ชุมนุม 16 ตุลา : ปฏิบัติการสลายพลังเยาวชนคนหนุ่มสาวหลังนายกฯถาม "ผมผิดอะไร"

People are hit with water from water cannons during an anti-government protest, in Bangkok, Thailand October 16, 2020.

ที่มาของภาพ, Reuters

การชุมนุมวันที่ 3 ของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "คณะราษฎร 2563" ต้องยุติลงกลางคันหลังกำลังตำรวจนับร้อยพร้อม รถฉีดน้ำแรงสูงเข้าสลายผู้ชุมนุมที่มีเด็กและเยาวชนจำนวนมากตั้งแต่ช่วงค่ำของ 16 ต.ค. เป็นเหตุให้มีผู้ถูกจับกุม "นับร้อย"

สถานการณ์ดูตึงเครียดตั้งแต่ช่วงเช้า เมื่อ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เรียกประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ เพื่อผ่านความเห็นชอบประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงใน กทม. ฉบับที่ 2 โดยนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ลงนามในวันเดียวกัน ให้มีผลบังคับใช้ถึงวันที่ 13 พ.ย.

หลังการประชุม เขาแถลงกับผู้สื่อข่าวว่า รัฐบาลไม่ได้มุ่งหวังทำร้ายใคร และที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่เป็นฝ่ายที่ถูกทำร้ายและถูกขัดขวางการปฏิบัติงาน

"เจ้าหน้าที่ทำอย่างเต็มที่ ไม่มีการใช้กำลัง มีแต่ถูกใช้กำลังทั้งสิ้น เราจะอยู่กันอย่างนี้เหรือ" เขาตั้งคำถามผ่านสื่อมวลชน "เจ้าหน้าที่โดนทำร้าย โดนกระทำทั้งหมด ไม่เคยให้กำลังใจเจ้าหน้าที่กันเลย แล้วใครจะทำงานให้"

หนึ่งในสามข้อเรียกร้องผู้ชุมนุม คือ ให้นายกฯลาออก ซึ่ง พล.อ. ประยุทธ์ ย้ำว่า "ไม่ออกอะ...แล้ววันนี้ผมทำความผิดอะไรหรือ ผมผิดอะไรหรือ"

ที่มาของภาพ, ทำเนียบรัฐบาล

ไม่สนคำสั่งห้ามชุมนุม

ตั้งแต่ช่วงบ่ายของวันที่ 16 ต.ค. ตำรวจหลายกองร้อยได้เข้าสู่พื้นที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์ ตั้งแนวสกัดไม่ให้ประชาชนชุมนุม หลังการชุมนุมเมื่อวันที่ 15 ต.ค. มีผู้มาร่วมนับหมื่นคน เป็นไปอย่างสงบ และจบลงในเวลาราว 22.00 น.

ตำรวจปิดการจราจร บริเวณ ถ.พญาไท ตั้งแต่แยกประทุมวัน แยกราชเทวี รวมถึงแยกสามย่าน ส่วนบริการบีทีเอสนั้น มีการปิด 5 สถานีหลัก คือ ชิดลม ราชดำริ สยาม สนามกีฬา และราชเทวี

พล.ต.ต. ยิ่งยศ เทพจำนงค์ โฆษกของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ออกมาแถลงห้ามผู้ชุมนุมมาร่วมชุมนุมที่แยกราชประสงค์ถึง 3 ครั้ง คือ 13.00 น 16.20 น. และ 17.15 น."เพื่อให้เป็นไปตามหลักสากลในการควบคุมฝูงชน"

"ท่านจะจัดการชุมนุมไม่ได้โดยเด็ดขาด หากพบการกระทำผิดเราจพเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมาย" โฆษก ตร. กล่าวประโยคนี้ซ้ำสองครั้ง เช่นเดียวกับประโยคที่ว่า "มาตรการบังคับใช้กฎหมายจะเริ่มเข้มข้นขึ้น"

คำบรรยายวิดีโอ,

สรุปรอบวัน

หนึ่งในการสกัดการชุมนุม คือ คำสั่งของกองอำนวยการร่วมแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง (กอร.ฉ.) ที่ห้ามเคลื่อนย้ายพาหนะ 3 ชนิดเข้าพื้นที่ชุมนุม คือ รถดัดแปลงเป็นเครื่องขยายเสียง รถสุขาเคลื่อนที่ และรถขนเครื่องอุปโภคบริโภค

ผู้จัดเปลี่ยนสถานที่นัดหมายมาเป็นแยกปทุมวัน ผู้ชุมนุมมารอตั้งแต่ 15.00 น. จนกระทั่ง 17.10 น. แกนนำ "คณะราษฎร 2563" ซึ่งมี น ส. จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ เป็นหนึ่งในนั้น ปรากฏตัวที่แยกปทุมวัน กลุ่มผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ขณะนี้เป็นเยาวชนและนักเรียน เกาะกลุ่มทอดแนวไปจนบริเวณหน้าห้างมาบุญครอง

แกนนำประกาศเชิญชวนประชาชนที่อยู่ด้านบนสกายวอล์คให้ลงมาร่วมชุมนุม พร้อมระบุว่า "เราหลอกตำรวจสำเร็จแล้ว"

ที่มาของภาพ, Reuters

ตร.เดินหน้ากระชับพื้นที่

18.20 น. ตำรวจประกาศให้ผู้ชุมนุมเลิกการชุมนุม และอ่านข้อกำหนด 3 ข้อตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ห้ามชุมนุมเกิน 5 คน จากนั้นสั่งให้ตำรวจควบคุมฝูงชนพร้อมโล่และกระบอง เคลื่อนขบวนจากแยกเฉลิมเผ่าไปบนถนนพระราม 1 มุ่งหน้าแยกปทุมวันที่ผู้ชุมนุมอยู่ ผู้ชุมนุมตะโกนสวนมาว่า "ขี้ข้าเผด็จการ"

ตำรวจได้ประกาศผ่านรถเครื่องขยายเสียงให้ผู้ชุมนุมกลับบ้านทันที พร้อมเคลื่อนรถฉีดน้ำแรงดันสูงอย่างน้อย 3 คันเข้ามาใช้ในปฏิบัติการกระชับพื้นที่

ที่มาของภาพ, Reuters

เวลา 18.39 น. ในระหว่างแนวร่วมคณะราษฎร ซึ่งเป็นนักเรียนชายชั้นมัธยมกำลังปราศรัย โดยประกาศรายชื่อของคนเสื้อแดงที่เสียชีวิตในระหว่างการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ เมื่อปี 2553 "เพื่อล้างมลทินให้ผู้ชุมนุม" ได้เกิดเหตุชุลมุนขึ้น จู่ ๆ ผู้ชุมนุมต่างพากันลุกขึ้นยืน แล้ววิ่งหนีจากหน้าเวทีไปยัง 2 ทิศทาง กลุ่มหนึ่งมุ่งหน้าไปทาง รร.ปทุมวัน ปริ้นเซส อีกกลุ่มแตกฮือไปทางหอศิลป์กรุงเทพฯ ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างหนัก

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น หลังรถฉีดน้ำแรงดันสูงคันหนึ่งได้เคลื่อนเข้าใกล้พื้นที่ชุมนุม โดยมีเสียงเจ้าหน้าที่ตำรวจประกาศว่า "จะใช้น้ำ ขอให้ย้ายออกจากพื้นที่ภายในเวลานี้" ทำให้นักเรียนและนักศึกษาซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงวิ่งออกไปตะโกนขับไล่เจ้าหน้าที่ให้ "ออกไป " และต่อต้านด้วยการทำสัญลักษณ์ "ชู 3 นิ้ว" ใส่

เสียงตะโกน "ทุกคนคือแกนนำ ๆ" ดังกึกก้องแยกปทุทมวันจากผู้ชุมนุมที่พากัน "ชู 3 นิ้ว"

ที่มาของภาพ, EPA

อย่างไรก็ตามตำรวจชุดควบคุมฝูงชนราว 1 กองร้อย ได้เคลื่อนเข้าประชิดกลุ่มผู้ชุมนุม จากบริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน และประกาศให้ออกจากพื้นที่ชุมนุมโดยให้เวลา 3 นาที ไม่เช่นนั้นจะใช้วิธีจากเบาไปหาหนัก แต่ฝ่ายผู้ชุมนุมไม่ยินยอม มีการลากเอาแผงเหล็กและกระถางต้นไม้มาทำแนวกีดขวางกั้นเจ้าหน้าที่ มีระยะห่างกันเพียง 150 เมตรเท่านั้น

ในระหว่างที่สองฝ่ายประจันหน้ากัน นักเรียนบางส่วนได้ฉีดพ่นสีที่เตรียมมาใส่โล่ตำรวจที่ยืนตั้งแถวอยู่เพื่อแสดงอาการต่อต้าน

ที่มาของภาพ, Reuters

เวลา 18.55 น. ตำรวจเริ่มฉีดแรงดันสูงใส่ฝูงชน โดยที่กลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนได้กางร่มต้านแรงดันน้ำ ขณะที่บางส่วนก็เริ่มขวางปาสิ่งของใส่ตำรวจ

ในระหว่างนี้ มีสามเณรเข้าไปไหว้ตำรวจเพื่อขอให้หยุดฉีดน้ำใส่ผู้ชุมนุม เช่นเดียวกับผู้ชุมนุมหญิงในชุดนักเรียนอีกรายหนึ่งได้ร่ำไห้และก้มกราบตำรวจเพื่อขอให้ยุติการเข้ากระชับพื้นที่ เพราะพวกเธอกับเพื่อนไม่มีอาวุธ

ที่มาของภาพ, EPA

เวลา 19.15 น. มีเสียงดัง "ปัง" ขึ้นหนึ่งครั้ง หลังจากนั้นก็มี "น้ำผสมสารสีน้ำเงิน" ซึ่งมีกลิ่นคล้ายแก๊สฉีดเข้าใส่ฝูงชน ทำให้ทั้งผู้ชุมนุมและสื่อมวลชนเกิดอาการแสบตาและแสบผิว ต่างคนต่างต้องนำน้ำดื่มมาล้างหน้าล้างตา

ผลจาก "น้ำสีน้ำเงิน" ทำให้มวลชนเริ่มถอยร่น ขณะที่ตำรวจก็รุกคืบกินพื้นที่ได้มากขึ้น ๆ จากบริเวณห้างสยามพารากอน มาถึงสยามเซ็นเตอร์ โดยค่อย ๆ รื้อถอนเครื่องกีดขวางที่ผู้ชุมนุมทำเอาไว้เป็นชั้น ๆ

ขณะที่แกนนำได้ประกาศให้ผู้ชุมนุมเคลื่อนพลไปยังจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพื่อหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บ โดยระบุ "การถอยร่นครั้งนี้ไม่ใช่การยอมแพ้" และ "อย่าปะทะนะครับเราไม่อยากเสียใคร"

ด้านจุฬาฯ ได้เปิดประตูให้กลุ่มผู้ชุมนุมเข้าไปหลบภัยได้ ทว่าเมื่อไปถึงทางแกนนำได้ประกาศยุติการชุมนุมในเวลาประมาณ 20.00 น. แต่บอกให้รอฟังการนัดหมายชุมนุมรอบใหม่ในวันที่ 17 ต.ค.

ที่มาของภาพ, Reuters

"บ้านเมืองต้องการคนรักชาติ ต้องการคนรักสถาบัน"

ขณะที่ผู้ชมทางบ้านกำลังรับชมการสลายการชุมนุมผ่านการรายงานสดทางโทรทัศน์ เมื่อถึงเวลา 20.00 น. ข่าวในพระราชสำนักก็มาตามกำหนด หนึ่งในข่าวนั้นคือข่าว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจที่ ม.ราชภัฏสกลนคร แล้วเสด็จออก ณ ห้องรับรองที่ประทับ หอประชุมมหาวชิราลงกรณ ม.ราชภัฏสกลนคร เมื่อเวลา 21.21 น. ของวันที่ 15 ต.ค.

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระราชินีได้พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้แกนนำคณะผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยใน 5 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ประกอบด้วย จ.นครพนม จ.สกลนคร จ.มุกดาหาร จ.กาฬสินธุ์ และ จ.อุดรธานี เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ทั้งหมดเป็นอดีตคอมมิวนิสต์ที่เคยปฏิบัติงานในพื้นที่ จ.นครพนม ซึ่งรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานความช่วยเหลือด้านต่าง ๆ จนปัจจุบันทุกคนเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาท ใช้ชีวิตเรียบง่าย มีความหนักแน่น และน้อมรับเศรษฐกิจพอเพียงไปปรับใช้

ในการนี้ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับแกนนำผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ตอนหนึ่งว่า

"เพราะฉะนั้นเราก็ร่วมกันรักชาติ ร่วมกันรักประชาชน และทุกอย่างที่ท่านทำมาเนี่ยก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดี และก็พูดกันตรง ๆ ว่าท่านก็ได้ทำประโยชน์กับประเทศชาติ ตอนนี้ก็คงจะเข้าใจว่าบ้านเมืองต้องการคนรักชาติ ต้องการคนรักสถาบัน แล้วก็ประสบการณ์ใด ๆ ที่ทำมา หรืองานที่ผ่านมาเอามาใช้ประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองได้ แล้วก็สามารถที่จะสอนเด็ก ๆ รุ่นใหม่ถึงประสบการณ์ที่ตนเองได้มีมา เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง"

ที่มาของภาพ, สำนักพระราชวัง

"ตำรวจรังแกประชาชน"

ส่วนสื่อทางเลือกหลายแห่งเดินทางรายงานสดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทางเฟซบุ๊กไลฟ์ บางรายถูกยึดโทรศัพท์ให้ยุติการถ่ายทอด และจับกุมตัวไป ขณะที่ผู้ผู้ชุมนุมบางส่วนยังปักหลักอยู่บนลานสกายวอล์ค ด้านหน้าหอศิลป์กรุงเทพฯ พร้อมส่งเสียงตะโกนด่าทอ "ตำรวจรังแกประชาชน" อยู่เกือบตลอดเวลา จุดนี้เป็นจุดที่มีความตึงเครียดสูง ทำให้ พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ต้องมาบัญชาการสถานการณ์ด้วยตนเอง โดยยืนอยู่หลังแนวรถฉีดน้ำแรงดันสูงที่ฉีดใส่ผู้ชุมนุมบนลานสกายวอล์ค ตั้งแต่เวลา 20.30-21.00 น. เพื่อยึดคืนพื้นที่แยกปทุมวัน

เวลา 21.00 น. เจ้าหน้าที่ชุดควบคุมฝูงชนตำรวจเริ่มสวมใส่หน้ากากป้องกันสารพิษ และสั่งการให้สื่อมวลชนออกนอกพื้นที่ลานสกายวอล์ค แต่ระหว่างนี้ยังมีสื่อมวลชนบางส่วนถ่ายทอดสดบรรยากาศอยู่บริเวณดังกล่าว

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเปิดเผยว่า นักข่าวประชาไทถูกยึดกล้องและโทรศัพท์ขณะถ่ายทอดการชุมนุม

ขณะที่อีกจุด ผู้ชุมนุมที่ถอยร่นจากแยกปทุมวันได้ไปรวมตัวกันที่แยกราชเทวี โดยสถานการณ์กลับมาตึงเครียดในเวลา 22.00 น. เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมได้นำแบร์ริเออร์มาตั้งขวางถนน และตะโกนเรียกร้องให้ปล่อยผู้ชุมนุมที่ถูกจับไป เจ้าหน้าที่จึงนำรถควบคุมฝูงชนมาเพิ่มจาก 1 คัน เป็น 3 คัน

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดควบคุมฝูงชนพร้อมโล่และกระบองเริ่มขยับเข้าใกล้ผู้ชุมนุมที่มีเพียงหลักสิบคน หวังยึดคืนพื้นที่สะพานหัวช้าง ระหว่างนี้ ผู้ชุมนุมบางส่วนได้ขว้างปาขวดใส่แนวเจ้าหน้าที่ ขณะที่บางส่วนได้พยายามร้องขอไม่ให้เจ้าหน้าที่ให้ยุติการกระชับพื้นที่

ท้ายที่สุดเจ้าหน้าที่ก็ยึดคืนพื้นที่ได้สำเร็จ พร้อมจับกุมผู้ชุมนุมไปจากจุดนี้อย่างน้อย 2 คน

ที่มาของภาพ, Reuters

"จับกุมไปแล้วกว่า 100 คน"

21.15 น. ส.ส.พรรคก้าวไกลกลุ่มหนึ่งประกอบด้วย นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร และนายชัยธวัช ตุลาธน เดินทางมาที่แยกปทุมวันเพื่อขอเจรจากับนายตำรวจผู้บัญชาการปฏิบัติการสลายการชุมนุม ขอให้เปิดทางให้ผู้ชุมนุม จำนวนหนึ่งที่ติดค้าง ออกจากพื้นที่

ต่อมานายพิธาเปิดเผยหลังเจรจากับ พล.ต.ท. ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ว่าตำรวจระบุว่ามีผู้ชุมนุมถูกจับกุมไปแล้วกว่า 100 คน และเมื่อปฏิบัติการกระชับพื้นที่แล้ว ตำรวจก็จำเป็นต้องจับกุมผู้ชุมนุม

ออกหมายจับเพิ่ม 12 แกนนำ

ในระหว่างตำรวจเปิดปฏิบัติการสลายการชุมนุมที่แยกปทุมวัน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประกาศหมายจับแกนนำการชุมนุมเพิ่มเติม 12 คน ในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กรณีจัดการชุมนุมต่อเนื่องในวันที่ 14 ต.ค. ถึงวันนี้ ซึ่งเมื่อจับกุมได้แล้ว จะส่งตัวไปยังกองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 จ.ปทุมธานี ต่อไป

สำหรับ 12 บุคคลที่ถูกออกหมายจับ ประกอบด้วย

  • นายภาณุพงศ์ จาดนอก อายุ 23 ปี
  • น.ส.จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ อายุ 22 ปี
  • นายกรกช แสงเย็นพันธ์ อายุ 27 ปี
  • น.ส.ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล อายุ 25 ปี
  • นายสิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ อายุ 20 ปี
  • นายณัฐชนน พยัฆพันธ์ อายุ 29 ปี
  • นายสมบัติ ทองย้อย อายุ 52 ปี
  • นายวสันต์ กล่ำถาวร อายุ 48 ปี
  • นายอรรถพล บัวพัฒน์ อายุ 30 ปี
  • นายทัตเทพ เรืองประไพกิจเสรี อายุ 23 ปี
  • นายณวรรษ เลี้ยงวัฒนา อายุ 26 ปี
  • นายชินวิตร จันทร์กระจ่าง อายุ 28 ปี

จับ "ฟอร์ด ทัตเทพ" ก่อนดับสัญญาณไลฟ์สด

เวลา 22.40 น. นายทัตเทพ เรืองประไพกิจเสรี แกนนำกลุ่ม "เยาวชนปลดแอก" และสมาชิก "คณะราษฎร" ถูกจับกุมตัว โดยมีนายภานุมาศ สิงห์พรม หรือเจมส์ แนวร่วมเยาวชนปลดแอก เดินทางไปที่ ตชด. ภาค 1 ด้วยในฐานะบุคคลที่ไว้ใจ

ในระหว่างนั้น เจมส์ได้ถ่ายทอดสดบรรยากาศในรถเก๋งของตำรวจที่ควบคุมตัวเขาไป แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สั่งให้ยุติการถ่ายทอดและจะขอยึดโทรศัพท์ของทั้งคู่ จนเกิดการโต้เถียงกันไปมา โดยฟอร์ดตระบุว่าเป็นเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ "การห้ามไลฟ์ถือว่าละเมิดกฎหมายสูงสุด นายพี่ก็ช่วยไม่ได้" และ "พี่ไม่มีสิทธิ พี่ไม่มีอำนาจใด ๆ พี่ยึด พี่ขัดรัฐธรรมนูญ ผมจะฟ้องกลับพวกพี่ ๆ"

สุดท้ายตำรวจได้ตัดสินใจจอดรถ และยึดโทรศัพท์มือถือไปจากพวกเขาท่ามกลางเสียงตะโกน "ไม่ได้ ๆ ๆ" ก่อนที่สัญญาณจะขาดหายไปในเวลา 22.49 น. ขณะมีผู้ชมถ่ายทอดสดกว่า 1 แสนคน

นายกฯ ลงนามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงใน กทม. ฉบับ 2

ที่มาของภาพ, EPA

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร (ฉบับที่ 2) มีใจความสำคัญว่า พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงนามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงใน กทม. ฉบับที่ 2 หลังผ่านความเห็นชอบคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันนี้ โดยกำหนดให้การประกาศภาวะฉุกเฉินใน กทม. โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีผลบังคับใช้ถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

ไม่ได้ใช้กระสุนยาง-แก๊สน้ำตา ใช้เพียง "สารเคมีสี"

หลังคุมสถานการณ์ไว้ได้ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. แถลงว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมฝูงชนได้ "ปฏิบัติตามขั้นตอนสากล" มีการประกาศแจ้งเตือนก่อนหน้า แต่เมื่อไม่ปฏิบัติตามจึงมีความจำเป็นในการบังคับใช้กฎหมายจากเบาไปหนัก เนื่องจากเป็นการชุมนุมที่มิชอบ

สำหรับประเด็นการใช้อุปกรณ์ตามหลักสากลในการเข้าปฏิบัติการนั้น โฆษกตร. กล่าวว่า เป็นการใช้น้ำ และ "น้ำที่ผสมสารเคมีประเภทสี" เพื่อแยกกลุ่มผู้ชุมนุมออกจากประชาชนทั่วไป เพื่อการดำเนินคดีในอนาคต ซึ่งไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด รวมถึงการใช้ "สารเคมีผสมน้ำ" ที่ส่งผลให้เกิดอาการแสบร้อนบริเวณผิวหนัง ซึ่งสามารถใช้น้ำล้างออกได้

สำหรับประเด็นที่มีทั้งกลุ่มผู้ชุมนุม และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บบางส่วนนั้น พ.ต.อ.กฤษณะ กล่าวแสดงความเสียใจ เนื่องจากเป็นสิ่งที่เจ้าหน้าที่ไม่ประสงค์จะให้เกิดขึ้น

พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น. กล่าวว่า ขณะนี้สามารถเข้ายึดพื้นที่ได้ทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว โดยยืนยันว่าไม่ได้มีการใช้กระสุนยาง หรือใช้การยิงแก๊สน้ำตา เป็นเพียงการใช้สารเคมีที่ใช้ตามหลักสากลเท่านั้น

รอง ผบช.น. ชี้แจงด้วยว่า ตร. ได้จับกุมแกนนำและผู้ชุมนุมแล้วกว่า 7 ราย วานนี้

ยังไม่จบ ?

กลุ่ม เยาวชนปลดแอก โพสต์ข้อความเทางเฟซบุ๊กช่วงตี 1 ของ วันที่ 17 ต.ค. ว่า "พวกเราขอยืนยันที่จะจัดชุมนุมต่อในวันที่ 17 ตุลาคม 2563 โปรดติดตามรายละเอียดแถลงการณ์อีกครั้งในเวลาย่ำรุ่ง"