"ดอกไม้มาพร้อมก้อนอิฐ" เมื่อนางงามและการเมืองอยู่บนเวทีประกวด

  • วัชชิรานนท์ ทองเทพ
  • ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2020 พร้อมกับรองทั้งสอง

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

การประกวดนางงามกับการเมืองไทย อยู่คู่กันมาตั้งแต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 มาจนถึงปี 2563 การตื่นตัวทางการเมืองในหมู่คนรุ่นใหม่ ส่งผลให้เวทีประกวดต้องหันมาพูดเรื่องการเมืองและศาสนาอย่างเปิดเผยและมีเหตุผลมากขึ้น

ตัวอย่างล่าสุด คือ เวทีมิสแกรนด์ไทยแลนด์ที่เพิ่งเสร็จสิ้นไปในเดือนที่ผ่านมา และเวทีมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ที่เพิ่งเสร็จสิ้นในค่ำคืนวันที่ 10 ต.ค.ที่ผ่านมา

"ในฐานะที่ซินดี้ เรียนในระบบการศึกษาไทย ซินดี้จะพูดตรงนี้ว่า ระบบการศึกษาไทยมีความเหลื่อมล้ำสูงมาก เพราะว่าเราต้องเรียนตลอดเวลาและอีกทั้งการศึกษาใน(ระดับ) มัธยมฯ หลักสูตรไม่ตรงกับการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ทำให้นักเรียนทุกคนต้องหันไปเรียนพิเศษเพื่อเอาตัวรอดและเข้าในคณะที่ต้องการ ทำให้เกิดการเหลื่อมล้ำในสังคม หนูขอตั้งคำถามกับคนทุกคนว่า..ถ้าการศึกษาไทยดี ทำไมเราต้องมีการเรียนพิเศษ.."

นี่คือคำพูดที่มาพร้อมกับอารมณ์และสีหน้าที่บ่งบอกความรู้สึกลึก ๆ ในใจของ "ซินดี้" อเล็กซานดร้า แฮงกี่ สาวลูกครึ่งไทย-เยอรมันจากเชียงใหม่ ต่อคำว่า "การศึกษาระบบไทย" ในรอบประชันทัศนคติผ่านคีย์เวิร์ดหรือคำสำคัญ เมื่อวันที่ 14 ก.ย. ที่ผ่านมา

อเล็กซานดร้า คือหนึ่งใน 29 สาวงามผู้ผ่านเข้าประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2020 ซึ่งคำพูดและคลิปวิดีโอของเธอกลายเป็นกระแสพูดถึงอย่างมากในสังคมออนไลน์ทันที

ต่อมาในรอบการกล่าวสุนทรพจน์ในรอบตัดสินในคืนวันที่ 10 ตู.ค. เธอก็ได้ยำจุดยืนของเธอด้านนี้อีกครั้งว่า

"หนูเป็นคนที่เชื่อระบบการศึกษา แต่ระบบการศึกษาของไทยผลิตคนให้เหมือนกันทั้งประเทศ เนื่องจากหลักสูตรที่ไม่แตกต่าง ทำให้เราไม่ได้โชว์ศักยภาพความเป็นตัวของเราออกมา หลักสูตรที่ไม่ตอบโจทย์ของนักเรียน หลักสูตรที่ไม่ตอบโจทย์ของตลาด วันนี้ถึงเวลาแล้วที่เราจะปฏิรูปประเทศ เพราะเยาวชนคือสิ่งสำคัญที่สุด เยาวชนคือคนนำพาประเทศชาติต่อไป และให้เยาวชนแสดงศักยภาพออกมา นั้นคือจุดยืนของเราคะ"

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ,

อเล็กซานดร้า ตอบคำถามในรอบ 5 คนสุดท้าย

สำหรับผลการประกวด อเล็กซานดร้าสามารถทำได้เพียงคว้ารองอันดับที่ 4 มาครอง เท่านั้น ส่วนผู้ที่ชนะการประกวดคือ อแมนด้า ชาลิสา ออบดัม สาวภูเก็ตลูกครึ่งไทย-แคนาดา

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ,

อแมนด้า ชาลิสา ออบดัม สาวภูเก็ตลูกครึ่งไทย-แคนาดา ผู้คว้ามงกุฎมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2020 ในคืนวันที่ 10 ต.ค. ที่ผ่านมาก ด้วยคำถามที่ว่า "...อะไรคือสิ่งที่เธอจะนำไปสื่อกับชาวโลก ในฐานะตัวแทนประเทศไทย"

ขณะที่สาวงามผู้คว้ามงกุฎบนเวทีมิสแกรนด์ไทยแลนด์ เมื่อค่ำคืนวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมา พิชิตคำถามซึ่งเข้ากับสถานการณ์การเมืองในคืนวันนั้น ที่กลุ่ม "แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม" ปักหลักประท้วงรัฐบาลที่สนามหลวงพอดี จากคำถามที่ว่า

"จากสถานการณ์การชุมนุมที่ส่อเค้าความรุนแรงยิ่งขึ้น คุณอยากจะพูดกับฝ่ายใดและพูดว่าอะไรให้สถานการณ์ดีขึ้น"

ที่มาของภาพ, Miss Grand Thailand

คำบรรยายภาพ,

"น้ำ" พัชรพร จันทรประดิษฐ์ สาวงามตัวแทนจังหวัดระนอง ผู้คว้ามงกุฎมิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2020

สาวงามผู้ที่กำชัยชนะในค่ำคืนนั้นคือ "น้ำ" พัชรพร จันทรประดิษฐ์ สาวงามตัวแทนจังหวัดระนองตอบว่า

"จากใจนะคะ ขอเลือกฝ่ายชุมนุมค่ะ เพราะว่าเรามีสิทธิมีเสียงในการแสดงความคิดเห็นและเราอยากจะเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับประเทศชาติของเรา มากกว่านั้นอยากจะบอกรัฐบาลด้วยนะคะ If you're calling this country as Thailand, we need a real democracy and moreover, we need you to get out of the country. (หากคุณเรียกประเทศนี้ว่า ประเทศไทย พวกเราต้องการประชาธิปไตยที่แท้จริง มากกว่านั้น พวกเรายังต้องการให้คุณออกไปจากประเทศนี้)"

ที่มาของภาพ, Watchiranont Thongtep/BBC Thai

คำบรรยายภาพ,

กลุ่มผู้ประท้วงนำโดยแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมเข้ายึดพื้นที่สนามหลวง และปักหลักค้างคืนเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยในวันที่ 19 ก.ย. ที่ผ่านมา

แม้ว่าคำตอบดังกล่าวจะทำให้เธอคว้ามงกุฎพร้อมเสียงเชียร์ได้ แต่ก็สร้างความไม่พอใจต่อกลุ่มที่มีความคิดเห็นต่างอย่างมากจนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทั้งในแง่มุมทางการเมืองและลุกลามไปจนถึงการถูกต่อว่าด้วยข้อความคุกคามทางไซเบอร์ (cyber bullying) เกี่ยวกับสีผิวและรูปลักษณ์

"ดอกไม้ย่อมมาพร้อมกับก้อนอิฐ"

"ดอกไม้จะมาพร้อมกับก้อนอิฐ คนที่อยู่ข้างเดียวกันกับคุณก็จะชื่นชมคุณอยู่แล้ว ส่วนคนที่อยู่อีกข้างหนึ่งย่อมไม่เห็นด้วย ดังนั้นเมื่อคุณเลือกข้างแล้ว คุณต้องยอมรับก้อนอิฐที่ถูกขว้างมาพร้อมกับดอกไม้ที่ถาโถมมาหาคุณ" นันท์นภัทร เจิมจุติธรรม ผู้คลุกคลีในวงการการประกวดนางงามมากว่า 40 ปี หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า "กูรูนางงาม" บอกกับบีบีซีไทย

นันท์นภัทรอธิบายเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมาบนเวทีนางงามส่วนมากมีสองเรื่องที่จะไม่ถูกหยิบยกมาเป็นคำถามนั่นคือ การเมืองและศาสนา เนื่องจากว่าสิ่งเหล่านี้เมื่อพูดไปแล้วจะทำให้เกิดการแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย

ที่มาของภาพ, นันท์นภัทร เจิมจุติธรรม

ผู้เชี่ยวชาญรายนี้เชื่อว่า การที่สาวงามที่สวมสายสะพาย "ไทยแลนด์" ควรจะเป็นนางงามของทุกคน ไม่ควรเป็นนางงามของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือพรรคใดพรรคหนึ่งหรือข้างใดข้างหนึ่ง

"ดังนั้น การหลีกเลี่ยงการพูดเรื่องการเมืองหรือศาสนาจะเข้าถึงคนได้ในวงกว้างมากกว่า และที่ผ่านมาคำถามบนเวทีนางงามส่วนใหญ่ก็จะมุ่งไปถามผู้ประกวดในประเด็นด้านสังคม วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว"

ที่มาของภาพ, Getty Images

สำหรับกรณีการที่ผู้ประกวดแสดงทัศนะต่อเรื่องการเมืองนั้น ในมุมมองของนันท์นภัทร เขาเชื่อว่าขึ้นอยู่กับว่าจุดประสงค์ของแต่ละกองประกวดว่าจะวางตำแหน่งอยู่จุดไหน ซึ่งแต่ละเวทีก็มีเป้าหมายแตกต่างกัน

โดยทั่วไปทางกองประกวดมีหน้าที่ป้อนคำถามให้ แต่ทางผู้ประกวดมีโอกาสที่จะเลือกตอบเองได้ จะตอบในแบบฟันธงว่าจะอยู่ด้านใดด้านหนึ่ง หรือว่าจะเลือกตอบแบบประนีประนอม ก็เป็นเพียงทัศนคติของผู้ประกวดเท่านั้น ไม่ได้บ่งชี้ว่าผู้จัดการประกวดมีทัศนคติเอนเอียงไปทางด้านใดด้านหนึ่งหรือเปล่า

"สำหรับจุดยืนของกองประกวด เขามีสิทธิที่จะเลือกอยู่ข้างใดข้างหนึ่งได้ เมื่อเวทีใดเลือกข้างแล้วก็ต้องยอมรับผล" เขากล่าว

"เทหมดหน้าตัก และเตรียมใจไว้แล้วกับผลที่จะเกิดขึ้น"

พัชรพร ผู้ชนะบนเวทีมิสแกรนด์ไทยแลนด์บอกกับบีบีซีไทยว่า กองประกวดค่อนข้างเปิดกว้างในเรื่องการแสดงทัศนะต่อเรื่องการเมืองและเธอก็เตรียมใจไว้แล้วว่า ความคิดเห็นของเธอผ่านคำตอบบนเวทีในรอบ 5 คนสุดท้ายจะต้องมีกระแสทั้งชื่นชอบและไม่เห็นด้วย

"หนูเตรียมใจไว้ตั้งแต่ตอนที่เขาประกาศว่า มิสแกรนด์ไทยแลนด์เป็นของจังหวัดระนอง พอได้ตำแหน่งแล้ววันถัดมาก็เตรียมใจไว้เลยว่า คำตอบที่พูดบนเวทีจะทำให้ใครบางคนไม่พอใจ ถ้าอยู่ตรงนี้แล้วไม่สามารถแสดงออกทางความคิด เราจะเรียกว่าที่นี่คือระบอบประชาธิปไตยได้จริงหรือ" เธออธิบาย

"นี่คือการเทหมดหน้าตักแล้ว ณ ตอนนั้น ซึ่งก็ไม่ทราบว่าคณะกรรมการจะตัดสินอย่างไร" พัชรพรกล่าว

ที่มาของภาพ, Miss Grand Thailand

คำบรรยายภาพ,

พัชรพร จันทรประดิษฐ์ (กลาง) ยืนยันว่า เรื่องการเมืองเป็นเรื่องของทุกคนเพราะเกี่ยวข้องหลายมิติไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจปากท้อง และหากว่าความคิดของเธอจะช่วยให้อะไรดีขึ้น เธอก็พร้อมยอมรับผลตอบรับด้านลบที่เกิดขึ้น

นางงามจากระนองวัย 22 ปี ยอมรับว่าเธอยังใหม่กับเวทีการประกวด และรู้สึกตกใจกับความคิดเห็นต่อเธอทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่สิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกไม่ค่อยดีคือ การที่มีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งวิพากษ์วิจารณ์ในเชิงคุกคาม (bully) ทั้งจากสีผิวและบุคลิกลักษณะภายนอกของเธอ

อย่างไรก็ตาม เธอยืนยันว่า เรื่องการเมืองเป็นเรื่องของทุกคนเพราะเกี่ยวข้องหลายมิติไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจปากท้อง และหากว่าความคิดของเธอจะช่วยให้อะไรดีขึ้น เธอก็พร้อมยอมรับผลตอบรับด้านลบที่เกิดขึ้น

ความตื่นตัวทางการเมืองส่งผลต่อการประกวดนางงามอย่างไร

นับตั้งแต่ปี 2531 ที่ ภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนก นางสาวไทยในปีนั้นที่คว้ามงกุฎนางงามจักรวาลอันที่สองให้กับประเทศหลังจากอาภัสรา หงสกุล นางงามจักรวาลคนแรกของไทยในปี 2508 ยังไม่เคยมีตัวแทนสาวไทยคนไทยคว้ามงกุฎจากเวทีนี้ได้เลย มีเพียงเข้าได้เพียงรอบลึก ๆ เท่านั้น

ที่มาของภาพ, นันท์นภัทร เจิมจุติธรรม

คำบรรยายภาพ,

อาภัสรา หงสกุล นางงามจักรวาลคนแรกของไทยในปี 2508

นันท์นภัทรบอกว่าการแข่งขันในเวทีนานาชาติเข้มข้นขึ้นทุกปี สาวงามต่างชาติพัฒนาตัวเองทั้งรูปลักษณ์และสติปัญญาเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะสาวงามจากฟิลิปปินส์ ทำให้โอกาสของสาวไทยน้อยลง ในขณะที่กองประกวดใหญ่ซึ่งเป็นผู้ถือลิขสิทธิ์ต่อจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ คือ องค์กรนางงามจักรวาล (Miss Universe Organisation) ภายใต้การบริหารงานของกลุ่มไอเอ็มจี บริษัทจัดงานอีเวนท์และกีฬารายใหญ่ของสหรัฐฯ เปลี่ยนนโยบายการจัดประกวดโดยมุ่งหาผู้หญิงที่มีความรู้ความสามารถมากขึ้นกว่าการเป็นเวทีประกวดนางงามอย่างเดิม ๆ

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ,

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ (ซ้าย) เคยเป็นผู้ถือสิทธิ์การจัดประกวดนางงามจักรวาลตั้งแต่ปี 2539 - 2558

"อาจจะกล่าวได้ว่า สวยอย่างเดียวไม่พอ พวกเธอต้องมีคมความคิดที่ดีอีกด้วย" เขาอธิบาย

ขณะที่มีกระแสการตื่นตัวทางการเมืองที่เกิดขึ้น ในปัจจุบัน โดยเฉพาะในกลุ่มนักเรียนนักศึกษาแพร่กระจายไปทั่วประเทศกลายเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้กองประกวดนางงามของไทยอย่าง มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ในปีนี้ หยิบยกประเด็นการเมืองเข้ามามีส่วนช่วยในการคัดเลือกหญิงสาวที่เข้าประกวด โดยในรอบคัดตัว (audition) ซึ่งนันท์นภัทรร่วมเป็นกรรมการอยู่ด้วย มีคำถามเกี่ยวกับการเมืองกว่า 80% ในรอบ "คีย์เวิร์ด" ซึ่งถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเวทีนี้ที่เปิดโอกาสให้สาวงามสามารถแสดงความคิดเห็นทางการเมืองรวมถึงศาสนาได้อย่างมีเหตุผล

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ,

การตื่นตัวทางการเมืองทำให้เวทีประกวดนางงามก็เกาะกระแสสังคมดังกล่าวด้วย

เมื่อการแข่งขันสูงขึ้น ย่อมทำให้เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น เช่น กรณี "เฌอเอม" ชญาธนุส ศรทัตต์ นางแบบวัย 26 ปี ผู้ผันตัวมาเป็นหนึ่งในผู้ประกวดในปีนี้ แล้วถูกตัดสิทธิ์การประกวด โดยกองประกวดให้เหตุผลว่า ผู้จัดการส่วนตัวของเธอแฝงตัวมาเป็นส่วนหนึ่งในกองประกวด ทั้ง ๆ ที่เป็นข้อห้ามของกองประกวดเพื่อรักษาข้อมูลภายในกอง

ผู้ประกวดรายนี้เป็นผู้แสดงทัศนคติต่อเรื่องการเมืองและศาสนาอย่างโดดเด่นที่สุดคนหนึ่งและกลายเป็นกระแสในสังคมออนไลน์อย่างมาก

นางงามไทยกับประชาธิปไตย

ในที่สุดการวนมาบรรจบกันระหว่างการประกวดนางงามและประชาธิปไตยก็มาถึง หลังจากจุดเริ่มต้นขึ้นของการประกวดนางงามของไทยเมื่อ 86 ปีที่แล้ว ก็มีขึ้นเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตย

ที่มาของภาพ, นันท์นภัทร เจิมจุติธรรม

หากย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของเวทีประกวดนางงามแรกของไทยคือ "นางสาวสยาม" ในปี 2477 สองปีนับตั้งแต่สยามได้เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช์มาเป็นการปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข บทความโดย พล.อ. นิพัทธ์ ทองเล็ก ที่เผยแพร่่ในเว็บไซต์ศิลปวัฒนธรรม (19 ก.ย. 2559) ระบุว่า รัฐบาล (ในขณะนั้น)ต้องการสร้างสีสันฉลองการมีรัฐธรรมนูญสำหรับปวงชนชาวสยามจึงมอบให้กระทรวงมหาดไทยไปคัดเลือกสาวงามจากจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศมาประชันความงาม โดยใช้บริเวณอุทยานสราญรมย์เป็นสถานที่จัดประกวดในคืนวันที่ 12 ธ.ค. 2477 ผู้คว้ารางวัลชนะเลิศคือ นางสาวกันยา เทียนสว่าง นางงามจากพระนคร (กรุงเทพฯ)

ที่มาของภาพ, นันท์นภัทร เจิมจุติธรรม

นันท์นภัทร ผู้ที่ชื่นชอบการสะสมภาพถ่ายและสมุดภาพเกี่ยวกับการประกวดนางงามมากว่า 40 ปี และมีสูจิบัตรของการประกวดนางสาวสยามในนั้นบอกว่า บนสูจิบัตรฉบับนั้นระบุถึงจุดประสงค์ของการจัดงานประกวดครั้งนั้นว่า "เพื่อเฟ้นหาสตรีเป็นศรีแก่รัฐธรรมนูญ"

ในปีถัด ๆ มาก็มีการบรรจุคำว่า "นางงาม" ควบคู่ไปกับการเฉลิมฉลองรัฐธรรมนูญรวมทั้งการประชาสัมพันธ์งานด้านประชาธิปไตยไปในตัว เช่น นางงามคือของขวัญในการฉลองรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2478

ที่มาของภาพ, นันท์นภัทร เจิมจุติธรรม

คำบรรยายภาพ,

สาวงามในอดีต

เขาบอกอีกว่าการศึกษาความเป็นมาของการประกวดนางงามทำให้เขาได้ศึกษาเรื่องราวประวัติศาสตร์การเมืองในยุคต่าง ๆ ในช่วง 80 กว่าปีที่ผ่านมาด้วย เขาพบว่าการประกวดนางงามของไทยมีจุดเริ่มต้นจากการประชาสัมพันธ์รัฐธรรมนูญ และมีช่วงหนึ่งที่การจัดการประกวดร้างราไปช่วงปี 2497 - 2507 ก็เพราะเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง

เมื่อเวลาเปลี่ยนไป บริบทการจัดการประกวดก็เปลี่ยนแปลงไป โดยภายหลังปี 2507 การจัดประกวดนางสาวไทยก็เริ่มขึ้นอีกครั้งโดยสมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์เพื่อประชาสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยวและงานด้านต่างประเทศ

ที่มาของภาพ, นันท์นภัทร เจิมจุติธรรม

คำบรรยายภาพ,

การจัดประกวดนางสาวไทยเริ่มขึ้นโดยสมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์

ปัจจุบันลิขสิทธิ์การประกวดนางสาวไทยยังเป็นของสมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธฯ แต่สิทธิ์การส่งสาวงามไปเข้าร่วมการประกวดนางงามจักรวาลได้เปลี่ยนแปลงไปด้วยเหตุผลทางธุรกิจ โดยผู้ถือสิทธิ์กลุ่มแรกคือ ตระกูลกรรณสูต ตั้งแต่ปี 2527 - 2561 (เริ่มต้นที่ชาติเชื้อ กรรณสูต อดีตนายกสมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธฯ และอดีตผู้บริหารสถานีโทรทัศน์กองทัพช่อง 7 ผู้ล่วงลับไปแล้ว ก่อนที่จะส่งทอดมายัง สุรางค์ เปรมปรีดิ์ ผู้เป็นน้องสาวและอดีตผู้บริหารช่อง 7)

ส่วนผู้ถือสิทธิ์ตั้งแต่ปี 2562 - ปัจจุบัน คือ บริษัท ทีพีเอ็น โกลบอล จำกัด ผู้จัดประกวดมิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์

แนวความคิดแบบสตรีนิยม กับ การชื่นชมนางงาม

แม้ว่าการประกวดนางงามจะได้รับความนิยมมาโดยตลอด แต่ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มที่มีแนวความคิดสตรีนิยม (เฟมินิสต์) ว่า ทำให้ผู้หญิงเป็นเพียงวัตถุทางเพศ รวมไปจนถึงทำให้ผู้หญิงเน้นการประกวดประขันด้านความสวยงามเพียงอย่างเดียว

นันท์นภัทรกล่าวว่าในประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน ในช่วงปี 2517 ที่กลุ่มเฟมินิสต์แสดงออกอย่างชัดเจนว่า "ผู้หญิงสามารถพูดถึงเรื่องการเมืองได้ ไม่ใช่วัน ๆ ยุ่งแต่กับเรื่องความสวยความงามของตัวเอง ในยุคนั้น จิระนันท์ พิตรปรีชา ถึงขั้นเขียนบทกวีชื่อว่า อหังการของดอกไม้" ซึ่งมีข้อความว่า

"สตรีมีสองมือ มั่นยึดถือในแก่นสาร

เกลียวเอ็นจักเป็นงาน มิใช่ร่านหลงแพรพรรณ

สตรีมีสองตีน ไว้ป่ายปีนความใฝ่ฝัน

ยืนหยัดอยู่ร่วมกัน มิหมายมั่นกินแรงใคร

สตรีมีดวงตา เพื่อเสาะหาชีวิตใหม่

มองโลกอย่างกว้างไกล มิใช่คอยชม้อยชวน

สตรีมีดวงใจ เป็นดวงไฟไม่ผันผวน

สร้างสมพลังมวล ด้วยเธอล้วนก็คือคน

สตรีมีชีวิต ล้างรอยผิดด้วยเหตุผล

คุณค่าเสรีชน มิใช่ปรนกามารมณ์

ดอกไม้มีหนามแหลม มิใช่แย้มคอยคนชม

บานไว้เพื่อสะสม ความอุดมแห่งแผ่นดิน!"

บทกวีนี้ได้สร้างผลกระทบในหมู่หญิงสาวในยุคนั้นเป็นอย่างมาก ที่ให้ออกมาเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมือง และความคิดในลักษณะนี้ก็ยังคงสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญนางงามรายนี้บอกว่า มายาคติที่บอกว่า ผู้หญิงสวยย่อมไม่ฉลาดหรือไม่มีสมอง อาจจะใช้ไม่ได้ในปัจจุบันเพราะผู้หญิงสมัยนี้นอกจากสวยแล้วยังเก่งขึ้น ฉลาดขึ้น และมีความเป็นผู้นำเพิ่มมากขึ้นด้วย

"ผมมองว่า แนวความคิดเดิม ๆ ถือว่าไม่ยุติธรรมสำหรับผู้หญิงมากนัก เพราะในอดีตผู้หญิงอาจจะไม่ค่อยได้รับโอกาสและเวทีในการแสดงความคิดเห็นมากนัก เมื่อเทียบกับในปัจจุบัน"

จิระนันท์: Woman of the Year 1973

เธอเป็นหนึ่งในแกนนำนักศึกษาในช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 และในปีเดียวกันได้รับรางวัล Woman of the Year จากการลงคะแนนของผู้อ่านหนังสือพิมพ์ประชาธิปไตยรายวัน หลังจากการปราบปรามนักศึกษาในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เธอและบรรดาสมาชิกกลุ่มนักศึกษาปัญญาชนจึงต้องหลบหนีเข้าป่า แต่หลังมีความขัดแย้งกันในกลุ่มแกนนำรุ่นเก่าของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย เธอและนักศึกษาคนอื่น ๆ ได้ ทยอยเข้าสู่เมืองอีกครั้ง

นอกจากจะเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยแล้ว เธอยังเป็นกวีอีกด้วย โดยผลงานเด่นด้านวรรณกรรม ได้แก่ บทกวี "ดอกไม้จะบาน" ในปี 2516 บทกวี "อหังการของดอกไม้" ในปี 2517 หนังสือ "โลกที่สี่ ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของหญิงไทย" ในปี 2518 ซึ่งเป็นบทความที่รวมข้อเขียนเกี่ยวกับปัญหาสตรี

สำหรับผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้เธอทั้งในระดับในประเทศและนานาชาติ คือ "ใบไม้ที่หายไป: กวีนิพนธ์แห่งชีวิต" ในปี 2532 ทำให้เธอได้รับรางวัลซีไรต์ หรือรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์แห่งอาเซียน (The S.E.A. write Award) ประจำปี 2532