ชุมนุม 20 มีนา: ตร. อ้างความรุนแรงเกิดจากผู้ชุมนุมเป็นหลัก ยืนยันว่าใช้มาตรการที่ "ได้รับการยอมรับในระดับสากล"

ตำรวจกระชับพื้นที่บริเวณสนามหลวง

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ,

ตำรวจกระชับพื้นที่บริเวณสนามหลวง และทยอยจับกุมผู้ชุมนุมที่ไม่ยอมกลับบ้าน

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเผยควบคุมตัวผู้ร่วมชุมนุมทางการเมืองนำโดยกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "รีเด็ม" REDEM ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวร่วมของกลุ่มราษฎร จำนวน 20 คน พร้อมดำเนินคดีอย่างน้อย 4 ข้อหา ในขณะเดียวกันเล็งดำเนินคดีม. 112 ต่อผู้ชุมนุมอีกบางส่วน

พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น. แถลงในวันนี้ (21 มี.ค.) โดยยืนยันว่าการควบคุมฝูงชนของเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปฏิบัติงานตาม 3 หลักการที่เป็นไปตามกฎหมายและได้รับการยอมรับในระดับสากล ซึ่งประกอบด้วย

หลักการประการที่หนึ่ง ในการชุมนุมในห้วงเวลานี้ยังเป็นความผิดทางกฎหมายอยู่โดยเฉพาะกฎหมายสองเรื่องคือ พ.ร.ก. บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน กับ พ.ร.บ. ควบคุมโรคติดต่อ โดยสองเรื่องนี้ยังคงต้องเดินหน้าที่จะดำเนินการสถานการณ์ในประเทศในเรื่องลดการติดเชื้อของโรคติดต่อ

หลักการประการที่สอง คือ เจ้าหน้าที่ยังจำเป็นต้องใช้เครื่องกีดขวางในบางพื้นที่การชุนนุมเนื่องจาก ความกังวลว่าจะกระทบกับสถานที่สำคัญของทางราชการและไม่ต้องการให้กลุ่มผู้ชุมนุมกระทำความผิดกฎหมายไปมากกว่านี้

"การระงับยับยั้งไว้ในระดับหนึ่งยังดีกว่า ที่จะเกิดความเสียหายทั้งกับตัวผู้ชุมนุมเองและสถานที่ราชการสำคัญ" พล.ต.ท.ภัคพงศ์กล่าวเสริม

หลักการประการที่สาม คือ การระงับยังยั้งผู้ชุมนุมไม่ให้ไปทำร้ายทำลายสถานที่สำคัญ ๆ ทำรายสิ่งกีดขวาง จึงมีมาตรการระงับยับยั้งที่เป็นมาตรการตามกฎหมายและเป็นมาตรการที่ "ได้รับการยอมรับในระดับสากล" โดยหลักการสำคัญคือต้องไม่เป็นอันตรายกับชีวิตของผู้ชุมนุม และพยายามดูแลสถานการณ์ให้เกิดความสงบ ไม่ให้เกิดความรุนแรงที่สุด และมีการแจ้งเตือนทุกระยะ

ตร.อ้างความรุนแรงเกิดขึ้นจากกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นหลัก

พล.ต.ต.ปิยะ ต๊ะวิชัย รอง ผบช.น. และโฆษก บช.น. กล่าวถึงเหตุการณ์การควบคุมสถานการณ์การชุมนุมในเวลาค่ำวานนี้ (20 มี.ค.) ว่า ภายหลังจากเจ้าหน้าที่ได้ประกาศแจ้งเตือนผู้ชุมนุมบริเวณข้าง ๆ สนามหลวงบริเวณอนุสาวรีย์แม่ธรณีบีบมวยผมว่าการชุมนุมเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย แต่กลุ่มผู้ชุมนุมกลับใช้ความพยายามในการผลักดันเจ้าเจ้าหน้าที่ออกจากบริเวณดังกล่าวด้วยการโห่ไล่และรุมทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ จนทำให้ต้องถอยร่นออกมาในที่ปลอดภัย

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ,

ตำรวจเริ่มยิงน้ำผสมสารเคมีใส่ฝูงชนหลังแนวคอนเทนเนอร์

"เวลา 18.00 น. กลุ่มผู้ชุมนุมได้ทำการรื้อสิ่งกีดขวางบริเวณสนามหลวงแนวที่หนึ่งออกจากบริเวณที่เจ้าหน้าที่ได้ตั้งเตือนไว้ ต่อมาในเวลา 18.30 น. กลุ่มผู้ชุมนุมได้พยายามเคลื่อนย้ายแนวสิ่งกีดขวางหรือตู้คอนเทนเนอร์ ขณะเดียวกันมีกลุ่มผู้ชุมนุมอีกกลุ่มหนึ่งได้ใช้สิ่งของต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ท่อนเหล็ก ท่อนไม้ หนังสติ๊ก ลูกแก้ว ลูกเหล็ก ตลอดจนระเบิดบางชนิดโยนใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ บางส่วนมีลักษณะเป็นวัสดุติดไฟได้ง่ายโยนใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ" โฆษก บช.น. อธิบาย

นอกจากนี้ยังปรากฏว่า มีกลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนได้ทำอันตรายได้ทุบทำลายสิ่งของราชการ เช่น กล้องวงจรปิด ม้านั่ง และแผงเหล็ก และนำสิ่งของดังกล่าวมาทำร้ายตำรวจที่ประจำการในจุดนั้น แต่กลุ่มผู้ชุมนุมยังใช้ความพยายามจะเข้ามายังจุดที่หวงห้ามโดยมีลักษณะที่เป็นอันตรายมีความเสี่ยงต่อการเกิดเพลิงไหม้ในบริเวณสถานที่ราชการสำคัญ ดังนั้น เจ้าหน้าที่จึงมีความจำเป็นต้องใช้การฉีดน้ำเพื่อเตือนผู้ชุมนุม

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

ต่อมาในเวลา 19.20 น. ผู้ชุมนุมพยายามบุกเข้าไปในสถานที่เจ้าหน้าที่รักษาการอยู่ เจ้าหน้าที่จึงได้เคลื่อนชุดควบคุมฝูงชนมาดำเนินการแก้ไขปัญหาและจากนั้นได้มีความพยายามพลักดันกลุ่มผู้ชุมนุมออกไปจากบริเวณท้องสนามหลวงจนกระทั่งเวลา 20.50 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถควบคุมสถานที่ดังกล่าวไว้ได้ แต่ผู้ชุมนุมได้กระจายตัวไป 2 จุดหลัก ๆ คือ สะพานสมเด็จพระปิ่่นเกล้า และอีกจุดรอบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แยกคอกวัว และพื้นที่โดยรอบ

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ,

ช่วงที่เกิดการเผชิญหน้าระหว่างตำรวจกับผู้ชุมนุม มีการนำกระถางต้นไม้พลาสติกมาจุดไฟเผา

จากนั้นเวลา 21.40 น. ได้มีการจุดเพลิงในพื้นที่ต่าง ๆ โดยรอบพื้นที่ที่มีกลุ่มผู้ชุมนุมปักหลักอยู่เช่น ถนนราชดำเนิน บริเวณด้านหน้ากองฉลากฯ บริเวณสนามหลวง ด้านหลังของโรงแรมรัตนโกสินทร์ และบริเวณเชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า มีการทุบทำลายทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีการเผาทำลายรถตำรวจหลายคันและทรัพย์สินของประชาชน จนกระทั้งเวลา 00.30 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ตามปกติ

รวมผู้ถูกจับกุมควบคุมตัว 20 คน เตรียมดำเนินคดีม. 112 ต่อผู้ชุมนุมเพิ่ม

พล.ต.ต.ปิยะ ระบุอีกว่า ภายหลังการควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว มีการจัดกับกุมและควบคุมตัวผู้ชุมนุมได้ทั้งหมด 20 คน ซึ่งถูกควบคุมตัวที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 (ตชด. ภาค 1) จ.ปทุมธานี โดยได้นำส่งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดี ในข้อหาหลัก ๆ ได้แก่

1. ร่วมกันชุมนุมโดยผิดกฏหมายตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉิน มาตรา 9 ประกอบกับประกาศของหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ฉุกเฉินทางด้านความมั่นคง ฉบับที่ 5 ลงวันที่ 5 มี.ค.

2. มั่วสุมในลักษณะที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของเชื้อโรค เป็นความผิดตาม พ.ร.บ. ควบคุมโรคติดต่อ

3. สมคบกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ก่อความไม่สงบวุ่นวายของบ้านเมือง โดยใช้อาวุธและกำลังประทุษร้าย เป็นความผิดตามมาตรา 215 วรรค 1 และ วรรค 2

4. การกระทำผิดด้วยการทำร้ายเจ้าหน้าที่ มีการร่วมกันต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน มีการสมคบกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปต่อสู้ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานและทำร้ายพนักงานโดยใช้อาวุธ ซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายมาตรา138 และมาตรา 140

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ,

พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวว่ามีผู้กระทำผิดบางส่วนมีปรากฏตามภาพถ่ายและสื่อมวลชน ที่ได้กระทำโดยกระทบจิตใจของคนไทยโดยรวม มีการกระทำผิดตามประมวลอาญา มาตรา 112 อย่างจงใจ

นอกจากนี้ ยังมีผู้กระทำผิดบางส่วนมีปรากฏตามภาพถ่ายและสื่อมวลชน ที่ได้กระทำโดยกระทบจิตใจของคนไทยโดยรวม มีการกระทำผิดตามประมวลอาญา มาตรา 112 อย่างจงใจ ซึ่งในส่วนนี้พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่จำต้องดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดทั้งหมดโดยเคร่งครัดตามกฎหมายต่อไป

ส่วนตำรวจได้รับบาดเจ็บมีทั้งหมด 9 นาย โดยมีอาการสาหัส 1 นาย พักรักษาตัวในโรงพยาบาลตำรวจ

มาตรฐานสากลในการควบคุมฝูงชนหากต้องใช้กระสุนยางทำอย่างไร

ประเด็นการสลายชุมนุมด้วยการใช้กระสุนยางยังเป็นที่ถกเถียงในสังคม โดยเฉพาะระยะหลังที่การชุมนุมของประชาชน กลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "รีเด็ม" (REDEM) ซึ่งเป็นแนวร่วมของกลุ่มราษฎร ซึ่งส่วนใหญ่จะลงเอยด้วยการสลายการชุมนุม และมีผู้บาดเจ็บจำนวนหนึ่ง

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ,

ตำรวจใช้กระสุนอย่างอย่างเต็มรูปแบบในการจัดการกับผู้ชุมนุมในวันที่ 20 มี.ค.

โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ ไอลอว์ ได้เผยแพร่แนวปฏิบัติด้านสิทธิมนุยชนของสหประชาชาติว่าด้วยการใช้อาวุธที่มีความร้ายแรงต่ำในการบังคับใช้กฎหมาย (United Nations Human Rights Guidance on Less-Lethal Weapons in Law Enforcement) ของ OHCHR ซึ่งกำหนดวิธีการใช้กระสุนยางไว้ว่า

สถานการณ์ที่อาจนำกระสุนยางมาใช้ได้โดยชอบด้วยกฎหมายเป็นอย่างไร

กระสุนยางควรถูกใช้ในการยิงที่เล็งไปที่ช่วงท้องส่วนล่าง หรือ ขา ของบุคคลที่ใช้ความรุนแรงเท่านั้น และเฉพาะในกรณีที่เล็งเห็นว่ากำลังจะเกิดอันตรายต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือสาธารณชน

อะไรคือความเสี่ยงเป็นพิเศษ หากต้องใช้กระสุนยาง

การเล็งไปที่หน้าหรือหัว อาจส่งผลให้กระโหลกศีรษะแตกและสมองบาดเจ็บ เกิดอันตรายต่อดวงตา รวมไปถึงอาจก่อให้เกิดอาการตาบอดถาวร หรืออาจเสียชีวิตได้ การยิงกระสุนยางจากทางอากาศหรือที่สูง เช่น ระหว่างการชุมนุม มีแนวโน้มจะเพิ่มความเสี่ยงที่จะยิงโดนศีรษะของผู้ชุมนุม การยิงไปที่ลำตัวผู้ชุมนุมอาจก่อให้เกิดอันตรายต่ออวัยวะสำคัญ และอาจทะลุลำตัวผู้โดนยิง โดยเฉพาะเมื่อยิงในระยะใกล้ ขนาดของลำกล้องและความเร็วของวิถีการยิง รวมไปถึงส่วนประกอบอื่น ล้วนส่งผลต่อการก่อให้เกิดอาการบาดเจ็บและความรุนแรงของการบาดเจ็บนั้นทั้งสิ้น

การใช้กระสุนยางที่จะเป็นไปตามหลักสากล ต้องเป็นการยิงจากกระสุนที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 10 เซนติเมตรและยิงตรงไปยังเป้าเท่านั้น การยิงกระสุนลงพื้นอาจสร้างให้เกิดความเสียหายที่ไม่อาจยอมรับได้เนื่องจากความไม่แม่นยำของวิถีกระสุน

สถานการณ์ที่การนำกระสุนยางมาใช้อาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นอย่างไร

  • กระสุนยางไม่ควรใช้ยิงในโหมดอัตโนมัติ
  • การยิงทีละหลายๆ นัด ในคราวเดียวกันนั้นโดยทั่วไปไม่มีความแม่นยำ การยิงเช่นนั้นยังขัดต่อหลักความจำเป็นและได้สัดส่วน กระสุนโลหะ เช่น ที่ยิงจากปืนสั้น (shotguns) ไม่ควรนำมาใช้
  • กระสุนควรมีการนำไปทดสอบและได้รับการอนุมัติให้ใช้ เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีความแม่นยำเพียงพอที่จะใช้ยิงไปในบริเวณที่ปลอดภัยต่อเป้าหมายที่มีขนาดเท่ามนุษย์ ในระยะที่กำหนด และโดยไม่ใช้รุนแรงเกินควร ซึ่งอาจก่อให้เกิดการบาดเจ็บ
  • การใช้กระสุนยางไม่ควรเล็งไปที่หัว หน้าหรือคอ กระสุนโลหะหุ้มยางเป็นอันตราย ไม่ควรนำมาใช้

สรุปผู้ถูกจับกุมในเหตุการณ์ ม็อบ 20 มี.ค.

ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานสรุปจำนวนผู้ถูกจับกุมในเหตุการณ์ชุมนุม 20 มี.ค. ที่ผ่านมา โดยกลุ่มรีเด็ม มีจำนวนทั้งหมด 32 คน แบ่งเป็น

  • กลุ่มแรกรวม 30 คน ถูกควบคุมตัวไปที่ ตชด. ภาค 1 ประกอบด้วย ชุดที่ถูกจับระหว่างสลายชุมนุม 20 คน ในจำนวนนี้มีเยาวชน 4 คน และ ถูกส่งโรงพยาบาลตำรวจ 1 คน และชุดผู้ขับรถจักรยานยนต์ที่ถูกจับกุมจากสะพานผ่านฟ้า 10 คน ตำรวจสั่งปรับเรื่องการก่อความเดือดร้อนรำคาญ แล้วรอปล่อยตัว ในจำนวนนี้มีเยาวชน 3 คน
  • กลุ่มที่สอง 2 คน ถูกจับกุมไปที่สน. ชนะสงคราม 2 คน ได้แก่ คนขับรถเมล์และกระเป๋ารถเมล์สาย 59 โดยทั้งสองคนถูกเปรียบเทียบปรับฐานขับรถโดยประมาท-น่าหวาดเสียว เป็นเงิน 1,000 บาท ก่อนปล่อยตัวไป

ส่วนยอดผู้ได้รับบาดเจ็บเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยศูนย์เอราวัณ ระบุว่าได้นำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลรวม 32 ราย เป็นเจ้าหน้าที่ 12 นาย ประชาชน 20 ราย โดยนำส่งไปยัง โรงพยาบาลกลาง 11 ราย โรงพยาบาลวชิรพยาบาล 7 ราย โรงพยาบาลศิริราช 2 ราย โรงพยาบาลตำรวจ 11 ราย และโรงพยาบาลเลิดสิน 1 ราย