โควิด-19: ครบ 1 ปีประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน คุมโรคระบาดหรือจำกัดการชุมนุมทางการเมือง

นักศึกษาปราศรัยหน้าพระบรมฉายาลักษณ์

ที่มาของภาพ, Reuters

คำบรรยายภาพ,

นักศึกษาและนักกิจกรรมจำนวนมากถูกดำเนินคดีข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉินจากการชุมนุมทางการเมืองในปี 2563-2564 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่มีการระบาดของโควิด-19

วันนี้ (26 มี.ค.) เป็นวันที่ "ทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักร" อยู่ภายใต้การบังคับใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินมาครบ 1 ปีเต็ม หากไม่นับบางพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่อยู่ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินมานานกว่านี้มาก

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงนามในประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อควบคุมการระบาดของโควิด-19 เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2563 มีผลบังคับใช้ทั่วประเทศตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค. 2563 ซึ่งในขณะนั้นประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่สะสมประมาณ 1,000 คน นับจากวันแรกที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ยืนยันการพบผู้ติดเชื้อรายแรกในประเทศไทยเมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2563

ข้อความตอนหนึ่งในประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินระบุว่า

"โดยที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด-19 ซึ่งเป็นโรคที่ติดต่อได้ง่ายและเป็นอันตรายอย่างมากต่อชีวิตของผู้ได้รับเชื้อ ประกอบกับในขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรค ทั้งยังไม่มียารักษาโรคโดยตรงจึงมีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจากโรคดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากทั่วโลก...

"การระบาดของโรคดังกล่าวเป็นสถานการณ์อันกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชนซึ่งต้องใช้มาตรการเข้มงวดและเร่งด่วนเพื่อควบคุมมิให้โรคแพร่ระบาดออกไปในวงกว้าง ประกอบกับมีการกักตุนสินค้า จำเป็นต่อการเฝ้าระวังและควบคุมติดตามการระบาด การป้องกัน และการรักษาโรค ตลอดจนการกักตุนเครื่องอุปโภคบริโภคและสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวันของประชาชน ซึ่งต้องป้องกัน มิให้เกิดภาวะขาดแคลนอันจะเป็นการซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชน"

ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฉบับนี้มีผลบังคับใช้ถึงวันที่ 30 เม.ย. 2563 หรือเพียง 1 เดือน แต่ผ่านไป 1 ปี ทุกเขตท้องที่ทั่วราชอาณาจักรก็ยังอยู่ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินและข้อกำหนดต่าง ๆ ที่ออกภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้ให้ขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั้งหมด 11 ครั้ง ครั้งล่าสุด ครม. มีมติเมื่อวันที่ 23 มี.ค. ให้ขยายสถานการณ์ฉุกเฉินไปอีกรวดเดียว 2 เดือน คือ 1 เม.ย-31 พ.ค.

ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินอาจมีเพียงข้อความกว้าง ๆ ที่ไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่หรือการใช้ชีวิตของประชาชน แต่สิ่งที่ส่งผลต่อชีวิตผู้คนจริง ๆ ก็คือ ประกาศ คำสั่งและข้อกำหนดที่ออกตามความในมาตรา 9 แห่ง พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งระบุถึงสิ่งที่ "ห้ามทำ" และ "ต้องทำ" มากมาย เช่น ห้ามเข้าพื้นที่เสี่ยง การปิดสถานที่เสี่ยงต่อการติดต่อโรค การปิดช่องทางการเข้ามาในราชอาณาจักร ห้ามกักตุนสินค้า ยา เวชภัณฑ์ และห้ามชุมนุม เป็นต้น

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ,

ตำรวจตั้งด่านในวันแรกของการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อ 26 มี.ค. 2563

ประกาศ คำสั่ง ข้อกำหนดเหล่านี้มีมากมายหลายฉบับ และออกโดยหลายหน่วยงาน

หนึ่งในประกาศที่ออกมาเมื่อเร็ว ๆ นี้คือ "ประกาศหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในส่วนที่เกี่ยวกับความมั่นคง เรื่อง ห้ามการชุมนุม การทำกิจกรรม การมั่วสุม ที่ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019" ลงนามโดย พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเมื่อวันที่ 5 มี.ค. มีใจความสำคัญคือ "ห้ามมิให้มีการชุมนุม หรือการทำกิจกรรมที่มีการรวมคนที่มีความแออัด ในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาดและอาจเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคโควิด-19 ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ สมุทรสงคราม นนทบุรี นครปฐม และปทุมธานี เว้นแต่เป็นการดำเนินการโดยพนักงานเจ้าหน้าที่หรือได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่"

ประกาศ คำสั่งหรือข้อกำหนดเหล่านี้ระบุชัดว่าหากผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติ "ต้องรับโทษตามมาตรา 18 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกิน สี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

คำบรรยายภาพ,

"วันนี้ผมก็ขออำนาจ ครม. เพื่อประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เพราะขณะนี้สถานการณ์มีความจำเป็น" พล.อ.ประยุทธ์กล่าวกลางวงประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อ 24 มี.ค. 2563

การระบาดของโควิด-19 ในประเทศไทยที่ดำเนินไปพร้อม ๆ กับการชุมนุมทางการเมืองของเยาวชน นักศึกษาและประชาชนตั้งแต่ต้นปี 2563 จนถึงปัจจุบัน ทำให้มีคนจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นผู้ชุมนุมและนักกิจกรรมถูกดำเนินคดีจากฝ่าฝืน พ.ร.ก. ฉุกเฉินทั่วประเทศ

เมื่อสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลง จำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่ลดลง ประกอบกับการเริ่มมีการฉีดวัคซีนในหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งในไทย จึงมีหลายฝ่ายตั้งคำถามว่า การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินยังจำเป็นอยู่หรือไม่ และมีไว้เพื่อควบคุมโรคระบาดหรือเพื่อป้องกันไม่ให้มีการชุมนุมทางการเมืองกันแน่

1 ปีผ่านไป การใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเพื่อควบคุมโควิด-19 ควรจะไปต่อหรือพอแค่นี้ นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. และพูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายความสิทธิมนุษยชน ตอบคำถามนี้ว่าอย่างไร

พอแค่นี้

พูนสุข พูนสุขเจริญ ทนายความประจำศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ไม่เห็นด้วยกับการนำ พ.ร.ก.ฉุกเฉินมาใช้ในการควบคุมโรคระบาด เนื่องจากกฎหมายนี้ "ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อควบคุมโรค" และมีผลต่อการจำกัดเสรีภาพของประชาชน เธอเรียกร้องให้ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินมาตลอดในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

เธอหยิบยกเหตุผล 3 ประการมาสนับสนุนการยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉิน

  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อควบคุมโรค

"รัฐบาลอ้างว่าใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเพื่อควบคุมโรคระบาดโควิด แต่ในการบังคับใช้มันมีผลถึงการใช้เสรีภาพในการแสดงออก รวมถึงเสรีภาพในการชุมนุมด้วย...คำถามก็คือ พ.ร.ก.ฉุกเฉินมันเป็นเครื่องมือที่จำเป็นหรือเปล่าในการควบคุมโรค หรือใช้เพื่อควบคุมเสรีภาพในการแสดงออก" ทนายพูนสุขเปิดประเด็นกับบีบีซีไทย

ในความเห็นของเธอ "การใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินมันอาจจะไม่สมเหตุสมผลตั้งแต่แรกแล้ว" แม้ในช่วงเริ่มต้นของการระบาด รวมถึงการที่รัฐบาลใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินประกาศห้ามการออกนอกเคหสถานหรือเคอร์ฟิวในช่วงแรก เพราะช่วงกลางคืนเป็นช่วงที่คนอยู่บ้านกันอยู่แล้ว การประกาศเคอร์ฟิวจึงอาจจะไม่ได้ส่งผลต่อการควบคุมการระบาดมากนัก

เธอเสนอว่ารัฐบาลควรใช้ พ.ร.บ.โรคติดต่อ ซึ่งมีเจตนารมณ์และถูกออกแบบมาเพื่อควบคุมโรคระบาดอย่างแท้จริง โดยสำรวจสถานการณ์การระบาดในปัจจุบันว่าเจ้าหน้าที่ยังมีความจำเป็นที่จะใช้อำนาจอะไรในทางกฎหมายเพื่อที่จะควบคุมโรคอยู่บ้าง แล้วให้ใช้อำนาจนั้นตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ

"ถ้า พ.ร.บ.โรคติดต่อมีช่องว่าง มีปัญหาหรือไม่ครอบคลุมพอ รัฐก็ควรจะแก้ไข ไม่ควรจะใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อเนื่องปีเป็นที่สองปีที่สาม ทั้ง ๆ ที่เขาฉีดวัคซีนกันหมดทั่วโลกแล้ว"

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ,

เจ้าหน้าที่แสดงขวดบรรจุวัคซีนโควิด-19 ของ บ.แอสตร้าเซนเนก้าที่เตรียมไว้สำหรับฉีดให้ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรัฐมนตรีที่สถาบันบำราศนราดูร เมื่อวันที่ 12 มี.ค. แต่ต้องเลื่อนการฉีดออกไปเพื่อความปลอดภัยเพราะมีรายงานผลข้างเคียงในบางประเทศในยุโรป

  • ความสับสนในการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ความซ้ำซ้อนของการบังคับใช้กฎหมายการออกข้อกำหนดแบบเหวี่ยงแหจนทำให้เกิดความสับสนของเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทนายความสิทธิมนุษยชนเห็นว่าเป็นปัญหาของการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินตลอด 1 ปีที่ผ่านมา

ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือมีผู้ชุมนุมทางการเมืองถูกดำเนินคดีทั้งตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ ทั้งที่มาตรา 3 (6) ของ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะบัญญัติไว้ว่า กฎหมายนี้ไม่บังคับใช้แก่การชุมนุมในระหว่างเวลาที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ประกาศกฎอัยการศึก และการชุมนุมในช่วงที่มีการเลือกตั้ง และให้ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการนั้นแทน

"กลายเป็นว่าตลอดทั้งปีมีคดี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน บวกคดี พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะ เราเห็นการบังคับใช้ที่มันมีปัญหา โดยเฉพาะในช่วงปลายปี 2563 จนถึงปัจจุบันที่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นกับคนที่ออกมาใช้เสรีภาพในการชุมนุม" ทนายพูนสุขกล่าว

นอกจากนี้ระหว่างวันที่ 15-22 ต.ค. 2563 รัฐบาลยังได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงอันเนื่องมาจากการชุมนุมของกลุ่มราษฎรที่เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 14 ต.ค. จนมีการสลายการชุมนุมที่แยกปทุมวันเมื่อ 16 ต.ค.

"เป็นประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินซ้อนกัน 2 ฉบับกันในพื้นที่กรุงเทพฯ แต่เราก็พบว่ามีบางคดีในช่วงนั้นที่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังแจ้งข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะกับผู้ต้องหาอยู่เลย ถือว่าเป็นการบังคับใช้กฎหมายที่มีความสับสน ระหว่าง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กับ พ.ร.บ.ชุมนุมสาธารณะเพื่อควบคุมการแสดงออกของประชาชน"

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ,

กระสุนยางถูกนำมาใช้ในการควบคุมฝูงชนเมื่อวันที่ 20 มี.ค.

  • พ.ร.ก.ฉุกเฉินยกเว้นการรับผิดของเจ้าหน้าที่

ทนายพูนสุขให้ข้อมูลที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐได้รับการยกเว้นความรับผิดในการปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน นอกจากนี้กฎหมายฉบับนี้ยังยกเว้นเขตอำนาจของศาลปกครองด้วย นั่นหมายความว่าประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่หรือคำสั่งทางปกครองไม่สามารถฟ้องร้องเอาผิดได้

"พ.ร.ก.ฉุกเฉินยกเว้นการกระทำความผิดของเจ้าหน้าที่ไว้ เพราะฉะนั้นถ้าเจ้าหน้าที่ใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็จะได้รับการยกเว้นรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญาและทางวินัย...นอกจากนี้ยังยกเว้นเขตอำนาจของศาลปกครองด้วย ดังนั้นกรณีการสลายการชุมนุม ซึ่งถือเป็นการใช้อำนาจทางปกครอง ศาลปกครองก็ไม่สามารถตรวจสอบได้"

เธอเสนอให้รัฐบาลเลือกใช้มาตรการควบคุมโรคที่เหมาะสมกับสถานการณ์การระบาดที่เริ่มทรงตัว และย้ำว่า "ถ้าไม่มีความจำเป็นที่จะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแล้วก็ควรจะยกเลิกไป"

ใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อหรือไม่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์

นพ. ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. สรุปผลการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาว่า "คุม (โควิด-19) ได้จริง ๆ" พร้อมกับยืนยันว่าเจตนารมณ์ของการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและการบังคับใช้กฎหมายของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเป็นไป "เพื่อการควบคุมโรคและป้องกันโรคเท่านั้น"

โฆษก ศบค. ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นต่อข้อกล่าวหาว่าการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินมีเจตนาแฝงเพื่อควบคุมการชุมนุมทางการเมือง โดยบอกเพียงว่าเจ้าหน้าที่ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่าใช้กฎหมายนี้เพื่อการควบคุมโรคระบาดอย่างแท้จริง เห็นได้จากการได้รับความร่วมมือจากประชาชนจำนวนมากที่ปฏิบัติตามข้อกำหนดต่าง ๆ ที่ออกภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

"เจตนาของการบังคับใช้กฎหมายนี้ ก็เพื่อให้คนติดโรคให้น้อยที่สุด ซึ่งเราก็เห็นภาพอย่างนั้นเกิดขึ้น" นพ.ทวีศิลป์กล่าวกับบีบีซีไทย

ที่มาของภาพ, ทำเนียบรัฐบาล

คำบรรยายภาพ,

นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. ยืนยันว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินควบคุมโควิด-19 ได้จริง

เขาอธิบายว่าก่อนหน้าที่จะมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน รัฐบาลและ สธ. ได้ใช้ พ.ร.บ.โรคติดต่อในการรับมือกับสถานการณ์แล้ว แต่สุดท้ายก็เห็นว่าไม่เพียงพอและมีข้อจำกัดบางประการ เช่น พ.ร.บ.โรคติดต่อที่ระบุว่าการกักตัวบุคคลจะทำได้ก็ต่อเมื่อเป็นผู้ป่วยแล้วเท่านั้น

"มาตรการกักตัวคนปกติที่เดินทางมาจากต่างประเทศไม่สามารถทำได้ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ แต่พอบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็สามารถบูรณาการกฎหมายกว่า 10 ฉบับมาอยู่ด้วยกัน ก็เป็นความเข้มแข็งของกฎหมายที่จะทำได้ การบูรณาการหน่วยงานต่าง ๆ และกฎหมายอื่น ๆ เข้าด้วยกันคือความสำคัญของการนำ พ.ร.ก.ฉุกเฉินมาใช้จนประสบความสำเร็จในการควบคุมป้องกันโรคในระยะแรก" นพ.ทวีศิลป์ระบุ

เขากล่าวเพิ่มเติมว่าเมื่อ สธ. เห็นของจำกัดของ พ.ร.บ.โรคติดต่อแล้วก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ และเริ่มต้นจัดทำร่างแก้ไขกฎหมายฉบับนี้แล้วเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการรับมือกับโรคติดต่อมากขึ้นในอนาคต

"เข้าใจว่าเร็ว ๆ นี้จะประกาศ (ร่างแก้ไข พ.ร.บ.โรคติดต่อ) ออกมา ซึ่งเป็นร่างที่ปรับปรุงโดยใช้บทเรียนจากโควิด-19 จากนั้นจึงนำเสนอ ครม. พิจารณา เพื่อส่งต่อไปยังสภาฯ" นพ.ทวีศิลป์กล่าว

นพ.ทวีศิลป์ยังตอบไม่ได้ว่าสถานการณ์ฉุกเฉินจะอยู่ไปอีกนานแค่ไหน

"เบื้องต้นก็ถึงสิ้นเดือน พ.ค. ก็คงต้องดูเป็นช็อต ๆ ไป ที่ผ่านมารัฐบาลขยายระยะเวลาทีละ 1 เดือน แต่คราวนี้ขยายต่ออีก 2 เดือนเพราะเชื่อมต่อกับช่วงเทศกาลสงกรานต์"

เขาบอกว่าเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาขยายในวันที่ 31 พ.ค. ถ้าการติดเชื้อน้อยลง โอกาสที่จะต่ออายุไปยาว ๆ ก็คงน้อยลง แต่การจะพยากรณ์ไปถึงตรงนั้นก็ต้องดูสถานการณ์การระบาดในช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์เดือน เม.ย. ก่อนเพราะหากประชาชนเดินทางกันมาก รวมกลุ่มกันมากก็อาจจะมีการติดเชื้อเพิ่มขึ้นได้

"ทุกอย่างต้องดูสถานการณ์ เหมือนในต่างประเทศ ที่บอกว่ามีวัคซีนมา ตอนแรกทุกคนก็รู้สึกดีใจ แต่ตอนนี้ปรากฏว่าถึงแม้วัคซีนมาแต่ตัวเลขของบางประเทศก็ยังพุ่งอยู่ บางประเทศต้องปิดประเทศเพราะฉะนั้นมันไม่สามารถคาดเดายาว ๆ ได้" นพ.ทวีศิลป์กล่าว