"ผีน้อย" : จากยอดดอยไทยสู่เกาหลีใต้ เมื่อสตรีชาติพันธุ์เลือกหาโอกาสใหม่ในต่างแดน

  • ชัยยศ ยงค์เจริญชัย
  • ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
(แฟ้มภาพ) สถานที่ในภาพไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับเนื้อเรื่อง

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ,

(แฟ้มภาพ) สถานที่ในภาพไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับเนื้อเรื่อง

กลุ่มสตรีชาติพันธุ์ในหลายพื้นที่ของประเทศไทยเลือกที่จะออกไปทำงานอย่างผิดกฎหมายในต่างประเทศเพียงเพราะชีวิตวิถีเดิมถูกบีบด้วยมาตรการอนุรักษ์ป่าไม้จนสร้างรายได้ไม่เท่าเดิม

จากชีวิตที่แสนจะเรียบง่ายตามวิถีชาวลีซู ชีวิตของ วัน (นามสมมุติ) ต้องพลิกผันเมื่อไร่กระเทียมที่เธอทำมาตลอดชีวิตกลับไม่สร้างรายได้ให้เธออีกต่อไป ทันทีที่หมู่บ้านที่เธออยู่ที่ อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน ถูกประกาศให้เป็นพื้นที่อุทยาน พื้นที่ที่วันเคยทำไร่หมุนเวียนก็ถูกจำกัดให้เหลือเพียงแค่แปลงเดียวที่เธอต้องใช้ทำไร่ซ้ำไปมาบนพื้นที่เดิม

"เราทำกินไม่ได้เหมือนเดิมที่บ้านของเรา เราต้องลงทุนเยอะมากทั้งค่ายา ค่าปุ๋ย ค่าจ้างคนมาช่วยปลูกช่วยเก็บ แถมยังเสี่ยงที่จะขาดทุนอีก" วันกล่าวด้วยน้ำเสียงกังวลกับบีบีซีไทย

"ปี 61 ที่บ้านเป็นหนี้เยอะมากเพราะยืมเงินคนอื่นมาทำไร่ แต่กลับขายผลผลิตได้น้อยกว่าเงินทุนที่ลงไป"

วันเครียดกับสถานการณ์มากและมองไม่เห็นทางออกว่าจะใช้หนี้ก้อนโตนี้อย่างไร จนญาติของเธอมาชักชวนให้ไปทำงานที่ประเทศเกาหลีใต้ พร้อมบอกว่าเงินดีกว่าทำไร่ทำสวนอยู่ที่บ้าน เธอไม่รอช้าและตอบตกลงในทันที เดินทางไปยังเกาหลีใต้ด้วยความตั้งใจว่าจะไปเพียงแค่ 3 เดือน แต่ถึงวันนี้ก็เป็นเวลา 3 ปีแล้วที่เธอยังไม่ได้กลับบ้าน

เรื่องราวของวันไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไรกับการลักลอบทำงานในต่างประเทศและเลือกที่จะใช้ชีวิตในรูปแบบ "ผีน้อย" เพื่อที่จะทำเงินส่งกลับมาให้ครอบครัว แต่กระแสการไปต่างประเทศและทำงานด้วยวีซ่าแบบผิดประเภทในกลุ่มสตรีชาติพันธุ์กำลังเป็นกระแสนิยมที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของพวกเธอ กำลังถูกบังคับให้เปลี่ยน ด้วยเหตุผลของการ "อนุรักษ์" ทรัพยากรธรรมชาติ ผ่านนโยบายของภาครัฐในการเปลี่ยนบ้านของกลุ่มชาติพันธุ์ให้เป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติ

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ,

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เกาหลีใต้กลายเป็นประเทศยอดนิยมที่คนไทยหลั่งไหลเข้าไปมากขึ้น ในระยะหลังก็เกิดกรณี "โดดวีซ่า" เพิ่มขึ้นอย่างมาก

"ชีวิตลำบาก อยากกลับบ้าน"

วัน ชาวลีซูอายุ 49 ปี ได้รับการชักชวนจากนายหน้าชาวอาข่าให้ไปทำงานที่เกาหลีใต้ และเธอตัดสินใจไปกับลูกพี่ลูกน้องของเธอด้วยความตั้งใจที่จะไปทำงานเพื่อเก็บเงินมาปลดหนี้ โดยงานแรกของเธอคือการทำงานที่ไร่มันสำปะหลังที่เมืองเมืองอึมซองกุน

"ทำงานหนักมาก แทบไม่มีเวลาพักเลย เจ้านายก็ดุและด่าว่าพวกเราอยู่ตลอดเวลา ทำสวนที่บ้านเราจะพักตอนไหนก็ได้ แต่ที่นี่ถ้าไม่ถึงเวลาเขาก็ไม่ให้พัก ตอนเช้าก็ตื่นตี 3 นั่งรถไป 1-2 ชั่วโมง พอไปถึงก็ต้องทำงานเลย" วันกล่าว

"เราทนทำงานได้แค่ 3 เดือน เลยบอกกับคนที่พามาให้พาย้ายงานให้หน่อย แต่คนที่พามาบอกว่าย้ายให้ได้ แต่ต้องขอค่าแท็กซี่และค่าเปลี่ยนงานอีก 500,000 วอน เงินที่ได้มาก็ไม่พออยู่แล้วจะเอาเงินที่ไหนให้"

หลังจากนั้นวันได้ติดต่อเพื่อนที่เป็นลีซูเหมือนกันให้ช่วยหางานให้ และเธอก็ได้งานใหม่เมืองชอนันเป็นงานในสวนผลไม้ พอย้ายมาอยู่ที่ทำงานใหม่ก็เจอเพื่อนที่เป็นลีซูเหมือนกัน เลยมาเช่าบ้านอยู่รวมกัน 10 คน เธอบอกกับบีบีซีไทยว่าสภาพความเป็นอยู่แย่มากและทุกคนต้อง "นอนรวมกันอย่างกับหมูกับหมา" เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย เธอยอมรับว่าชีวิตลำบากมาก

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ,

กรุงโซลในยามค่ำคืน การประกาศกฎหมายใหม่ควบคุมชั่วโมงทำงานของชาวเกาหลีใต้เพื่อทำให้ไม่ต้องทำงานหนักมาก แต่แรงงานต่างประเทศที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมายไม่ได้รับการคุ้มครองด้วย

ต่อมาเมื่อเข้าช่วงหน้าร้อน งานสวนไม่ค่อยมี เธอเลยไปฝึกนวดเพื่อที่จะทำร้านนวด แต่กลับมาป่วยเสียก่อนเลยไม่สามารถฝึกนวดต่อได้ ด้วยความที่อยู่อย่างผิดกฎหมาย เลยไม่กล้าไปหาหมอ และพูดภาษาไม่ได้ เลยให้ลูกส่งยาจากปางมะผ้ามาให้

หลังจากที่เธอหายป่วยวันก็เริ่มทำงานที่ร้านนวด โดยเธอต้องคอยรับลูกค้าแทบทั้งวันเพราะร้านเปิดตลอด 24 ชั่วโมง จากนั้นไม่นานเพื่อนของเธอ 2 คนที่พักอยู่บ้านเดียวกันก็โดนตำรวจจับส่งกลับประเทศไทย ด้วยความกลัว เธอจึงออกจากร้านนวดและกลับไปทำงานสวน

วันย้ายที่ทำงานไปเรื่อย ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้โดนตำรวจจับ ปัจจุบันนี้วันทำงานอยู่ที่โรงงานแปรรูปสาหร่ายแห่งหนึ่งในเมืองพาจู

ถึงแม้ว่าเธอจะทำงานหนักมากถึงวันละ 16 ชั่วโมง แต่วันกล่าวว่ารายได้ที่เธอได้มาสามารถปลดหนี้สินได้ และยังมีพอที่จะส่งลูกของเธอเรียนในระดับมหาวิทยาลัยได้

"คิดว่าจะกลับบ้านแล้ว เหนื่อยมาก ทำงานไม่ไหวแล้ว อยู่ที่นี่ต่อไปถึงจะได้เงินแต่ชีวิตลำบากมาก นี่ถ้าไม่ติดว่าช่วงโควิดเดินทางไม่ได้ก็ตั้งใจจะกลับบ้านไปตั้งแต่ปีที่แล้ว"

"ถ้าได้กลับไปก็จะกลับไปทำไร่เหมือนเดิม ถึงแม้ว่าจะทำได้ไม่ดีเหมือนเดิม แต่ด็เป็นอาชีพเดียวที่เราทำได้ที่บ้าน สมัยก่อนมันไม่ลำบากขนาดนี้ ตั้งแต่กรมอุทยานฯ มาประกาศพื้นที่บ้านให้เป็นพื้นที่อุทยาน พวกเราก็ไม่สามารถทำไร่ได้เหมือนเดิม จะไปทำตรงอื่นก็กลัวโดนจับ จะทำอยู่พื้นที่เดิม ๆ ดินก็ไม่ดีพอ จะซื้อปุ๋ยซื้อยามาใส่ก็ต้องไปยืมเงินคนอื่นอีก เพราะฉะนั้นเราก็จะมีปัญหาเดิม ๆ วนไปมา ท้ายที่สุดแล้วการมาทำงานต่างประเทศเป็นทางออกที่ดีที่สุดที่เราทำได้"

ไม่คุ้มค่าเหนื่อยแต่ไร้ทางเลือก

เอ ชาวไทใหญ่อายุ 46 ปี เป็นเกษตรกรปลูกข้าวโพดและเผือกหวาน ประสบกับภาวะหนี้สินเมื่อปี 2559 ทำให้เธอต้องจากบ้านที่ อ.ขุนยวม จ.เชียงใหม่ ไปยัง อ.เมือง เพื่อรับจ้างนวดแผนไทย

จากนั้นไม่นานก็ได้พูดคุยกับเพื่อนที่ร้านนวดและพบว่าเหตุที่มาทำงานในตัวเมืองเพราะต่างก็มีหนี้สินเหมือนกัน ด้วยความที่อยากจะปลดหนี้ ก็เลยเริ่มหาช่องทางปลดหนี้กัน

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ,

(แฟ้มภาพ) สถานที่ในภาพไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับเนื้อเรื่อง

ในช่วงที่เธอทำงานอยู่นั้น ได้มีไกด์ชาวเกาหลีที่พาลูกค้าคนเกาหลีมานวดที่ร้านที่เธอทำงาน เขาก็เลยชักชวนให้เอและเพื่อนไปทำร้านนวดที่เกาหลีใต้ โดยบอกว่ารายได้ดีกว่ามาก แต่เธอไม่สามารถไปเองได้ เพราะอาชีพหมอนวดเป็นอาชีพที่สงวนไว้ให้ชาวเกาหลีเท่านั้น ถ้าเป็นชาวต่างชาติต้องได้รับการแนะนำจากคนเกาหลีและไปฝากให้ทำงาน

เธอและเพื่อนจึงตัดสินใจไปเกาหลีใต้ โดยไกด์ชาวเกาหลีดังกล่าวพาพวกเธอไปที่เมืองยอซู ในจังหวัดซ็อลลาใต้ เป็นเมืองที่อยู่ตอนใต้ของประเทศ

ในช่วงแรก ๆ ที่ไปทำงานนวด งานที่เธอทำไม่หนักมาก แต่เธอต้องใช้เวลาปรับตัวกับวัฒนธรรมใหม่อย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เธอต้องปรับตัวกับทัศนคติในแง่ลบกับอาชีพที่เธอทำ เอบอกกับบีบีซีไทยว่าเธอโดนดูถูกจากคนเกาหลีหลายคนเมื่อรู้ว่าเธอทำอาชีพอะไร คนเกาหลีจะไม่พูดคุยด้วยหรือให้ความช่วยเหลือเลย แต่ถ้าโกหกไปว่าทำงานโรงงาน ท่าทีของคนเกาหลีจะเปลี่ยนไปทันทีและให้เกียรติมากขึ้น

หลักจากที่ทำงานไปได้พักหนึ่ง เอเริ่มรู้สึกได้ว่าค่าตอบแทนไม่ได้เยอะอย่างที่เธอได้รับการบอกกล่าว เธอและเพื่อนได้รับเงินเดือนเพียงแค่ 12,000-13,000 บาท กับการนวดแผนไทยเพียงอย่างเดียว ในขณะที่หญิงไทยบางคนที่ทำงานนวดแฝงการค้าประเวณีจะได้เงินเดือน 50,000 บาท แต่เอและเพื่อนไม่ต้องการทำเช่นนั้น เธอจึงได้ค่าตอบแทนไม่คุ้มเหนื่อย

"ได้เงินแค่นั้นมันไม่คุ้มเลย เราอยู่เชียงใหม่ยังจะทำเงินได้มากกว่า แต่ทำอะไรไม่ได้แล้วเพราะเถ้าแก่ออกค่าตั๋วเครื่องบินเราไปแล้ว และต้องรอให้หักเงินค่าตั๋วให้หมดก่อนแล้วเราจึงไปหางานใหม่ได้"

หลังจากที่เธอทำงานจนครบระยะเวลา 90 วันตามที่กำหนดในวีซ่าท่องเที่ยว เอได้เดินทางออกจากเกาหลีใต้เพราะเธอไม่อยากอยู่ในประเทศอย่างผิดกฎหมาย เธอและเพื่อนจึงเดินทางกลับประเทศไทยพร้อมกัน แต่ด้วยหนี้สินที่ยังมีอยู่ เธอจึงตัดสินใจไปประเทศมาเลเซียเป็นเวลา 30 วัน เพื่อไปทำงานนวดและเก็บเงินเพิ่มเติม ก่อนจะบินกลับมาไทยเมื่อครบ 30 วัน และบินกลับเข้าไปทำงานต่อที่เกาหลีใต้

ที่มาของภาพ, JUNG YEON-JE/Getty Images

คำบรรยายภาพ,

ด่านตรวจคนเข้าเมืองที่สนามบินอินชอน ด่านแรกที่คนไทยหวังจะไปทำงานในเกาหลีใต้ต้องเจอ

เอเดินทางเข้าออกเกาหลีใต้และมาเลเซียบ่อยครั้งจนเริ่มเห็นว่าเงินที่ทำได้ไม่คุ้มค่ากับแรงที่ลงไป เธอและเพื่อนอีก 2 คนจึงตัดสินใจเดินทางกลับไป จ.เชียงใหม่

เธอบอกกับบีบีซีไทยว่าคนในหมู่บ้านที่เธออยู่ออกมาทำงานนอกชุมชนกันหมด ในหมู่บ้านที่อาศัยอยู่มีประมาณ 70% ที่ออกมาทำงานข้างนอก และที่เหลืออยู่ในหมู่บ้านเป็นคนชราทั้งสิ้น

"เมื่อก่อนการทำไร่ทำนาเป็นอาชีพหลักของหมู่บ้าน แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว สมัยก่อนเราจะไปถางที่ตรงไหนก็ได้ ทำตรงไหนก็ได้ แต่ตอนนี้เราทำได้แค่แปลงเดียว และถ้าเราปลูกพื้นซ้ำ ๆ บนที่ดินเดิม ดินก็จะไม่ได้พักฟื้นและใช้งานได้ไม่ดีพอ ทำให้เราต้องซื้อปุ๋ย ซื้อยา ซื้อสารเคมีมาช่วย แต่สมัยปู่ ย่า ตา ทวด ของเราที่ทำไร่หมุนเวียนก็สามารถปลูกได้ตามธรรมชาติ เพราะคุณภาพดินดีกว่า" เออธิบาย

"การที่ภาครัฐประกาศพื้นที่ในหมู่บ้านให้เป็นป่าชุมชน ทำให้การทำการเกษตรของชาวบ้านถูกจำกัดพื้นที่และเป็นการยากที่จะทำไร่ได้มากพอที่จะเลี้ยงปากเลี้ยงท้องคนทั้งครอบครัว นี่เป็นสาเหตุให้คนที่นี่ต้องออกไปทำงานในเมืองกันหมด"

เธอเล่าว่ากรมป่าไม้มารังวัดพื้นที่ของชุมชนทั้งหมดและติดตั้งเครื่องตรวจจับเอาไว้ ถ้าชาวบ้านออกไปนอกพื้นที่ที่กำหนด ก็จะมีสัญญาณแจ้งเตือนไปที่สำนักอุทยานฯ และชาวบ้านก็จะถูกดำเนินการตามกฎหมายข้อหาบุกรุกพื้นที่ป่าซึ่งนั่นเป็นสาเหตุให้คนวัยทำงานของหมู่บ้านถูกบีบให้ออกมาหางานทำนอกพื้นที่กันหมด

ไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจและปากท้อง

วิสุทธิ์ เหล็กสมบูรณ์ นักวิชาการอิสระและผู้ประสานงานโครงการพัฒนากลไกการเข้าถึงบริการสุขภาพและเสริมสร้างสุขภาวะสตรีชาติพันธุ์ ในพื้นที่ จ.แม่ฮ่องสอน บอกกับบีบีซีไทยว่าการเคลื่อนย้ายของแรงงานในกลุ่มสตรีชาติพันธุ์มีความหลากหลายและไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นขึ้น การเดินทางของกลุ่มชาติพันธุ์เพื่อการค้าขายตามเมืองใหญ่ ๆ มีมาตลอด อย่างในพื้นที่ อ.ปางมะผ้า ก็มีประวัติการเดินทางไปค้าขายที่ อ.ปาย มาเป็นเวลานานแล้ว แล้วค่อยพัฒนาไปเป็นเมืองใหญ่อื่น ๆ เช่นใน จ.เชียงใหม่ ไปจนถึงต่างประเทศเหมือนอย่างที่เห็นในปัจจุบัน แต่การเคลื่อนย้ายของแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ก็จะมีรายละเอียดที่ไม่เหมือนกัน

วิสุทธิ์อธิบายต่อว่า โดยภาพรวมแล้วการเคลื่อนที่ของกลุ่มชาติพันธุ์จะเกาะเกี่ยวเครือข่ายที่เป็นเครือญาติหรือเพื่อนฝูง การที่ผู้หญิงชาติพันธุ์ออกจากหมู่บ้านไปทำงานในต่างประเทศก็มักจะตามเครือข่ายเพื่อนฝูงหรือเครือญาติไปเพื่อความปลอดภัยและสามารถขอความช่วยเหลือได้เมื่อจำเป็น ส่วนใหญ่จะเกิดจากการชักจูงกันไปผ่านคนรู้จัก

สาเหตุหลัก ๆ ของการเคลื่อนย้ายออกจากพื้นที่ก็คือเรื่องของปัญหาเศรษฐกิจ เช่น งานในพื้นที่ไม่เพียงพอ รายได้น้อย ผลผลิตทางการเกษตรต่ำ และประสบปัญหาด้านปัจจัยการผลิตไม่ว่าจะเป็นแหล่งน้ำหรือที่ทำกินไม่เพียงพอ

"ในส่วนของแม่ฮ่องสอนก็มีเรื่องของการที่ระบบกรรมสิทธิ์ที่ดินไปอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนหรือป่าอนุรักษ์เสียส่วนใหญ่ กรรมสิทธิ์โฉนดที่ดินไม่สามารถแปลงไปเป็นทุนหมุนเวียนอย่างอื่นได้เลย เพราะฉะนั้นการลงทุนในส่วนของภาคเกษตรก็ทำไปได้ยากเพราะติดเงื่อนไขของ (กฎหมาย) ป่าไม้ เรื่องปัจจัยการผลิตที่ต้องอาศัยแหล่งน้ำตามธรรมชาติก็ยาก" วิสุทธิ์อธิบาย

"สตรีชาติพันธุ์ส่วนใหญ่ยังอยู่ในภาคการเกษตร ค้าขาย และงานบริการ ที่อยู่ในภาคราชการหรือเอกชนก็มีแต่น้อยมาก แต่ภาพใหญ่ของสตรีชาติพันธุ์ก็คือสตรีที่เป็นชาวไร่ ชาวนา ชาวสวนบนที่สูง ซึ่งปัญหาใหญ่คือระบบกรรมสิทธิ์ที่รัฐยังไม่เปิดพื้นที่ให้ผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ให้ถูกกฎหมาย"

นักวิชาการอิสระรายนี้สรุปว่าทรัพยากรธรรมชาติที่เสื่อมโทรมลง การขาดแคลนน้ำ ประกอบกับราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำหรือไม่มีการประกันราคา ล้วนเป็นแรงผลักดันให้เกิดการเคลื่อนย้ายของกลุ่มสตรีชาติพันธุ์ไปเป็นแรงงานในภาคบริการและอุตสาหกรรมท่องเที่ยวซึ่งมีการขยายตัวสูงเนื่องจากเป็นจุดแข็งของประเทศไทย หรือไปเป็นแรงงานในภาคการเกษตรในต่างประเทศ เพราะกลุ่มสตรีชาติพันธุ์มีทักษะงานด้านการเกษตรสูงอยู่แล้ว

ที่มาของภาพ, STR/AFP/GettyImages

คำบรรยายภาพ,

นวดแผนไทยได้รับความนิยมในต่างประเทศอย่างมาก

"รูปแบบของงานในกลุ่มสตรีชาติพันธุ์มีความหลากหลายมากทั้งในส่วนของงานภาคบริการและเป็นชาวไร่ ชาวสวน ซึ่งเป็นงานที่เป็นพื้นฐานทักษะของพวกเขาที่สั่งสมมาจากหมู่บ้านอยู่แล้ว เราจะเห็นสตรีในกลุ่มนี้ตามไร่ผลไม้และผัก อีกทั้งยังภาคอุตสาหกรรมเย็บปักถักร้อย จักสาน หรืองานในกลุ่มการบริบาร การดูแลผู้คน" วิสุทธิ์กล่าว

วัฒนธรรมดั้งเดิมของชุมชนเป็นอีกแรงผลักดันหนึ่งที่ทำให้หญิงชนเผ่าตัดสินใจออกจากชุมชนมาแสวงหาอนาคตที่ดีกว่า

"มันไม่มีพื้นที่ให้ผู้หญิงชาติพันธุ์ได้ออกมาแสดงตัวตนหรือแสดงเสรีภาพได้มากมาย ผู้หญิงก็เลยมีความคิดที่ว่าอยากจะลุกขึ้นมาแสดงตัวตนบ้าง อยากใช้ชีวิตของตัวเองบ้าง ก็เลยต้องไปแปลงตัวเองอยู่ในพื้นที่อื่นที่ไม่ใช่บ้านตัวเอง การเคลื่อนย้ายเข้าสู่เมืองไม่ใช่แค่เรื่องของเศรษฐกิจหรือปากท้องอย่างเดียว แต่มันถูกสวมทับไปด้วยเรื่องของอัตลักษณ์ที่พวกเขาต้องการแสดงตัวตน"

"มีงานวิจัยหนึ่งของสถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องของการเคลื่อนย้ายแรงงานใหกลุ่มชาวชาติพันธุ์ พบว่าในระยะแรกเป็นเรื่องของความอดอยากและขาดแคลน แต่พักหลังในเขตพื้นที่สูงก็มีความเจริญเข้าไปมาก แต่ยังมีการอพยพอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ว่ามนุษย์มีความต้องการมากกว่าเรื่องของปากท้อง แต่ยังมีความต้องการความหมายในการมีชีวิตอยู่ด้วย หลาย ๆ คนอยากให้สังคมรู้ว่าตัวเองมีศักยภาพ ซึ่งก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ผลักดันให้ผู้หญิงวัยทำงานออกมาทำงานนอกพื้นที่" วิสุทธิ์กล่าว