ประชาชนปลดแอก: นอกจากเรื่องประชาธิปไตย ยังมีประเด็นอะไรอีกที่ถูกพูดถึงในการชุมนุม 16 สิงหา

  • ธันยพร บัวทอง
  • ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
ปาหนันชูป้ายที่เขียนว่า "นายกกะเทยเป็นยากแต่เป็นได้"

ที่มาของภาพ, Thanyaporn Buathong/BBC Thai

คำบรรยายภาพ,

ปาหนันกับป้ายแสดงความคิดเห็นของเธอ

การชุมนุมของกลุ่มนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนที่ใช้ชื่อว่า "ประชาชนปลดแอก" เมื่อ 16 ส.ค. นอกจากข้อเรียกร้อง 3 ข้อ 2 จุดยืน และ 1 ความฝันแล้ว การปราศรัยบนเวทีตั้งแต่ช่วงเย็น มีตัวแทนจากคนหลากหลายกลุ่มขึ้นมาพูดถึงประเด็นปัญหาที่เกี่ยวพันกับชีวิตของพวกเขา

กลุ่มนักเรียนมัธยมในนามกลุ่ม "นักเรียนเลว" ขึ้นมาชำแหละปัญหาการศึกษา ขบวนสิทธิแรงงาน กลุ่มปกป้องทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และสิทธิชุมชนจากภาคอีสาน ภาคใต้ ภาคตะวันออก เผยถึงการไร้สิทธิไร้เสียงในการร่วมกำหนดอนาคตของตัวเอง

ผู้ร่วมชุมนุมบนถนนราชดำเนินกลาง ยังได้ฟังเรื่องราวของนักศึกษาจากชายแดนใต้ที่เล่าถึงชีวิตที่ต้องอยู่กับการถูกจำกัดเสรีภาพมานานถึง 16 ปี "คณะผู้หญิงปลดแอก" ที่ขึ้นมาพูดเรื่องสิทธิในเนื้อตัวของผู้หญิง ตลอดจนกลุ่มรณรงค์เรื่องความเสมอภาคทางเพศ

ที่ผ่านมาประเด็นปัญหาเหล่านี้มีพื้นที่สื่อสารเฉพาะกลุ่ม แต่ได้ถูกนำมารวมไว้ในเวทีเดียวกันเมื่อวันที่ 16 ส.ค. พร้อมกับคำถามที่ว่า "ถ้าการเมืองดี..." พวกเขาจะเจอปัญหาอย่างนี้หรือไม่

บีบีซีไทยรวบรวมเนื้อหาบางส่วนที่ปรากฏในการชุมนุม

คณะผู้หญิงปลดแอก: "การไม่ให้สิทธิในเนื้อตัวร่างกายของมนุษย์ ก็ถือเป็นอำนาจนิยมแบบหนึ่ง"

"เราจะเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร ถ้าแม้แต่ร่างกายของเรา สุขภาพอนามัยของเรายังถูกควบคุมโดยรัฐ" ส่วนหนึ่งของแถลงการณ์ของ "คณะผู้หญิงปลดแอก" (Women for Freedom and Democracy) ที่อ่านโดย กรกนก คำตา ปราศรัยช่วงเย็นวันที่ 16 ส.ค. แสดงจุดยืนของกลุ่มในการสนับสนุนการเคลื่อนไหวของคณะประชาชนปลดแอก ก่อนปราศรัยเรียกร้องให้รัฐยกเลิกการเอาผิดทางอาญาแก่ผู้หญิงที่เลือกทำแท้ง รวมไปถึงการคุ้มครองสิทธิผู้หญิงในหลากหลายมิติ

กรกนกกล่าวกับบีบีซีไทยหลังจากลงเวทีว่า "การไม่ให้สิทธิในเนื้อตัวร่างกายของมนุษย์ ก็ถือเป็นอำนาจนิยมแบบหนึ่ง"

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ,

"โยนีก็ต้องการมีประชาธิปไตย" --ข้อความบนแผ่นหลังของผู้ปราศรัยจาก "คณะผู้หญิงปลดแอก"

คนทำงานด้านสิทธิผู้หญิงที่เขียนข้อความด้วยสีบนแผ่นหลังของเธอว่า "Pussy want democracy" อธิบายกับผู้ร่วมชุมนุมบนถนนราชดำเนินว่า "แม้รัฐมีบริการ แต่ไม่มีใครรู้ ไม่กล้าประชาสัมพันธ์ หมอที่ช่วยผู้หญิง ยังต้องทำไปเสี่ยงไป เสี่ยงต่อการถูกตำรวจจับ ผู้หญิงต้องเสี่ยงไปทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย เสี่ยงถูกจับ เสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลา และหลายคนเสียชีวิต"

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 301 ระบุว่า หญิงใดทําให้ตนเองแท้งลูก หรือยอมให้ผู้อื่นทําให้ตนแท้งลูก ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสามปีหรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ แม้ได้รับการวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ว่ากฎหมายข้อนี้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญในมาตราว่าด้วยชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน และ เสรีภาพในชีวิตร่างกาย แต่กรกนกกล่าวว่ายังไม่เห็นการขยับของรัฐที่แก้ไขเรื่องนี้

เธอบอกอีกว่า การทำแท้งคือการตัดสินใจของผู้หญิงและการรณรงค์เรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายที่เอาผิดทางอาญากับผู้หญิงทำแท้ง ก็เพื่อทำให้การทำแท้งเป็นบริการเพื่อสุขภาพอนามัยเจริญพันธุ์อย่างแท้จริง

"เราเสนอแนวทางแก้ไขที่เป็นไปเพื่อปกป้องคุ้มครองสิทธิของผู้หญิง แต่หน่วยงานที่มีอำนาจไม่เคยฟังเสียงของเรา ฟังแต่สมาคมวิชาชีพหมอที่ไม่อยากทำ และตัดสินใจแทนเรา โดยไม่สนใจว่ามีผู้หญิงเท่าไหร่ที่ต้องตายไปเพราะกฎหมาย การต่อสู้ให้มีการแก้ไขกฎหมายทำแท้ง ยกเลิกมาตรา 301 คือการต่อสู้กับระบบผูกขาดอำนาจของระบบสถาบัน ที่ไม่เคยฟังเสียงของประชาชน คือ เรื่องเดียวกันกับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย" กรกนกกล่าว

แอลจีบีที: "การขับเคลื่อนเรื่องอะไรก็ตามต้องอิงฐานประชาธิปไตย"

"เราแค่จะประกาศจุดยืนว่าในตรงนี้มีคนทำงานแอลจีบีทีที่เคลื่อนประชาธิปไตยไปด้วยนะ" ชัญญา รัตนธาดา หรือปาหนัน บุคคลหลากหลายทางเพศจากกลุ่มยังไพรด์ (Young pride) วัย 23 ปี กล่าวกับบีบีซีไทยหลังจบเวทีการชุมนุม

เมื่อถามว่าการเรียกร้องประชาธิปไตย มีผลต่อผู้มีความหลากหลายทางเพศหรือไม่อย่างไร ปาหนันตอบทันทีว่า "สุดฤทธิ์ แน่นอนค่ะ" ก่อนขยายความต่อว่า การขับเคลื่อนเรื่องอะไรก็ตามต้องอิงฐานประชาธิปไตย เช่น การรับรองสิทธิความเสมอภาคทางเพศ หากไม่เปิดพื้นที่ให้คนได้พูด ก็ยากจะเห็นเรื่องเหล่านี้

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai

คำบรรยายภาพ,

ผู้ชุมนุม "ประชาชนปลดแอก" ส่งต่อธงสีรุ้งเพื่อรณรงค์เรื่องสิทธิของกลุ่มแอลจีบีที

"ไม่ว่าจะเรื่องของเครือข่ายผู้หญิง กลุ่มชาติพันธุ์ อย่ามองว่าเราเป็นคนชายขอบ แค่มองว่าเราเป็นคนแล้วก็ผลักดันเท่านั้นเอง นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในยุค 2020 มันไม่ได้เหมือนการเมืองแต่ก่อนที่ผู้ใหญ่เป็นแกนนำแล้วไฮด์ปาร์ค ๆ แต่ตอนนี้เยาวชนเป็นเชนจ์เมคเกอร์ (ผู้สร้างความเปลี่ยนแปลง) มากขึ้น"

อดีตนักศึกษารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเป็นผู้ชูป้าย "นายกฯ กะเทยเป็นยากแต่เป็นได้" เชื่อว่ากลไกในระบบรัฐสภา จะสามารถดึงเสียงมวลชนในการเปลี่ยนแปลงเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้ เธอยกตัวอย่างเรื่อง พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม ที่มีผู้แสดงความเห็นต่อร่างกฎหมายราว 5 หมื่นคน ยิ่งเป็นตัวชี้วัดว่าถึงเวลาที่กลุ่มคนหลากหลายทางเพศต้องได้รับรองสิทธิที่ควรจะมีแต่ต้น

"แม้ว่าประเทศมันจะเป็นพาราไดซ์ของแอลจีบีที เป็นจุดหมายปลายทางของคนต่างชาติ แต่สิทธิเราไม่มีอะไรเลย" เธอกล่าว

ปาหนันเสนอว่าเรื่องที่รัฐบาลควรจะทำให้เกิดขึ้นจริง คือ การรับรองเพศสภาพที่หลากหลายทางกฎหมาย เช่น เรื่องการระบุอัตลักษณ์ทางเพศ "มันปี 2020 แล้ว ไม่ได้จำกัดกล่องแค่ชาย หญิงแล้ว นี่เป็นสิ่งที่อยากให้รัฐมองเห็น และเราก็เอื้อมถึงได้"

ปัญหาชายแดนใต้ เป็นปัญหาการเมือง

ซูกริฟฟี ลาเตะ ประธานสหพันธ์นิสิตนักศึกษานักเรียนและเยาวชนปาตานี (PerMAS) องค์การนักศึกษาจากจังหวัดชายแดนใต้ เปิดเรื่องด้วยการให้ข้อมูลว่า "ปาตานี" ก็เหมือนที่คนเชียงใหม่เรียกตัวเองว่า "ล้านนา" ก่อนเล่าชีวิตที่อยู่ภายใต้การปกครองของทหารและการบังคับใช้กฎหมายพิเศษในพื้นที่ ได้แก่ กฎอัยการศึก พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงในภายในราชอาณาจักร

"พอตกดึก อยากจะพักผ่อน แค่เพียงอยากจะนอนหลับให้สบายใจ ก็ต้องกังวลว่า ตี 2 ตี 3 จะมีคนมาเคาะประตูบ้าน เชิญตัวไปโดยไม่มีหมายศาล ไปค่ายทหาร" สิ้นประโยคนี้ ผู้ชุมนุมต่างโห่ร้องรับกับคำกล่าวของเขา

ซูกริฟฟี ชาว จ.ปัตตานี วัย 24 ปี ชี้ว่าโครงสร้างรัฐ อำนาจทหารเข้าไปอยู่ในทุกช่วงชีวิตของประชาชน เห็นได้จากก่อนการเลือกตั้ง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้โอนอำนาจทั้งหมดให้กับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) และ16 ปีของปัญหาไฟใต้ แม้รัฐทุ่มงบประมาณลงไปมากมาย แต่ก็ไม่เคยแก้ปัญหาให้เกิดสันติภาพขึ้นมา

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai

คำบรรยายภาพ,

ซูกริฟฟี: "ปัญหาชายแดนภาคใต้ไม่ใช่ปัญหาความมั่นคง แต่เป็นปัญหาทางการเมือง" ส่วน ป้ายผ้าด้านหลังแกนนำ นศ.ชายแดนใต้ ระบุถึงความฝันอยากเห็นสิทธิการปกครองตนเองของพื้นที่ชายแดนใต้

"ปัญหาชายแดนภาคใต้ไม่ใช่ปัญหาความมั่นคง แต่เป็นปัญหาทางการเมือง เม็ดเงินหนึ่งหมื่นล้านจากภาษีพวกท่าน ถูกเทไปที่นั่นทุกปี ทุกปี ทุกปี และมีคนตายทุกปี"

ประธานองค์การนักศึกษาจากจังหวัดชายแดนใต้เชื่อมโยงให้เห็นว่าปัญหาที่ภาคใต้ไม่ใช่เรื่องของคนที่ชายแดนใต้อย่างเดียว แต่เกี่ยวพันกับเรื่องการใช้งบประมาณของรัฐ

เขาได้ปราศรัยถึง "ไอโอจากภาษีประชาชน" ซึ่งถูกกล่าวถึงระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเมื่อเดือน ก.พ. จากการเปิดประเด็นของ ส.ส. อดีตพรรคอนาคตใหม่ว่ากองทัพบกใช้งบประมาณจากภาษีประชาชนมาปฏิบัติการด้านข่าวสาร หรือ information operation (IO) ทำสงครามจิตวิทยากับประชาชน โดยเนื้อหาการปราศรัยช่วงนี้เป็นหนึ่งในช่วงที่สามารถเรียกเสียงโห่ร้องตอบรับจากผู้ชุมนุม

"สิ่งที่ผมพูดเมื่อกี้ ไม่มีเรื่องไหนที่ไม่เกี่ยวกับความเป็นประชาธิปไตย มันเกี่ยวกับความเป็นประชาธิปไตยทั้งสิ้น เราคุยเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ปฏิรูปกองทัพ จัดการ กอ.รมน.ให้เป็นทหารที่พิทักษ์ประชาชน..."

นักพัฒนาภาคใต้ : สิ่งที่เราต้องการคือการจัดสมดุลทางอำนาจใหม่

บนเวทีการชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ยังมีตัวแทนจากภาคประชาชนที่เคลื่อนไหวด้านทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และสิทธิชุมชน จาก 3 ภูมิภาค เช่น ผู้ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาพื้นที่พิเศษภาคตะวันออกหรืออีอีซี จากองค์กรพัฒนาเอกชน ภาคอีสาน และเครือข่ายปกป้องทรัพยากรภาคใต้

"มันสะเทือนมา 5 ปี ในภาคใต้ไม่เคยถูกโครงการขนาดใหญ่อะไรที่ลงลึกไปที่ชุมชนมากขนาดนี้ ไม่นับรวมโครงการท่าเรือน้ำลึกที่ปากบารา จ.สตูล ด้วย" สมบูรณ์ คำแหง นักพัฒนาภาคใต้กล่าวกับบีบีซีไทยในวันถัดมาหลังจากขึ้นเวทีชุมนุมในวันอาทิตย์

เขาย้ำว่า "เรื่องที่เกิดขึ้นในหมู่บ้าน ไม่ได้แยกส่วนกับเรื่องการเมือง สิ่งที่เกิดขึ้นมันเกิดขึ้นภายใต้การเมืองภาพใหญ่"

"สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นสถานการณ์ของการลุแก่อำนาจของเจ้าหน้าที่เยอะมาก ที่เห็นชัดคือ โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษจะนะ จ.สงขลา มันสะท้อนการใช้อำนาจของรัฐบาลได้ชัดเจนที่สุด"

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ,

บรรยากาศในที่ชุมนุม 16 ส.ค.

เขาบอกว่าเป็นโอกาสที่ดีที่เวทีชุมนุมเรื่องประชาธิปไตยมีพื้นที่ให้กับการสื่อสารเรื่องเหล่านี้ และคนรุ่นใหม่เองก็คงได้เปิดโลกทัศน์ของตัวเองให้เห็นปัญหาของชาวบ้านที่เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น และสามารถเชื่อมโยงกับการเรียกร้องประชาธิปไตยที่คนรุ่นใหม่ต้องการ

"กระบวนการพัฒนาพวกนั้นมันไม่ได้เกิดจากการตัดสินใจจากคนข้างล่างจริง ๆ รัฐต้องเคารพประชาชน ให้เกียรติในความต้องการของพวกเขา นี่คือการจัดสมดุลอำนาจใหม่ ที่ผมเรียกร้องมาสิบกว่าปีแล้ว" สมบูรณ์ กล่าวกับบีบีซีไทย

นอกเหนือจากประเด็นในเชิงพื้นที่ บนเวทีเมื่อคืนวันที่ 16 ส.ค. สมบูรณ์ ได้ปราศรัยว่าคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคใต้ (กป.อพช.ใต้) สนับสนุนข้อเรียกร้อง 10 ข้อ เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาว่าด้วยสถาบันพระมหากษัตริย์ ของ "แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม" ที่ประกาศเมื่อวันที่ 10 ส.ค.

"เราไม่ควรปล่อยให้สถาบันเป็นเครื่องมือทางการเมืองของใครอีกแล้ว" สมบูรณ์กล่าวและยกตัวอย่างว่ามีโครงการพัฒนาหลายโครงการที่ไม่ฟังเสียงประชาชน แต่หน่วยงานของรัฐกลับอ้างถึงการเป็นโครงการในพระราชดำริ