คนเดือนตุลาเปิดตัวกลุ่ม "OCTDEM" ถอดบทเรียน 6 ตุลา เรียกร้องปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังในคดีการเมือง

Press con

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

กลุ่มอดีตคนเดือนตุลาในนาม "กลุ่มคนเดือนตุลาเพื่อประชาธิปไตย" (Octoberists for Democracy-OCTDEM) เรียกร้องให้ศาลฎีกาอำนวยความยุติธรรมต่อกลุ่มผู้เรียกร้องประชาธิปไตย ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นอิสระโดยปราศจากการแทรกแซง และอนุญาตให้ผู้ที่ถูกจับกุมคุมขังในคดีการเมืองได้รับการประกันตัว

กลุ่ม OCTDEM ซึ่งเปิดตัวในวันนี้ (2 เม.ย.) ที่ลานประติมากรรมประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เป็นการรวมตัวของนักการเมือง นักกิจกรรมและนักวิชาการที่เรียกตัวเองว่า "คนเดือนตุลา" ซึ่งผ่านเหตุการณ์ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยในเดือนตุลาคม 2516 และ 2519 เช่น นายเกรียงกมล เลาหไพโรจน์ นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายธเนศ อาภรณ์สุวรรณ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช นายสมศักดิ์ ปริศนานันนทกุล นพ.สุรพงษ์ สืบวงษ์ลี และ ศ.พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)

หลังการเปิดตัว สมาชิกของกลุ่มได้ร่วมกันเดินไปที่ศาลฎีกาเพื่อยื่นต่อประธานศาลฎีกาเรียกร้องให้สถาบันตุลาการยึดมั่นในหลักนิติธรรมนิติรัฐอันเป็นสากล และเคารพในสิทธิการประกันตัวผู้ต้องหาและจำเลยในคดีทางการเมือง

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ,

ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ อดีตคณบดีคณะศิลปศาสตร์ มธ. กล่าวแถลงการณ์ถึงศาลยุติธรรม โดยมีสาระสำคัญคือ เรียกร้องให้ตัวแกนนำนักศึกษาที่เคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยได้รับการประกันตัว โดยปราศจากอคติ ปราศจากการครอบงำจากผู้หนึ่งผู้ใด หรือองค์กรหนึ่งองค์กรใด

นายสิตา การย์เกรียงไกร อดีตกรรมการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (ศนท.) กล่าวในการแถลงข่าวเปิดตัวกลุ่มว่าพวกเขาก็เคยเป็นเยาวชนคนหนุ่มสาวที่คิดต่างพูดต่างเขียนต่างทำต่างจากกรอบปฏิบัติที่ชนชั้นปกครองที่อยากให้เป็น และเคยเป็นกลุ่มคนที่กลุ่มชนชั้นปกครองในสมัยนั้นตราหน้าว่าเป็นพวกหัวรุนแรง เป็นพวกกวนบ้านกวนเมือง เคยถูกต่อต้านดักทำร้าย หลายคนถูกปลิดชีวิต

ที่มาของภาพ, Thai news Pix

คำบรรยายภาพ,

เหตุฆาตกรรม 2 พนักงานการไฟฟ้าที่ร่วมคัดค้านการกลับเข้าประเทศของ "เณรถนอม กิตติขจร" แล้วนำร่างไปแขวนไว้ที่ "ประตูแดง" อ. พระประโทน จ. นครปฐม คือชนวนนัดชุมนุมใหญ่ของขบวนการนักศึกษาประชาชนก่อน 6 ตุลา 2519

"เราเคยเป็นเยาวชนคนหนุ่มสาว เช่นเดียวกันกับเยาวชนคนหนุ่มสาวเหมือนกับทุกยุคทุกสมัย เยาวชนคนหนุ่มสาวที่ไฝ่ในเสรีภาพ ที่ฝันจะได้เห็นสังคมงดงามของประชาชนทุกหมู่เหล่า และเชื่อมั่นในการอุทิศตนเพื่อสร้างสรรค์สังคมแสนงามอย่างสุดจิตสุดใจ" นายสิตากล่าว

ถอดบทเรียนจาก"ประวัติศาสตร์ลืมไม่ได้จำก็ไม่ลง"

นายสิตากล่าวถึงเหตุการณ์การสังหารหมู่นักศึกษาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2519 ว่าเหตุการณ์ในช่วงนั้นนักศึกษาไม่มีทางเลือกอื่น ถ้าไม่คล้อยตามผู้มีอำนาจที่ไม่เป็นธรรม ก็ต้องเข้าป่าไปร่วมงานกับพรรคคอมมิวนิสต์ หลายคนเสียชีวิต หลายคนถูกจับกุมคุมขังตีตรวนหมดอิสรภาพ เป็นผู้ต้องหาในคดีกบฏในราชอาณาจักร มีอัตราโทษสูงถึงประหารชีวิต

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ,

"จนถึงวันนี้ พ.ศ. 2564 45 ปี นับจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม เหมือนประวัติศาสตร์อันอำมหิตจะหวนกลับคืนมาอีกครั้ง รอที่จะสร้างบาดแผลใหม่" นายสิตากล่าว

เขากล่าวพร้อมกับเสียงสะอื้นเมื่อหวนนึกถึงเหตุการณ์ครั้งนั้น โดยได้กล่าวถึงคำพูดหนึ่งของผู้ที่เคยร่วมต่อสู้ ซึ่งนิยามสภาพการณ์ในครั้งนั้นว่าเป็น "ประวัติศาสตร์บาดแผลที่ลืมก็ไม่ได้ จำก็ไม่ลง" และเป็นประวัติศาสตร์ที่ผู้ปกครองต้องสำเหนียกในสองถึงสามปีต่อมาจนพวกเขาต้องหาทางเยียวยา สร้างความปรองดองสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในสังคมใหม่อีกครั้ง จนออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับผู้ที่ต้องคดีในเหตุการณ์ 6 ตุลา จนได้กลายเป็นกำลังขับเคลื่อนสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง

"จนถึงวันนี้ พ.ศ. 2564 45 ปี นับจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม เหมือนประวัติศาสตร์อันอำมหิตจะหวนกลับคืนมาอีกครั้ง รอที่จะสร้างบาดแผลใหม่ เมื่อเยาวชนคนหนุ่มสาวผู้มีอุดมการณ์ของวันนี้ได้รวมตัวกับบอกกล่าวกับสังคมว่า สังคมงดงามของปวงชนที่พวกเขาอยากเห็น อยากมีชีวิตอยู่เป็นเช่นไร แต่พวกเขากลับถูกจับกุมคุมขังด้วยอำนาจรัฐ ข้ออ้างทางกฎหมาย มีการจัดชุดควบคุมฝูงชน ยิงแก๊สน้ำตา ฉีดน้ำแรงดันสูงเข้าสลายการชุมนุม" เขากล่าว

นอกจากนี้กลุ่มคนหนุ่มสาวยังถูกแจ้งข้อหาร้ายแรง ถูกจับกุมคุมขังเสมือนผู้ต้องโทษที่ผ่านการตัดสินความเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว

"หลักนิติรัฐ นิติธรรมที่เป็นสากล พวกเขาต้องได้รับการประกันตัวในฐานะมนุษย์ที่ยังไม่ถูกพิพากษาว่ากระทำผิดจริง เราคนหนุ่มสาวในยุคนั้นจึงได้รวมตัวกันในวันนี้ ในนามคนตุลาเพื่อประชาธิปไตย หรือ OCTDEM" เขากล่าว

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

แกนนำกลุ่ม OCTDEM รายนี้ระบุว่า ไม่ต้องการให้ "ประวัติศาสตร์บาดแผล" ที่พวกเขาถูกกระทำในอดีตและยังไม่ได้รับความยุติธรรมเกิดขึ้นอีกครั้งกับเยาวชนคนหนุ่มสาวรุ่นลูกหลานในวันนี้ ประวัติศาสตร์บาดแผลที่โหดร้ายป่าเถื่อนเช่นเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เกิดขึ้นครั้งเดียวก็เกินพอแล้ว และสังคมนี้ต้องสรุปบทเรียนไม่กระทำผิดซ้ำซาก

"การล้อมปราบเข่นฆ่าอย่างโหดเหี้ยมในครั้ง 14 ตุลาคม 2516, 6 ตุลาคม 2519, เหตุการณ์พฤษภาคม 2535, เหตุการณ์เมษายน-พฤษภาคม 2552 และ 2553 มากเกินพอที่เราจะสรุปบทเรียนแล้วว่าการแก้ปัญหาด้วยใช้ความรุนแรง ไม่สามารถหยุดความเห็นต่างทางการเมืองได้เลย ไม่สามารถยุติความขัดแย้งใด ๆ ได้เลยแม่แต่ครั้งเดียว มีแต่การรับฟังร่วมกันแก้ไขด้วยนิติรัฐนิติธรรม ต่างความคิดยิ่งไม่ผิดถึงตาย"

เรียกร้องกระบวนการยุติธรรมที่ปราศจากการครอบงำจากผู้หนึ่งผู้ใด

ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ อดีตคณบดีคณะศิลปศาสตร์ มธ. ซึ่งเป็นผู้กล่าวแถลงการณ์ถึงศาลฎีกาและคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม โดยมีสาระสำคัญคือ เรียกร้องให้ตัวแกนนำนักศึกษาที่เคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยได้รับการประกันตัว เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและข้อตกลงระหว่างประเทศ และให้บุคลากรในศาลปฏิบัติงานโดยปราศจากอคติ ปราศจากการครอบงำจากผู้หนึ่งผู้ใด หรือองค์กรหนึ่งองค์กรใด

"เราเห็นว่า การตัดสินใจดังกล่าวทำให้เกิดวิกฤตความศรัทธา ความเชื่อมั่น ศรัทธาของประชาชนที่มีต่อศาลยุติธรรมในที่สุด ซึ่งล้วนเกิดจากการกระทำของท่านเองทั้งสิ้น" ดร.ธเนศกล่าว

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ,

สมาชิกกลุ่ม OCTDEM เตรียมยื่นหนังสือเปิดผนึกต่อประธานศาลฎีกา

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่า ท่าทีล่าสุดของอดีตคนตุลากลุ่มนี้คือการร่วมการเคลื่อนไหวกับกลุ่มเยาวชนหรือไม่ นายจาตุรนต์ หนึ่งในสมาชิกกลุ่ม OCTDEM บอกว่าความเคลื่อนไหวของกลุ่มครั้งนี้เป็นเพียงการใช้ประสบการณ์ที่ผ่านมาเป็นนำเสนอวิธีการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง จากการมีผู้เห็นต่างทางการเมืองกับผู้มีอำนาจ ในทิศทางที่ถูกต้องและเป็นธรรม แต่ไม่ใช่การร่วมขบวนการเคลื่อนไหว

"เราเห็นเขาในฐานะผู้เห็นต่าง มีความปรารถนาดีต่อสังคม แต่กำลังถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม เรื่องเร่งด่วนคือ ทำอย่างไรให้พวกเขาได้รับความเป็นธรรม ได้รับอิสรภาพ สามารถต่อสู้คดีได้อย่างไม่มีอะไรขัดขวางเสียก่อน" นายจาตุรนต์กล่าว

เปิดแถลงการณ์ถึงประธานศาลฎีกา-คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ,

เจ้าหน้าที่ศาลฎีการับหนังสือจากกลุ่ม OCTDEM ที่ส่งถึงประธานศาลฎีกา เรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาและจำเลยในคดีการเมือง

ตามที่บรรดานักเรียน นิสิต นักศึกษา เยาวชน และประชาชนผู้รักประชาธิปไตย ได้เคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย แต่ฝ่ายรัฐได้ใช้อำนาจปราบปราม จับกุมคุมขังพวกเขาไว้ในเรือนจำ ปรากฏว่าศาลยุติธรรมไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวหรือประกันตัวพวกเขา โดยเฉพาะแกนนำผู้ที่ถูกกล่าวหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ดังปรากฏข้อเท็จจริงตามที่ประชาชนไทยทราบเป็นการทั่วไปแล้วนั้น

เราเห็นว่า โดยตามระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยและนิติรัฐนิติธรรมนั้น การที่ศาลยุติธรรมจะพิจารณาพิพากษาอรรถคดีและทำคำสั่งใด ๆ จะต้องเป็นไปโดยยุติธรรม และตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ยุติธรรม การไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวแกนนำของการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย เป็นสิ่งที่เรายอมรับไม่ได้

เราเชื่อว่าศาลยุติธรรมต้องเข้าใจและทราบดีว่า หลักสำคัญในการปฏิบัติต่อผู้ถูกกล่าวหาในคดีอาญาทุกคดีนั้น คือการต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่า เขาเหล่านั้นยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่และจะปฏิบัติต่อเขาเสมือนหนึ่งว่าเป็นผู้ที่ถูกพิพากษาถึงที่สุดว่ามีความผิดแล้วไม่ได้

เราเชื่อว่าศาลยุติธรรมย่อมเข้าใจดีว่า การแสดงความคิดเห็นเป็นเสรีภาพที่ได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายสิทธิมนุษยชน เราเชื่อว่าศาลยุติธรรมตระหนักดีว่า บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยก็ดี บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาก็ดี ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติก็ดี กติกาว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองที่ประเทศเรายึดถือและได้ให้สัตยาบันไว้ต่อนานาชาติก็ดี ล้วนมีบทบัญญัติชัดเจนว่า การปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาและจำเลยในคดีอาญาในระหว่างพิจารณาคดีเป็นข้อกำหนดที่ศาลพึงยึดถือและพึงปฏิบัติ

เราเห็นว่าเหตุผลของศาลยุติธรรมที่ปฏิเสธการขอปล่อยตัวชั่วคราวของบรรดาผู้รักประชาธิปไตยเหล่านั้น ไม่สอดคล้องกับหลักการดังกล่าวข้างต้น เพราะผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดยังไม่ได้ถูกศาลตัดสินถึงที่สุดว่าเป็นผู้กระทำความผิด ย่อมต้องได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่า เขาเป็นผู้บริสุทธิ์ มูลคดีทั้งหมดล้วนสืบเนื่องมาจากการที่เขาแสดงความคิดเห็นทางการเมืองตามหลักประชาธิปไตยของนิสิตนักศึกษาที่จะดำเนินคดี และคดีเช่นนี้ในภาวะการปกติอยู่ในเกณฑ์ที่ศาลอาจใช้ดุลพินิจปล่อยชั่วคร่าวได้ เป็นเหตุผลที่ไม่สมเหตุสมผลที่ชอบด้วยกฎหมายและความยุติธรรมใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าการตัดสินใจของศาลยุติธรรมที่ปฏิเสธไม่ให้ผู้เคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยเหล่านั้น ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวจะมาจากเหตุผลใด จะมีเหตุผลจากการถูกบีบบังคับหรืออำนาจนอกระบบ หรือเป็นความประสงค์ของศาลยุติธรรมเองก็ตาม เราเห็นว่า การตัดสินใจดังกล่าวทำให้เกิดวิกฤตความศรัทธา ความเชื่อมั่น ศรัทธาของประชาชนที่มีต่อศาลยุติธรรมในที่สุด ซึ่งล้วนเกิดจากการกระทำของท่านเองทั้งสิ้น

เราเชื่อว่าเจตนาที่จะคุมขังผู้เรียกร้องประชาธิปไตยไว้ตลอดการพิจารณาคดี รวมทั้งการขัดขวางเจ้าหน้าที่รัฐในการที่ไม่ให้เขาเหล่านั้นพบปะกับทนายความก็ดี การจงใจกดขี่คุกคามในยามวิกาลต่อผู้ต้องขังเหล่านั้นก็ดี ย่อมไม่อาจขัดขวางการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้ ด้วยความกังวลใจต่อระบอบนิติรัฐในประเทศนี้ เราหวังที่จะเห็นศาลยุติธรรมที่เป็นอิสระและพิจารณาอรรถคดีต่าง ๆ ไปโดยยุติธรรมและปราศจากอคติทั้งปวง ปราศจากการครอบงำจากผู้หนึ่งผู้ใด หรือองค์กรหนึ่งองค์กรใด

เราขอเรียกร้องอย่างตรงไปตรงมาต่อศาลยุติธรรมว่า ท่านต้องให้โอกาสเขาเหล่านั้นในการต่อสู้คดีอย่างเต็มที่โดยเปิดเผยและมีโอกาสแสวงหาหลักฐานต่าง ๆ มาพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของเขาอย่างเต็มที่ โดยอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวพวกเขาในระหว่างการพิจารณาคดีอันเป็นสิทธิโดยสมบูรณ์ของพวกเขาที่มีอยู่ตามหลักกฎหมายยุติธรรม

กลุ่มคนเดือนตุลาเพื่อประชาธิปไตย OCTDEM (Ocberists for Democracy)