แฟลชม็อบ : ทนายอานนท์ปราศรัยที่เชียงใหม่ ส่วนแกนนำพิษณุโลกบอกทางการพาตัวกลับบ้านไม่ให้จัดชุมนุม

นายอานนท์ นำภา ขึ้นปราศรัยเชียงใหม่

ที่มาของภาพ, ภาณุเมศ ตันรักษา/BBC Thai

คำบรรยายภาพ,

นายอานนท์ นำภา ขึ้นปราศรัยครั้งแรกหลังจากถูกตำรวจจับกุมจากการปราศรัยด้วยเนื้อหาเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์เมื่อวันที่ 3 ส.ค.

นายอานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชนและนักกิจกรรม ขึ้นปราศรัยที่แฟลชม็อบบริเวณประตูท่าแพ จ.เชียงใหม่ เมื่อ 9 ส.ค. โดยเรียกร้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ และนัดประชาชนออกไปชุมนุมใหญ่ที่ถนนราชดำเนิน วันที่ 16 ส.ค.นี้

เป็นการร่วมชุมนุมครั้งแรกหลังจากถูกจับกุมเมื่อ 7 ส.ค. กรณีร่วมกิจกรรมชุมนุมใหญ่ของกลุ่ม "เยาวชนปลดแอก" เมื่อ 18 ก.ค.

การชุมนุมแฟลชม็อบที่บริเวณข่วงประตูท่าแพ ซึ่งใช้ชื่อว่า "เชียงใหม่จะไม่ทน" ครั้งที่ 3 เริ่มต้นเมื่อเวลา 17.00 น. โดยกลุ่มนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สลับกันขึ้นปราศรัยและแสดงดนตรี ส่วนใหญ่เป็นเยาวชน และมีประชาชนทยอยเดินทางมาร่วมมากขึ้นเรื่อย ๆ ท่ามกลางการดูแลความปลอดภัยของตำรวจในเครื่องแบบอย่างน้อย 20 นาย และเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบอีกจำนวนหนึ่ง

นายอานนท์ขึ้นปราศรัยเมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. และใช้เวลาราว 30 นาที โดยเน้นย้ำ 3 ข้อเรียกร้องของประชาชนปลดแอก คือ 1) ให้หยุดคุกคามประชาชน 2) ให้มีการยุบสภา 3) ให้มีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

นายอานนท์ชี้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อสืบทอดเผด็จการ พร้อมเรียกร้องให้รัฐสภาดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวข้องกับที่มาของสมาชิกวุฒิสภาทั้ง 250 คน ภายในสมัยประชุมนี้คือวันที่ 30 ก.ย.ปีนี้ ก่อนที่จะมีการจัดเลือกตั้งครั้งใหม่

"ขีดเส้นใต้สองเส้นว่าวันที่ 1 ตุลาคมต้องไม่มี ส.ว. 250 คนในประเทศไทย" นายอานนท์กล่าว

นอกจากนี้ นายอานนท์ยังมีข้อเรียกร้องให้สถาบันพระมหากษัตริย์ปรับตัวให้เข้ากับระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ ปรับตัวให้เข้ากับประชาชน เพื่อให้เป็นสถาบันหลักของชาติอย่างแท้จริง

โดยเขาอ้างอิงถึงการออกกฎหมายในสมัยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. หลายฉบับที่ขยายพระราชอำนาจจนห่างไกลจากระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ก่อนจบการปราศรัย นายอานนท์ได้เชิญชวนให้ประชาชนไปร่วมการชุมนุมใหญ่ที่ถนนราชดำเนิน วันที่ 16 ส.ค.นี้

ที่มาของภาพ, ภาณุเมศ ตันรักษา/BBC Thai

ระหว่างการจัดกิจกรรม เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงใหม่ประกาศทางเครื่องขยายเสียงขอให้ผู้ชุมนุมยุติการชุมนุมภายในเวลา 18.00 น. แต่ผู้ปราศรัยประกาศชุมนุมต่อไป

โดยก่อนที่นายอานนท์จะขึ้นปราศรัย ที่บริเวณลานประตูท่าแพเครือข่ายนักกิจกรรมภาคเหนือและกลุ่มรณรงค์เข้าชื่อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญที่นำโดยโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) ตั้งโต๊ะเปิดให้ประชาชนลงชื่อขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยทางกลุ่มรณรงค์ได้ตั้งเป้าหมาย 50,000 รายชื่อ เพื่อยื่นต่อรัฐสภา นอกจากนี้ยังมีแจกหนังสือ "สถาบันพระมหากษัตริย์กับสังคมไทย" ฟรีจำนวน 100 เล่ม จัดพิมพ์โดยนายอานนท์ นำภา อีกด้วย

ตำรวจประเมินว่า มีผู้ชุมนุมมากที่สุดราว 500 คน ในช่วงที่นายอานนท์ขึ้นปราศรัย ขณะที่ผู้จัดกิจกรรมบอกว่ามีราว 1,000 คน โดยหลังจากนายอานนท์ยุติการปราศรัยในเวลาประมาณ 19.30 น. ประชาชนก็ค่อย ๆ แยกย้ายและการชุมนุมสิ้นสุดลงโดยไม่เกิดความวุ่นวายใด ๆ เมื่อเวลาประมาณ 19.40 น

ที่มาของภาพ, ภาณุเมศ ตันรักษา/BBC Thai

ขณะที่สหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) เปิดเผยว่าแกนนำเยาวชน 3 คน ผู้จัดกิจกรรม "พิษณุโลกคนกล้าไม่ก้มหน้าให้เผด็จการ" ซึ่งนัดหมายรวมตัวในแฟลชม็อบช่วงเย็นวันนี้บริเวณริมตลิ่งแม่น้ำน่าน จ.พิษณุโลก หายตัวและไม่สามารถติดต่อได้

สนท. อ้างว่าได้รับแจ้งจากบุคคลที่เป็นตำรวจตระเวนชายแดนในพิษณุโลกให้ข้อมูลว่า เยาวชนผู้จัดกิจกรรมถูกควบคุมตัวไว้ที่ค่ายเจ้าพระยาจักรีเพื่อให้จัดกิจกรรมในช่วงเย็นวันนี้แต่ พ.ต.อ.วิศาลพงศ์ สร้อยกุลบดี ผู้กำกับการตำรวจตะเวนชายแดนที่ 31 (ตชด.31) ค่ายเจ้าพระยาจักรี อ.เมือง จ.พิษณุโลก ปฏิเสธความเกี่ยวข้อง และระบุกับบีบีซีไทยว่า "ไม่มีอะไรในค่าย"

ผกก.ตชด.ที่ 31 กล่าวอีกว่าการปฏิบัติงานเจ้าหน้าที่อยู่ที่หน่วยตามปกติ ไม่มีการประสานจากหน่วยงานไหน ส่วนการดูแลความเรียบร้อยในการชุมนุมเป็นความรับผิดชอบของสถานีตำรวจภูธรในท้องที่

"เป็นการสร้างกระแสเรียกแขก ไม่มีอะไร เจ้าหน้าที่อยู่หน่วยปกติ" พ.ต.อ.วิศาลพงศ์ ระบุ

ที่มาของภาพ, พิษณุโลกคนกล้าไม่ก้มหน้าให้เผด็จการ

หลังจากนั้น ผู้ดำเนินการเพจเฟซบุ๊ก "พิษณุโลกคนกล้าไม่ก้มหน้าให้เผด็จการ" ใช้ชื่อว่า "แอดมิน C" แถลงทางหน้าเพจว่า เมื่อราว 12:30 น. ของวันที่ 9 ส.ค. มีชาย 5 คน หญิง 1 คน อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ ได้มาหาเธอที่หอพัก พร้อมกับแม่ของเธอเพื่อขอให้ยุติกิจกรรมที่จะจัดขึ้นในวันนี้ และนำตัวเธอขึ้นรถตู้เพื่อไปส่งที่ภูมิลำเนาซึ่งอยู่อีกอำเภอหนึ่ง

"ในระหว่างนั้น ดิฉันถูกยึดโทรศัพท์มือถือ และหนึ่งในบุคคลที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่นั้น ได้อธิบายถึงเหตุผลต่าง ๆ ด้วยความสุภาพและมิได้ใช้ความรุนแรงใด ๆ กับตัวดิฉัน ว่าทางหน่วยงานราชการในท้องถิ่นเป็นกังวลอย่างยิ่งกับการจัดกิจกรรมในวันนี้ เนื่องด้วยมีผู้ร้องเรียนเกี่ยวกับสถานที่จัดกิจกรรมว่าไม่เหมาะสม และอาจจะเกิดเหตุการปะทะกันของคน 2 ฝ่ายที่เห็นต่างกัน ทางภาครัฐได้พยายามห้ามปรามแล้วแต่ทางเรายังยืนยันที่จะจัดกิจกรรมอยู่ โดยเจ้าหน้าที่แจ้งว่า พื้นที่จังหวัดพิษณุโลกเป็นพื้นที่ตั้งของกองทัพภาคที่ 3 หากมีกิจกรรมใด ๆ ที่กระทบต่อความมั่นคง อาจจะทำให้เกิดผลเสียตามมา ขอให้เห็นใจพวกพี่ด้วย จึงจำเป็นต้องใช้การกดดันทางจิตวิทยาคือแจ้งให้บุคคลในครอบครัวทราบและขอความร่วมมือมาช่วยเกลี้ยกล่อม และนำส่งกลับภูมิลำเนา โดยมีเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นได้แก่ นายก อบต. กำนันและผู้ใหญ่บ้านในท้องที่ภูมิลำเนาที่ดิฉันอยู่มารออยู่ที่บ้าน เพื่อแจ้งให้ทราบและให้ดูแลกำชับดิฉันไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหวในทำนองนี้อีก โดยมีการพูดคุยกันอยู่ที่บ้านของดิฉันจนถึงเวลาประมาณ 18:40 น."

แอดมิน C ระบุด้วยว่า ขณะนี้อยู่ที่บ้านและปลอดภัยดี ไม่ได้รับอันตรายจากการคุกคามจากบุคคลกลุ่มนี้ และไม่มีหมายจับหรือการดำเนินคดี นอกจากการห้ามเคลื่อนไหวและจัดกิจกรรมในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกอีก

เธอระบุด้วยว่า ยังมีเพื่อนแกนนำอีก 4 คน ได้ถูกปฏิบัติเช่นนี้ด้วย แต่ตอนนี้ยังไม่สามารถติดต่อได้

ที่มาของภาพ, ภาณุเมศ ตันรักษา/BBC Thai

ขึ้นปราศรัยหลังถูกตั้งข้อหา

สำหรับการขึ้นปราศรัยของนายอานนท์ที่เชียงใหม่ในวันนี้ เป็นการปราศรัยสาธารณะครั้งแรกหลังจากถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ เข้าแสดงหมายจับบริเวณหน้าที่พักในกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา หมายจับซึ่งตั้งข้อหาจำนวน 8 ข้อหา ต่อนายอานนท์จากกรณีการร่วมกิจกรรมชุมนุมใหญ่ของกลุ่ม "เยาวชนปลดแอก" ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 18 ก.ค. โดยระบุอานนท์เป็นผู้ต้องหาที่ 7 แต่การแสดงหมายจับกุมเกิดขึ้นหลังจากนายอานนท์ขึ้นปราศรัยด้วยเนื้อหาเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์เมื่อวันที่ 3 ส.ค. ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

ในวันเดียวกันยังมีนายภาณุพงศ์ จาดนอก เยาวชนซึ่งขึ้นปราศรัยที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยถูกแสดงหมายจับและควบคุมตัว

นายอานนท์และนายภาณุพงศ์ ถูกควบคุมตัวเป็นเวลา 27 ชั่วโมงท่ามกลางการออกมารวมตัวของประชาชนที่สถานีตำรวจนครบาลบางเขน สน.ห้วยขวางและศาลอาญา หลังจากนั้นในวันที่ 8 ส.ค. ศาลได้มีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวอานนท์และภาณุพงศ์ กำหนดวงเงินคนละ 100,000 บาท โดยไม่ต้องวางหลักประกัน

อย่างไรก็ตาม ศาลกำหนดเงื่อนไขว่าห้ามกระทำการใด ๆ ในลักษณะเดียวกับคดีนี้อีก มิฉะนั้นจะให้ถือว่าผิดสัญญาประกัน