัญหาความยากจนในชนบทและในแหล่งสลัมในเมือง รวมทั้งปัญหาความไม่สงบในประเทศ อ.ป๋วย เรียกร้องผ่านคำปราศรัยให้รัฐบาลและประชาชนทุกส่วนร่วมมือกันแก้ปัญหาที่กำลังเผชิญ รวมทั้งการปกป้องรักษารัฐธรรมนูญและระบบการปกครองประชาธิปไตยให้ยืนยงคงทน

"สติปัญญาของคนไทยเมื่อได้ร่วมกันเมื่อได้ประสานกัน และได้มีโอกาสใช้โดยเสรี ก็ควรจะเป็นสติปัญญาอันประเสริฐอย่างที่เราได้เคยแสดงให้เห็นมาแล้วในอดีต คุณธรรมที่ต้องการมากในระยะนี้ คือความสมานฉันท์ หมายความว่า ความร่วมมือกันอย่างมีจิตใจรักใคร่กัน รัฐบาลก็รักราษฎร ราษฎรก็เห็นอกเห็นใจในความยากลำบากของรัฐบาลในการบริหารประเทศ นักการเมืองระบบประชาธิปไตยแต่ละคน แต่ละพรรค ก็มุ่งหาประโยชน์ของชาติเป็นใหญ่ ไม่ใช่จะแก่งแย่งกันเพื่อหาอำนาจ"

อ.ป๋วยคือใคร

อ.ป๋วย ดำรงตำแหน่งสำคัญในอดีตมากมาย เช่น เป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่มีอายุน้อยที่สุด ในวัย 43 ปี 3 เดือน และดำรงตำแหน่งยาวนานที่สุดถึง 12 ปี 2 เดือน 4 วัน เป็นสมาชิกเสรีไทย (ขบวนการต่อต้านการรุกรานไทยของกองทัพญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2) เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์คนที่ 10 ได้รับรางวัลแมกไซไซ สาขาบริการสาธารณะ ในปี พ.ศ. 2508 และได้รับการยกย่องจากองค์กรยูเนสโกให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก ในปี พ.ศ. 2558

สเตฟาน คอลินยองส์ (Stefan Collingnon) นักวิชาการร่วมสมัยชาวเยอรมันยกย่อง อ.ป๋วยว่าเป็น "บิดาของประเทศไทยยุคใหม่" ในฐานะผู้วางรากฐานการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย

ที่มาของภาพ, puey-ungpakorn.org

คำบรรยายภาพ,

อ. ป๋วย ลงมาห้ามนักศึกษาให้เลิกชุมนุมประท้วงที่บริเวณลานโพธิ์ คณะศิลปศาสตร์ มธ. ก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลา 19

เกียรติภูมิของ อ.ป๋วย คือความเป็นคนที่ยืนหยัดต่อสู้กับความไม่ถูกต้องในสังคมไทย ซึ่งทำให้ อ.ป๋วย ต้องออกนอกประเทศหลายหน โดยเฉพาะครั้งสุดท้ายคือเมื่อเกิดเหตุการณ์ 6 ต.ค. 2519

การเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปี 2518 ท่ามกลางการขยายตัวของสิทธิเสรีภาพในสังคมไทยภายหลังชัยชนะของขบวนการนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 ทำให้ ธรรมศาสตร์เป็นศูนย์กลางในการเคลื่อนไหวต่อสู้ของนักศึกษาและประชาชน บทบาท อ.ป๋วย ในฐานะอธิการบดีจึงเป็นภาระอันหนักอึ้ง ที่จะบริหารมหาวิทยาลัย และคุ้มครองดูแลนักศึกษาให้ปลอดภัย

อ.ป๋วย เป็นนักศึกษารุ่นแรกของมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง (ชื่อเดิมของธรรมศาสตร์) เป็นศิษย์เก่าธรรมศาสตร์คนแรกที่ได้เป็นอธิการบดี อ.ป๋วย ได้กลับมาธรรมศาสตร์ในปี 2506 ขณะที่ยังดำรงตำแหน่งเป็นผู้ว่า ธปท. โดยได้รับการชักชวนจากกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในขณะนั้น ให้เข้ามาช่วยปรับปรุงคณะเศรษฐศาสตร์ที่มีอาจารย์ประจำคณะเพียง 4 คน

พ.ศ. 2507 อ.ป๋วย ขึ้นดำรงตำแหน่งคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และขอลาออกจากตำแหน่งผู้ว่า ธปท. แต่ถูกจอมพลถนอม นายกรัฐมนตรียับยั้งไว้ อ.ป๋วย จึงขอรับเงินเดือนของผู้ว่าการ ธปท. เพียงครึ่งเดียว

อ.ป๋วย ไม่ต้องการให้นักศึกษาเรียนในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการให้นักศึกษาเข้าใจปัญหาของสังคมไทย ได้เรียนรู้ชนบท จึงได้ก่อตั้งมูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย จัดทำโครงการพัฒนาชนบทลุ่มแม่น้ำแม่กลองเพื่อให้นักศึกษาได้มีองค์ความรู้พื้นฐานของปัญหาชนบท

ที่มาของภาพ, puey-ungpakorn.org

คำบรรยายภาพ,

อ.ป๋วยออกเยี่ยมบัณฑิตอาสาสมัครทางภาคเหนือเมื่อปี 2516

พ.ศ. 2514 อ.ป๋วย ลาออกจากธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อมาเป็นคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์เต็มตัว และในปี 2518 อ.ป๋วย ได้รับเลือกให้เข้าดำรงตำแหน่งอธิการบดีซึ่งเป็นช่วงเวลาที่การเมืองไทยกำลังอยู่ในวังวนของความขัดแย้งระหว่างฝ่ายขวาและฝ่ายซ้ายอย่างรุนแรง โดยศูนย์กลางของการปะทะอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

การเผชิญหน้าระหว่างฝ่ายนักศึกษาและฝ่ายรัฐที่รุนแรงจบลงเมื่อเกิดโศกนาฎกรรม 6 ต.ค. 2519 ทำให้ อ.ป๋วย ต้องเดินทางไปอยู่ต่างประเทศ ประสบปัญหาด้านสุขภาพ ตราบจนสิ้นลมหายใจที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อ 28 ก.ค. 2542 ในวัย 83 ปี

"อ.ป๋วย" ของ นักศึกษา

ในโอกาสครบรอบชาตกาล 100 ปีของ อ.ป๋วย เมื่อ มี.ค. 2559 สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ได้จัดทำรายการสารคดีโดยให้อดีตนักศึกษาธรรมศาสตร์พูดถึง "อาจารย์ป๋วย" ของพวกเขา บีบีซีไทยถอดคำสัมภาษณ์บางส่วนของอดีตศิษย์มาประกอบเรื่อง

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

คำบรรยายภาพ,

ศ. ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ เป็นอดีตคณบดีคณะศิลปศาสตร์ มธ. และอดีตสมาชิกสภาหน้าโดมในยุคก่อน 14 ต.ค.

ศ. ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ อดีตคณบดีคณะศิลปศาสตร์ มธ. และอดีตสมาชิกสภาหน้าโดมในยุคก่อน 14 ต.ค. เล่าว่า อ.ป๋วย เป็นคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ตอนที่เขาเรียนอยู่ปี 1 และได้พบ อ.ป๋วย มานั่งฟังการอภิปรายของนักศึกษาในห้องประชุมที่มีคนแน่น อ.ธเนศ เล่าว่าเห็น อ.ป๋วย กวักมือเรียกนักศึกษาให้เข้ามานั่งตรงที่ว่าง

ในขณะนั้นเริ่มมีการเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษา อ.ธเนศ เล่าว่า อ.ป๋วย เริ่มเห็นอะไรที่เป็นคำตอบตอนนั้น เมื่อจอมพลถนอม ทำรัฐประหารตัวเองในพ.ศ. 2514 ทำให้นักศึกษาไม่เห็นด้วย สโมสรนักศึกษาได้วางพวงหรีดที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ทำรัฐประหารในปี พ.ศ. 2501 ที่มีการไม่เห็นด้วยและมีการประท้วงโดยนักศึกษาเป็นครั้งแรก หลังจากนั้นคลื่นใต้น้ำต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นจน อ.ป๋วย ก็อยู่ไม่ได้ สุดท้ายต้องเดินทางไปอังกฤษและสหรัฐอเมริกา

ที่มาของภาพ, puey-ungpakorn.org

คำบรรยายภาพ,

อ.ป๋วยที่บ้านพักในอังกฤษ

ปี 2514 อ.ธเนศพบ อ.ป๋วย ที่มหาวิทยาลัยคอเนลล์ สหรัฐฯ เมื่อนักศึกษาไทยได้ข่าวว่า อ.ป๋วย จะมาก็นัดทานข้าวกับ อ.ป๋วย ซึ่ง อ.ธเนศได้ถาม อ.ป๋วย ว่าคิดอย่างไรที่ไปทำงานกับระบอบสฤษดิ์ อ.ป๋วย บอกว่าตอนแรกไม่คิดว่าจะกลายเป็นระบอบเผด็จการแบบตอนหลัง ตอนนั้นเห็นว่าจอมพลสฤษดิ์เขาทำงานเอาจริงเอาจัง

ที่มาของภาพ, puey-ungpakorn.org

อ.ธเนศ พูดถึง อ.ป๋วย ว่าเป็นผู้มีทัศนะที่ก้าวหน้าต่อปัญหาประชาธิปไตย และมีความกล้าหาญมาก เมื่อ อ.ป๋วย เขียนจดหมายจาก "นายเข้ม เย็นยิ่ง" ถึง "ผู้ใหญ่ทำนุ เกียรติก้อง" ซึ่งกลายเป็นจดหมายที่ทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ผู้มีอำนาจ และกระบวนการที่นำไปสู่ 14 ต.ค. 2516

หลัง จอมพลถนอม กิตติขจร ทำรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลตัวเอง เมื่อ 17 พ.ย. 2514 อ. ป๋วยเขียนจดหมายจากอังกฤษ โดยใช้ชื่อ นายเข้ม เย็นยิ่ง ซึ่งเป็นชื่อรหัสสมัยเป็นเสรีไทย ถึงผู้ใหญ่บ้านชื่อ ทำนุ เกียรติก้อง ซึ่งหมายถึงจอมพลถนอม เรียกร้องให้ "ได้โปรดเร่งรัดให้มีกติกาหมู่บ้านขึ้นเถิดโดยเร็วที่สุด ในกลางปี 2515 นี้หรืออย่างช้าก็อย่าให้ข้ามปีไป โปรดอำนวยให้ชาวบ้านไทยเจริญมีสิทธิเสรีภาพตามหลักประชาธรรม สามารถเลือกตั้งสมัชชาขึ้นโดยเร็ว"

หลังจดหมายฉบับนั้นเผยแพร่แล้ว ปฏิกิริยาแรกคือ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์สยามรัฐเขียนว่าจดหมายนายเข้มเป็นของปลอม แต่ อ.ป๋วย ก็เขียนตอบกลับมาชัดเจนว่าเป็นคนเขียนจดหมายฉบับนั้นเอง

อ.ธเนศ มีความเห็นว่า อ.ป๋วย พยายามเลี่ยงคำว่าประชาธิปไตย เพราะพอพูดคำว่าประชาธิปไตยคนก็ต้องทะเลาะกันแล้ว ไม่อยากให้เถียงกันเรื่องนิยามของประชาธิปไตย เพราะรู้ว่าเถียงกันมา 2,000 ปีแล้ว เพราะฉะนั้นอาจารย์จึงใช้คำว่าประชาธรรมคือธรรมะของประชาชนสามัญชน แล้วธรรมะในที่นี้ อ.ธเนศ คิดว่ามันคือความดี ความงาม ความจริง ความยุติธรรม

สมถะ เห็นใจคนจน

ศ.ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ อาจารย์รัฐศาสตร์ มธ. เล่าไว้ในสารคดีของไทยพีบีเอสว่า สมัยเขาเป็นนักศึกษา เขาเห็น อ.ป๋วย ขับรถโตโยต้า โคโรน่า คันเล็ก ๆ เข้ามาทางประตูฝั่งคณะเศรษฐศาสตร์ เป็นการเดินทางมาจาก ธปท.

ที่มาของภาพ, NATTHADON KOSAITHANAANUN

คำบรรยายภาพ,

ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ กีรตยาจารย์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

อ.ชัยวัฒน์ กล่าวว่า จดหมายนายเข้ม เย็นยิ่ง เป็นความกล้าหาญ ที่แสดงท่าทีให้เห็นชัดว่าเป็นอย่างไร ในที่สุดแล้วสังคมไทย ต้องการทางเดินของมันเอง อาจจะถึงเวลาแล้วที่เผด็จการควรจะหยุดเสียที

ในความคิดของ อ.ชัยวัฒน์ นักศึกษาเป็นพลังสร้างสรรค์พลังบริสุทธิ์ อ.ป๋วย ทำให้คนในธรรมศาสตร์เห็นคุณค่าของสิ่งเหล่านี้คล้ายกับเป็นปฏิทินความหวัง สันติประชาธรรม จดหมายนายเข้ม ทั้งหมดนี้รวบรวมกันในฐานะมรดกและตัวตนของอาจารย์

ความเห็นใจต่อคนยากคนจนและประโยชน์ของผู้ยากไร้ มีผลต่อการที่อาจารย์ได้รับความนับถือจากนักศึกษา

ที่มาของภาพ, puey-ungpakorn.org

คำบรรยายภาพ,

อ. ป๋วยกลับมาเมืองไทยในเดือนก.พ. 2516

อ.ชัยวัฒน์ ให้ความเห็นว่างานบริหารมหาวิทยาลัยของ อ.ป๋วย ในขณะนั้นไม่ใช่เรื่องที่ง่าย โดยเฉพาะการประสานกับขบวนการนักศึกษา ซึ่งกำลังลุกเป็นไฟ อธิการบดีธรรมศาสตร์มีภาระอันหนึ่งที่จะต้องดูแลมหาวิทยาลัย ดูแลนักศึกษาอย่างน้อยก็เรื่องความปลอดภัย แต่พอเกิดเหตุการณ์ในธรรมศาสตร์ทั้งถูกเผา ถูกกระทำ ถูกฆ่า มีคนเจ็บ ถูกรังแก อาจารย์ก็คงไม่พอใจว่านักศึกษาจำนวนหนึ่งต่อสู้เหมือนกัน มันคือเส้นทางของโศกนาฏกรรมที่ปูทางมาเรื่อย ๆ จนเกิดรัฐประหารเมื่อ 6 ต.ค. 2519

สกัดกั้นก่อนนองเลือด

พระไพศาล วิสาโล หรือขณะนั้นคือ นายไพศาล วงศ์วรวิสิทธิ์ นักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ มธ. เล่าว่า ช่วง อ.ป๋วย เป็นอธิการบดี ธรรมศาสตร์ตกเป็นเป้าของฝ่ายขวา เพราะธรรมศาสตร์เป็นศูนย์กลางของขบวนการนักศึกษา การชุมนุมประท้วงมักจัดที่ธรรมศาสตร์ ซึ่งแต่เดิมเคยจัดที่สนามหลวง แต่พอโดนก่อกวนการชุมนุมจากกลุ่มกระทิงแดง นักศึกษาก็เข้ามาประท้วงในธรรมศาสตร์แทน ซึ่ง อ.ป๋วย ก็ไม่เห็นด้วยเพราะว่าการทำเช่นนั้นทำให้ธรรมศาสตร์ตกเป็นเป้า

ที่มาของภาพ, พระสุรินทร์ สิริปัญโญ

คำบรรยายภาพ,

พระไพศาล วิสาโล หรือนายไพศาล วงศ์วรวิสิทธิ์ เป็นอดีตนักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ มธ.

พระไพศาลเล่าว่าตอนประท้วงการกลับมาไทยของจอมพลประภาส จารุเสถียรในปี พ.ศ. 2518 กลางคืนมักมีระเบิดขวดถูกปามาจากฝั่งสนามหลวง นักศึกษาต้องหลบเป็นพัลวัน ต่อมา 20 สิงหาคม 2518 กลุ่มกระทิงแดงยกพวกมาเผาธรรมศาสตร์ โดยตำรวจไม่สกัด ธรรมศาสตร์ได้ข่าวว่ากระทิงแดงกำลังยกพวกมาก็ให้นักศึกษาออกไปหมดตอนนั้น อ.ป๋วย ไม่อยู่แต่ อ.เสน่ห์ จามริก เป็นรองอธิการบดีดูแลเรื่องนี้ อ.ป๋วย รู้แล้วว่าถ้านักศึกษามาประท้วงที่ธรรมศาสตร์จะต้องหนีไม่พ้นความรุนแรงต้องมีการทำลายทรัพย์สินและมีอันตรายถึงชีวิต ก็พยายามขอร้องให้นักศึกษาอย่ามาประท้วงที่ธรรมศาสตร์ นักศึกษาไม่พอใจแต่ว่าเรื่องนี้ฝ่ายขวาไม่เคยรู้เลย

ในท่ามกลางความรุนแรงของการเมืองไทยในเวลานั้น อ.ป๋วย เข้าใจถึงความไม่ปกติ ได้ออกบันทึกอธิการบดีเรื่องกิจกรรมนักศึกษา อาจารย์ และข้าราชการธุรการ ลงวันที่ 26 ก.ย. 2519 ในบันทึกอาจารย์เริ่มเกริ่นนำด้วยการกล่าวถึงประวัติศาสตร์ของธรรมศาสตร์ซึ่งมาจากมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ซึ่งเรียนศึกษาในวิชาสังคมศาสตร์เป็นส่วนใหญ่ เกี่ยวข้องกับการเมือง ถ้าไม่ได้มีกิจกรรมทางการเมืองโดยอาจารย์และนักศึกษาธรรมศาสตร์แล้วประชาชนก็คงจะไม่ได้สิทธิเสรีภาพตามระบอบการปกครองประชาธิปไตยอย่างทุกวันนี้

ที่มาของภาพ, puey-ungpakorn.org

คำบรรยายภาพ,

อ. ป๋วยไปเยี่ยม อ. ปรีดีที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เหตุการณ์นี้ทำให้ อ. ป๋วยถูกทางการเพ่งเล็งตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ในข้อ 5 อาจารย์ได้เน้นว่าเป็นหลักการปกครองตนเองของนักศึกษาธรรมศาสตร์ ซึ่งมีอิสระในการปกครองตนเอง จึงมีคำสั่ง ที่ 362 /2519 ให้มีคณะกรรมการประสานงานการชุมนุมของนักศึกษา โดย อ.ป๋วย ห้ามบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใด ชุมนุม เขียนปิดประกาศ หรือทำสิ่งอื่นใด ที่เป็นการโจมตีบุคคลหรือกลุ่มบุคคล ที่มีถ้อยคำท้าทายยั่วยุ โดยใช้ชื่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ การชุมนุมภายในมหาวิทยาลัยเกินกว่า 50 คน ผู้ชุมนุมจะต้องแจ้งชื่อผู้รับผิดชอบอย่างน้อย 3 ชื่อ การปิดประกาศใด ๆ จะต้องมีชื่อจริงของผู้รับผิดชอบหรือกลุ่มหรือองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

แม้ว่าสิ่งที่ อ.ป๋วย พยายามจะทำ ในที่สุดก็ไม่ประสบความสำเร็จ การเผชิญหน้าระหว่างสองฝ่ายที่รุนแรงมากขึ้นก็จบลงเมื่อเกิดโศกนาฎกรรม 6 ต.ค. 2519

ลาออก ลี้ภัย ล้มป่วย

การปิดล้อมและยิงถล่มมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อเช้าตรู่ของ 6 ต.ค. 2519 จนทำให้ผู้ชุมนุมบาดเจ็บและล้มตายเป็นจำนวนมาก นักศึกษาบางคนถูกจับแขวนคอ บางคนถูกเผาทั้งเป็น จนนำมาสู่การรัฐประหารโดย พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ ในค่ำวันนั้น ทว่าในช่วงสายของวันนั้น อ.ป๋วยได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งอธิการบดี ต่อที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยเพื่อแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สภามหาวิทยาลัยจึงขอให้อาจารย์ป๋วยเดินทางออกนอกประเทศในทันทีเพื่อหลีกเลี่่ยงการถูกทำร้าย จากฝ่ายขวาที่กำลังต้องการตัว

ขณะพำนักอยู่ต่างประเทศ อ.ป๋วยเดินทางไปในยุโรปและสหรัฐฯเพื่อให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ในขณะนั้น ความเครียดและการตรากตรำงาน ทำให้อ.ป๋วยล้มป่วย ด้วยอาการเส้นโลหิตในสมองแตก เมื่อกันยายน 2520 ส่งผลกระเทือนสมองส่วนที่แปลความคิดเป็นคำพูด ไม่สามารถพูดได้อย่างคนปกติในช่วงแรก

ต่อมา การรักษาและฟื้นฟูอย่างต่อเนื่องทำให้สามารถเดินไปไหนได้ แม้ว่ามือขวาจะยังใช้การได้ไม่ค่อยดี พูดได้น้อย แต่ก็สามารถสื่อสารกับคนรอบข้างให้เข้าใจได้ ใช้ชีวิตบั้นปลายส่วนใหญ่ที่บ้านในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยได้กลับเมืองไทยในปี 2530, 2536, 2538 และ 2540 แล้วเสียชีวิตที่บ้านในลอนดอนเมื่อ 28 ก.ค. 2542 อายุได้ 83 ปี

* ขอขอบคุณ อ. จเลิศ เจษฎาวัลย์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ผู้เอื้อเฟื้อสำเนาเทปเสียงคำปราศรัย และ ดร. บุญเกียรติ การะเวกพันธุ์ อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณทิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่ร่วมบันทึกข้อมูล