รัฐธรรมนูญ 2560 : “ไทยภักดี” ประกาศล่าชื่อประชาชนป้องขบวนการ “ล้มประชามติ” ขณะที่ ก้าวไกล-ก้าวหน้า ประสานเสียงกลางสภา หมวด 1-2 แก้ได้

  • หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
  • ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
นพ. วรงค์ เดชกิจวิกรม์

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ,

นพ. วรงค์ เดชกิจวิกรม

กลุ่มประชาชนที่ใช้ชื่อว่ากลุ่ม "ไทยภักดี" เตรียมเดินสายทั่วประเทศเพื่อรณรงค์คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 พร้อมประกาศล่ารายชื่อประชาชนให้ได้ 5 หมื่นชื่อเพื่อเสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานวุฒิสภา

ในวันที่ 20 ก.ย. นี้ กลุ่มไทยภักดีจะจัดกิจกรรมภายใต้ชื่อ "ถามประชาชนหรือยัง" ที่ จ.นครศรีธรรมราช โดยเชิญชวนชาว จ.สุราษฎร์ธานี และพัทลุง มาร่วมรับฟังในเวทีแรก ก่อนตระเวนไปพื้นที่อื่น ๆ สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เพื่อแสดงพลังปกป้องสิทธิของประชาชนกว่า 16.8 ล้านคนที่ร่วมลงประชามติรับรัฐธรรมนูญปี 2560 และปกป้องเม็ดเงินราว 1.5 หมื่นล้านบาทที่คาดว่าต้องเสียไปหากมีการแก้ไขกติกาสูงสุดฉบับนี้

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานกลุ่มไทยภักดี แถลงยืนยันว่าจะไม่เกิดภาพ "ม็อบชนม็อบ" เพราะการจัดกิจกรรมของทางกลุ่มจะเกิดขึ้นภายในห้องประชุมเพื่อให้ความรู้ประชาชนเท่านั้น

"หลายสื่อกังวลว่าเราจะจัดม็อบชนม็อบ ไม่มีเลยครับ ไม่อยู่ในหัวเลย หลักเราคือเอาความจริง เอา fact (ความจริง) ไปปะทะกับ fake (ความเท็จ) นพ. วรงค์กล่าว

ประธานกลุ่มไทยภักดีกล่าวว่า รัฐธรรมนูญไม่ใช่ปัญหา แต่นักการเมืองต่างหากที่เป็นปัญหา พร้อมยก 5 เหตุผลที่ต้องเคลื่อนไหวคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 โดยสรุปสาระสำคัญได้ ดังนี้

  • รัฐธรรมนูญปี 2560 ผ่านการลงประชามติด้วยคะแนน 16.8 ล้านเสียง ต่อ 10.5 ล้านเสียง ซึ่งถือเป็นการใช้อำนาจทางตรงของประชาชนตามระบอบประชาธิปไตยที่ต้องเคารพ
  • ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องใช้งบประมาณถึง 1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมานักการเมืองหลายคนเคยวิจารณ์การจัดซื้อเรือดำน้ำว่าขณะนี้ประเทศกำลังวิกฤต ประชาชนยังอดอยาก จึงไม่ให้จัดซื้อเรือดำน้ำเพื่อดูแลผลประโยชน์ทางทะเลของประเทศที่มีมูลค่าถึง 24 ล้านล้านบาท จึงไม่สมควรจะใช้งบ 1.5 หมื่นล้านบาทเพื่อกรณีนี้
  • คำถามพ่วงที่ปรากฏในบทเฉพาะกาล กรณีให้ ส.ว. ร่วมเลือกนายกรัฐมนตรี เป็นผลจากประชามติเช่นกัน โดยมีประชาชนเห็นชอบ 15.1 ล้านเสียง ต่อ 10.9 ล้านเสียง และเชื่อว่าไม่มี ส.ว. คนไหนจะฝ่าฝืนมติของประชาชน อย่างไรก็ต้องลงมติเลือกนายกฯ ที่มาจากพรรคที่สามารถรวบรวมเสียงข้างมากในสภาได้ อีกทั้งใน 3 ปีนี้ ส.ว. ชุดปัจจุบันก็จะหมดวาระแล้ว
  • ขณะนี้มีบางพรรคการเมืองมีแนวทางชัดเจนว่าจะอภิปรายและนำไปสู่การแก้ไขหมวด 1 เพื่อเปลี่ยนแปลงความเป็นรัฐเดี่ยวของไทยเพราะมีแนวคิดแบ่งแยกประเทศ และหมวด 2 สถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งจะเห็นว่า "ม็อบที่เกิดขึ้นมีนักการเมืองหนุนหลัง จึงเกรงว่าจะมีนักการเมืองอภิปรายยั่วยุ และถือโอกาสใช้เวทีสภาปลุกระดมประชาชน"
  • จากการศึกษาแนวคิดของกลุ่มการเมืองต่าง ๆ ที่สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยังไม่พบว่าประชาชนจะได้ประโยชน์ตรงไหน มีแต่ประโยชน์ของนักการเมือง

ที่มาของภาพ, wasawat lukharang/BBC Thai

"ถ้าแพ้แล้วไม่ยอมแพ้ ขอโหวตใหม่ สังคมไทยก็อยู่ไม่ได้"

นพ. วรงค์เห็นว่า ความพยายามในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการทำลายหลักพื้นฐานของประชาธิปไตย เพราะรัฐธรรมนูญเพิ่งผ่านประชามติมาไม่กี่ปี มีผลบังคับใช้ได้ไม่นาน "อีกหน่อยถ้าแพ้แล้วไม่ยอมแพ้ ขอโหวตใหม่ ๆ สังคมไทยก็อยู่ไม่ได้" และไม่มีประเทศไหนในโลกที่ทำประชามติแล้วขอทำประชามติใหม่ จึงเห็นว่าจำเป็นต้องให้รัฐธรรมนูญได้ทำงานด้วยตัวเองสักระยะ อย่างน้อยจนกระทั่งมี ส.ว. ชุดใหม่ที่มาจากการเลือกกันเองระหว่างกลุ่มอาชีพได้เข้ามาทำหน้าที่เสียก่อน หากมีปัญหาอะไรค่อยแก้ไข

ส่วนกรณีที่ ส.ว. บางส่วนส่งสัญญาณว่าพร้อม "ปิดสวิตช์" ตัวเอง ด้วยการยกเลิกอำนาจในการร่วมลงมติเลือกนายกฯ กับสภาล่าง ประธานกลุ่มไทยภักดีติงว่า ส.ว. ก็ต้องเคารพประชาชนและเห็นหัวประชาชนที่อุตส่าห์ตัดสินใจให้อำนาจ ส.ว. ด้วยการผ่านคำถามพ่วง

"หาก ส.ว. ไม่เคารพประชาชนในเรื่องเหล่านี้ ก็ลาออกไปเลย" นพ. วรงค์กล่าว

การออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวของกลุ่มไทยภักดีในวันนี้ ถือเป็นการตอกย้ำ 3 ข้อเรียกร้องของกลุ่ม ได้แก่ ต้องไม่ยุบสภา, ให้ดำเนินคดีกับแกนนำจัดการชุมนุมที่สนับสนุนการล้มล้างสถาบันฯ และไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญโดยปราศจากฉันทามติจากประชาชน โดยเป็นจุดยืนที่สวนทางกับความเคลื่อนไหวของนักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนฝ่ายต่อต้านรัฐบาล

ยืนยัน 19 ก.ย. ไม่มีไทยภักดีไปสนามหลวง

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

ส่วนกรณีที่นักศึกษากลุ่ม "แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม" นัดชุมนุมใหญ่วันที่ 19 ก.ย. ทางประธานกลุ่มไทยภักดีมองว่า "ไม่มีความชอบธรรม" ในการเคลื่อนไหว เพราะเหตุผลตามข้อเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญและยุบสภายังไม่เพียงพอ อีกทั้งในระยะหลังมีการ "ดึงสถาบันพระมหากษัตริย์ให้อยู่ในฐานะที่ต่ำกว่ามาตรฐานของประชาชน" ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้

กับมุมมองต่อรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นพ. วรงค์บอกว่า "ยังไม่มีอะไรเลวร้ายจนต้องออกมาไล่" พร้อมวิเคราะห์ข่าวลือเรื่องรัฐประหารที่ออกมาว่าเป็นวาทกรรมที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อกระตุ้นมวลชนให้เกิดความรู้สึกว่าต้องออกมาช่วยกัน เพราะถ้าพิจารณาสถานการณ์ขณะนี้ ยังไม่มีจุดเขม็งเกลียวถึงขนาดต้องรัฐประหาร

อย่างไรก็ตามในวันที่ 19 ก.ย. จะไม่เห็นสมาชิกกลุ่มไทยภักดีปรากฏตัวที่สนามหลวงตามคำยืนยันของ นพ. วรงค์ แต่จะ "นั่งดูอยู่บ้าน" และย้ำว่ากลุ่มยังไม่มีแนวคิดจะจัดการชุมนุม และจะไม่มีการปะทะกับน้อง ๆ เพราะทุกคนคือลูกหลาน

ก้าวไกลยันจงรักภักดีต่อสถาบันฯ ย้ำแก้หมวด 1-2 ไม่เท่ากับล้มล้าง

วันเดียวกัน ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติ "เห็นด้วย" กับข้อเสนอและข้อสังเกตตามรายงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ที่มีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ภายหลัง ส.ส. 33 คนได้ใช้เวลาอภิปรายนาน 8 ชั่วโมง

แม้ในรายงานของ กมธ. ระบุว่า ในหมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์ "ไม่มีประเด็นที่จะต้องพิจารณาศึกษา" จึงข้ามไปเริ่มพิจารณาตั้งแต่หมวด 3 แต่ก็มี ส.ส. อภิปรายในประเด็นนี้

ที่มาของภาพ, ฝ่ายประชาสัมพันธ์ รัฐสภา

คำบรรยายภาพ,

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ยื่นรายงานต่อประธานสภาเมื่อ 31 ส.ค. โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนแรก เป็นรายงานของ กมธ.แก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่วนที่ 2 เป็นรายงานของคณะอนุ กมธ. และส่วนที่ 3 เป็นการสรุปความคิดเห็นของประชาชนและนักศึกษา

2 ส.ส. พรรคก้าวไกลคือ น.ส.เบญจา แสงจันทร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และ น.ส.สุทธวรรณ สุบรรณ ณ อยุธยา ส.ส.นครปฐม ต่างตั้งคำถามว่าเหตุใด กมธ. ถึงไม่ศึกษาเนื้อหาใน 2 หมวดนี้ ทั้งที่ในรัฐธรรมนูญไม่มีตรงไหนเขียนว่าห้ามแก้ไข และที่ผ่านมาก็มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญหลายฉบับในหมวด 1 และหมวด 2 เช่น หมวด 1 เคยแก้ไขข้อความจากคำว่า "อำนาจอธิปไตยมาจากประชาชน" เป็น "อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน" และหมวด 2 เคยแก้ไขเรื่ององคมนตรี ทั้งเพื่อรับรองสถานะ และเพื่อเปลี่ยนแปลงอำนาจ หน้าที่ และจำนวน

น.ส.สุทธวรรณยืนยันในความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศ์ศานุวงศ์ทุกพระองค์ และ "ต้องการเห็นสถาบันฯ คงอยู่อย่างสง่างาม มั่นคง สมพระเกียรติ และเป็นของคนไทยทั้งประเทศ ไม่ใช่ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่จะผู้ขาดความจงรักภักดี และป้ายสีให้คนเห็นต่างเป็นพวกทำลายชาติ"

เช่นเดียวกับ น.ส.เบญจาที่บอกว่า "ดิฉันและพรรคก้าวไกลต้องการธำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ที่อยู่เหนือการเมือง และอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง ดังนั้น กมธ. ที่เป็นตัวแทนของสภาควรเปิดพื้นที่ให้ศึกษา และปล่อยให้ทุกฝ่ายได้ถกเถียงกัน ไม่ใช่ล็อคไม่ให้มีการแก้ไขเลย การทำแบบนั้นเท่ากับเป็นการแช่แข็งประเทศ"

ส.ส.หญิงจากพรรคฝ่ายค้านออกตัวว่า การลุกขึ้นมาอภิปรายประเด็นนี้ ไม่ใช่ว่าเธอหรือพรรคต้นสังกัดจะเสนอให้แก้ไขหมวด 1 และ 2 แต่อย่างใด แต่เพื่อบอกว่าสามารถแก้ไขได้ และขออย่าบิดเบือนว่าเป็นการก้าวล่วง พร้อมฝากบอกบรรดา "นักร้อง" ทั้งหลายว่าให้เลิกเสียเถอะ หากอยากร้องให้ไปร้องนายทหารที่ก่อรัฐประหารแล้วตั้งตนเป็นรัฏฐาธิปัตย์ เขียนรัฐธรรมนูญเองและประกาศใช้เอง

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ,

น.ส.เบญจา ส.ส.บัญชีรายชื่อ เคยเป็นเพื่อนร่วมพรรคของนายปิยบุตร แสงกนกกุล มาก่อน

ขณะที่ ส.ส. รัฐบาลอย่างนายจักรพันธ์ พรนิมิตร ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) มองว่า หมวด 1 และ 2 มีความสมบูรณ์ครบถ้วนอยู่แล้ว ทำให้เราอยู่เป็นประเทศได้จนถึงทุกวันนี้ ความเห็นของ กมธ. จึงตอกย้ำว่า "สิ่งที่เป็นสถาบันหลักของประเทศที่เราเทิดทูนจะยังคงอยู่กับพวกเรา" จึงไม่เห็นด้วยกับ ส.ส. ที่ตั้งคำถามว่าทำไมถึงไม่ศึกษา 2 หมวดนี้

นายชาดา ไทยเศรษฐ ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เห็นว่า หมวด 1 และ 2 สามารถแก้ไขได้ แต่วันนี้ไม่ใช่เวลาที่ต้องทำ อีกทั้งมองว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ทันสมัย โดยเฉพาะมาตรา 16 เพราะวันนี้โลกเปลี่ยนไปแล้ว

"พระมหากษัตริย์ก็เป็นปุถุชนธรรมดา ไม่จำเป็นต้องมาตั้งตัวแทน และผมว่าเป็นความพึงพอใจของพระองค์ท่าน" นายชาดากล่าว

สำหรับมาตรา 16 ระบุว่า "ในเมื่อพระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือจะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ด้วยเหตุใดก็ตาม จะทรงแต่งตั้งบุคคลหนึ่งหรือหลายคนเป็นคณะขึ้น ให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หรือไม่ก็ได้ และในกรณีที่ทรงตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ"

พีระพันธุ์แจง กมธ. ไม่เคยคุยแก้หมวด 1-2 แม้แต่ครั้งเดียว

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ,

นายปิยบุตร แสงกนกกุล ยังทำหน้าที่ กมธ.ศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ หลังต้องพ้นจากสมาชิกภาพความเป็น ส.ส. เมื่อพรรคอนาคตใหม่ถูกสั่งยุบเมื่อต้นปี 2563

ด้านนายปิยบุตร แสงกนกกุล ยังทำหน้าที่ กมธ.ศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ หลังต้องพ้นจากสมาชิกภาพความเป็น ส.ส. เมื่อพรรคอนาคตใหม่ถูกสั่งยุบเมื่อต้นปี 2563 กมธ.ศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ ลุกขึ้นชี้แจงข้อจำกัดในการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ตามมาตรา 255 ห้ามเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และห้ามเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ ดังนั้นรัฐธรรมนูญทั้ง 279 มาตรา สามารถแก้ไขได้ทั้งหมด แต่อย่าไปกระทบกระเทือน 2 เงื่อนไขนี้

"ผมเป็นความเห็นข้างน้อยที่เห็นว่าหลายเรื่องต้องปรับปรุงแก้ไข เราต้องไม่สร้างความเข้าใจผิด ๆ ว่าหมวด 1 หมวด 2 แตะต้องไม่ได้ ทั้ง 2 หมวดนี้แก้ไขได้ ถ้าแก้แล้วเป็นคุณแก่บ้านเมือง และทำให้ประเทศธำรงรักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ก็จำเป็นต้องแก้" นายปิยบุตร ซึ่งปัจจุบันเคลื่อนไหวทางการเมืองในนาม "คณะก้าวหน้า" กล่าว

อดีตนักวิชาการด้านกฎหมายมหาชนยังเสนอความเห็นด้วยว่า หากจะจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ อาจมีการเพิ่มหลักการพื้นฐานของประเทศไทยลงไปในหมวด 1 ซึ่งหลายประเทศมีการสถาปนา "บทนิรันดรของรัฐธรรมนูญ" หรือ "อัตลักษณ์ทางรัฐธรรมนูญ" ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานสำคัญ ๆ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลง เช่น รูปแบบของรัฐคือความเป็นรัฐเดี่ยว เป็นสหราชอาณาจักร มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของรัฐโดยสืบทอดทางสายโลหิต, หลักประชาธิปไตย, ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รวมถึงการสถาปนาให้รัฐบาลพลเรือนจากการเลือกตั้งอยู่เหนือกองทัพ ซึ่งเป็นปฏิกิริยาจากการเกิดรัฐประหารบ่อยครั้ง หากไทยมีอัตลักษณ์ทางรัฐธรรมนูญก็จะได้ยึดเป็นกระดูกสันหลังของประเทศ

ขณะที่ในหมวด 2 หากพิจารณาแล้วจำเป็นต้องแก้เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการประชาธิปไตยมากขึ้นก็ต้องแก้ไข แต่ทั้งหมดนี้ยังอยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

เกือบทันทีทันใด นายพีระพันธุ์ได้ลุกชี้แจงสวนความเห็นของเพื่อนร่วม กมธ. โดยกล่าวว่าการใช้คำว่า "กมธ. เสียงข้างน้อยไม่ถูก" เพราะประเด็นในหมวด 1 และ 2 ที่ประชุม กมธ. ไม่เคยลงมติ ไม่เคยพูดคุยกันแม้แต่ครั้งเดียว มีแต่คุยกันว่าต้องศึกษาหรือไม่ ต้องปรับปรุงหรือไม่ โดย กมธ. เห็นสอดคล้องกันว่า "ไม่มีประเด็นอะไรต้องปรับปรุงแก้ไข" จึงไม่มีการบันทึกชวเลขเรื่องนี้เลย และไม่มีผลศึกษา