ผู้นำไทใหญ่ชี้ รัฐประหารเมียนมาทำข้อตกลงหยุดยิงกับชนกลุ่มน้อย "ชะงัก"

  • เรื่องโดย ชัยยศ ยงค์เจริญชัย ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
  • วิดีโอโดย วสวัตติ์ ลุขะรัง ผู้สื่อข่าววิดีโอบีบีซีไทย
เจ้ายอดศึก

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai

พล.อ. ยอดศึก ประธานสภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน (Restoration Council of the Shan State - อาร์ซีเอสเอส) และผู้นำทหารสูงสุดของกองกำลังกู้ชาติไทใหญ่ชี้ กระบวนการสันติภาพระหว่างชนกลุ่มน้อยและรัฐบาลเมียนมาต้อง "ชะงัก" หลังการรัฐประหารของกองทัพเมียนมา และการโจมตีทางอากาศต่อประชาชนในรัฐกะเหรี่ยง

"มือทั้งสองข้างของกองทัพเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด" พล.อ. ยอดศึกกล่าวกับเอเอฟพี ในการสัมภาษณ์เมื่อ 5 เม.ย. "ยังบอกไม่ได้ว่า ข้อตกลงหยุดยิงในขณะนี้ถูกฉีกขาดไปแล้ว แต่บอกว่ามันคงถูกแขวนไว้ก่อน"

ชนกลุ่มน้อย 10 กลุ่ม ที่รวมถึงอาร์ซีเอสเอสของเจ้ายอดศึกและกองกำลังสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยงหรือเคเอ็นยู ได้เข้าร่วมในข้อตกลงหยุดยิงทั่วประเทศกับรัฐบาลทหารของ พล.อ.เต็ง เส่ง 2 เดือน ก่อนหมดอำนาจในปี 2558 แต่การรัฐประหารยึดอำนาจจากพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยหรือเอ็นแอลดี เมื่อ 1 ก.พ. ที่ผ่านมา และสังหารผู้ประท้วงไปแล้วกว่า 500 คน ทำให้ผู้นำชนกลุ่มน้อยในกระบวนการสันติภาพไม่แน่ใจกับอนาคต

คำบรรยายวิดีโอ,

เจ้ายอดศึก ชี้กองทัพเมียนมาไม่เห็นค่าประชาชน

เมื่อ 3 เม.ย. ที่ผ่านมา ผู้แทนกองกำลังชนกลุ่มน้อย 10 กลุ่ม ที่อยู่ในข้อตกลงหยุดยิงทั่วประเทศ (Nationwide Ceasefire Agreement - เอ็นซีเอ) ถือเป็นทีมขับเคลื่อนกระบวนการสันติภาพ (Peace Process Steering Team - พีพีเอสที) โดยมีเจ้ายอดศึกเป็นประธานจัดประชุมทางไกลแล้วออกแถลงการณ์เมื่อ 4 เม.ย. ขอให้ทางรัฐบาลเมียนมายึดหลักการสันติวิธีในการหาทางออกให้ประเทศ และขอให้หยุดโจมตีประชาชน

"ทหารเมียนมายึดอำนาจแล้ว และเอ็นซีเอมันร่วมกันเขียน ไม่ใช่ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเขียนขึ้นเอง แต่ถ้าไม่เชื่อถือก็ดูไม่ศักดิ์สิทธิ์ ถ้าเชื่อถือและทำตามที่เราร่วมกันเขียนมันก็จะเดินหน้าไปได้ด้วยดี แต่เมื่อเขาไม่ยึดถือในหลักของเอ็นซีเอ ก็ทำให้การเดินหน้าของเอ็นซีเอหยุดชะงักไปด้วยเช่นกัน" พล.อ.ยอดศึก กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยเมื่อ 5 เม.ย.

"เราหาวิธีการแก้ไขกันทุกวัน แต่ทางกองทัพเมียนมาก็ยังไม่ได้ตอบสนองอะไร ตอนนี้พวกเขาเดินตามโรดแม็ป 5 ขั้นตอนที่พวกเขาร่างเอาไว้ โดยตั้งเป้าไปที่การรอให้มีการเลือกตั้งอีกครั้งภายในหนึ่งปี หลังจากเลือกตั้งไปแล้วค่อยมาคุยกันเรื่องเอ็นซีเอต่อ"

แต่เจ้ายอดศึกเห็นว่าแม้มีการเลือกตั้งแล้ว เอ็นซีเอก็อาจไม่ได้เดินหน้าต่อ

"ดูแค่ตอนนี้ก็เห็นปัญหาแล้ว กองทัพเมียนมาเข่นฆ่าประชาชนอย่างหนักในตอนนี้ ปัญหาใหญ่เกิดจากพวกเขาเองที่ออกมายิงประชาชน"

ในฐานะประธานทีมขับเคลื่อนสันติภาพ พล.อ.ยอดศึกกล่าวว่าพีพีเอสที "ยืนอยู่ข้างประชาชน" และจะเดินหน้าต่อโดยการใช้สันติวิธีแก้ไขปัญหา หาทางเพื่อที่จะเจรจากันให้ได้เพราะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

"ตอนนี้ไม่มีใครยอมใคร ทหารก็ไม่ยอมเจรจา นอกจากนี้ อยู่ ๆ รัฐบาลทหารก็นำเครื่องบินมาโจมตีกลุ่มเคเอ็นยู แล้วมันจะจบได้อย่างไร"

ที่มาของภาพ, Reuters

ผู้นำกองทัพไทใหญ่อ้างถึงเหตุการณ์เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเมื่อดินแดนของชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่ของกองกำลังเคเอ็นยูถูกรัฐบาลทหารเมียนมาโจมตีทางอากาศ โดยเคเอ็นยูเรียกว่า "เป็นการโจมตีที่ร้ายแรงที่สุด" จนทำให้มีชาวกะเหรี่ยงกว่า 12,000 คนต้องพลัดถิ่น ขอลี้ภัยเข้ามาทางฝั่งไทยทางด้าน อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน

นอกจากนี้ สื่อไทยบางแห่งได้อ้างแหล่งข่าวความมั่นคงชายแดนไทยว่ากองทัพเมียนมาอาจจะเปิดฉากโจมตีรัฐฉานที่เป็นพื้นที่ของชาวไทใหญ่ทางตอนใต้ของประเทศและอาจส่งผลให้ผู้พลัดถิ่นในประเทศกว่า 6,000 คน เสี่ยงต่อการถูกโจมตีจากกองทัพเมียนมา และถ้าเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวจริง ๆ ชาวไทใหญ่อาจจะข้ามมาขอลี้ภัยตรงบริเวณ อ.แม่สาย จ.เชียงราย

ในการให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทย พล.อ.ยอดศึกปฏิเสธข่าวเรื่องแผนการโจมตีกองกำลังไทใหญ่ของกองทัพเมียนมา

พล.อ.เจ้ายอดศึกอธิบายว่าการที่กองทัพเมียนมาเปิดศึกโจมตีกลุ่มชาติพันธุ์และประชาชนทั่วไปไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แต่สาเหตุที่การกระทำของกองทัพเมียนมาดูรุนแรงมากในครั้งนี้เพราะประชาชนเพิ่งได้รับประชาธิปไตยกันได้ไม่นาน แต่แล้วทหารเมียนมาก็มายึดอำนาจทำให้ประชาชนและข้าราชการไม่พอใจ

"รัฐบาลทหารพยายามปิดอินเทอร์เน็ตไม่ให้สื่อสารกับคนข้างนอก แต่ประชาชนทุกคนมีโทรศัพท์มือถือที่สามารถบันทึกเหตุการณ์ได้ พวกเขาก็สามารถเผยแพร่ให้คนทั่วโลกได้รับรู้ และการที่เมียนมายึดอำนาจในครั้งนี้ไม่มีเหตุผลเพียงพอ พวกเขาอ้างว่ามีการโกงการเลือกตั้ง ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้จริงทำไมไม่ต่อสู้กันทางกฎหมาย เอาหลักฐานส่งให้กรรมการการเลือกตั้งสิ ไม่ใช่มายึดอำนาจ ไม่มีเหตุผลที่จะมายึดอำนาจจากประชาชนไป เขาไม่ได้ให้ความสนใจกับความต้องการของประชาชนเลย แต่ให้ความสำคัญต่ออำนาจของตัวเองเท่านั้น"

ที่มาของภาพ, EPA

คำบรรยายภาพ,

คนเมียนมาออกมาชุมนุมประท้วงแทบทุกวัน นับแต่กองทัพก่อรัฐประหารเมื่อวันที่ 1 ก.พ.

มุมมองต่อออง ซาน ซู จี

ในบทสัมภาษณ์ที่เผยแพร่ในเนชั่นสุดสัปดาห์เมื่อ 20 ต.ค. 2549 เจ้ายอดศึกกล่าวว่าไม่ว่าคนเมียนมาคนไหนขึ้นมาบริหารประเทศก็ไม่มีทางให้เอกราชกับชนกลุ่มน้อย เขาอธิบายว่าเมียนมาคือเมียนมา และจะไม่เปลี่ยนแน่นอน ถึงแม้นางออง ซาน ซู จีขึ้นมาสู่อำนาจ นางก็จะไม่เห็นด้วยที่จะให้เอกราชกับไทใหญ่

"ผมพูดแล้วว่า ทั่วโลกยกย่องซู จี เพราะเห็นแค่ผิวเผิน ไม่เห็นที่ลึกซึ้ง ทุกคนเห็นว่าซู จี ถูกเมียนมากักไว้อย่างเดียว แต่ถ้าปล่อยออง ซาน ซู จีออกมา ซู จีจะทำอย่างไรต่อ ยังไม่มีใครรู้ถึงความสามารถที่แท้จริงของซู จี ที่ผมพูดไม่ได้ตำหนิซู จี ถ้าเปรียบเทียบตานฉ่วยกับซู จี เมียนมาคือเมียนมา เพียงแต่ว่าซู จีรู้ลึกซึ้งเรื่องประชาธิปไตยมากกว่าตานฉ่วย…" เขากล่าวไว้เมื่อ 15 ปีก่อน

บีบีซีไทยถามถึงความเห็นต่อเธอในปัจจุบัน เจ้ายอดศึกบอกว่าไม่ได้เห็นด้วยกับออง ซาน ซู จี เสียทั้งหมด แต่เขาเชื่อว่าออง ซาน ซู จีมีหน้าที่สำคัญเป็นเหมือนตัวแทนประชาธิปไตยของประเทศเมียนมา

"ออง ซาน ซู จี เป็นคนที่มีบทบาทสำคัญในสหพันธ์เมียนมาคนหนึ่ง ผมไม่ได้สนิทกับเขา ผมไม่ได้อยู่ข้างเขา แต่ผมมองเห็นเขาเป็นคนที่มีบทบาทต่อเมียนมาในเรื่องประชาธิปไตย"

"ผมไม่ได้เข้าข้างออง ซาน ซู จี แต่ผมเห็นว่าการมายึดอำนาจของกองทัพเมียนมามีผลกระทบกระเทือนต่อประชาธิปไตยมากกว่า เรื่องของออง ซาน ซู จีและการเมืองภายในของเขาผมไม่ยุ่งเกี่ยวด้วย แต่การมายึดอำนาจไปจากเขามันกระทบต่อสันติภาพ และสำหรับผม ออง ซาน ซู จีก็เป็นเหมือนสัญลักษณ์ของประชาธิปไตยในเมียนมา"

เจ้ายอดศึกคือใคร

พล.อ.เจ้ายอดศึกเกิดเมื่อ พ.ศ.2502 ในรัฐฉาน เมื่ออายุครบ 17 ปี เขาได้เข้าร่วมกับกองกำลังปฏิวัติแห่งชาติรัฐฉาน (Shan United Revolution Army - เอสยูอาร์เอ) ภายใต้การนำของเจ้ากอนเจิง ที่ต่อมาไปเข้ารวมกลุ่มกับกองทัพเมิงไต (เมืองไต) ของ "ขุนส่า" ราชายาเสพติดในอดีต ต่อมาเมื่อ พ.ศ.2539 ขุนส่าประกาศหยุดยิงและนำไพร่พลประชาชนนับหมื่นหันไปสวามิภักดิ์กับรัฐบาลทหารเมียนมาพร้อมส่งมอบอาวุธของกองทัพเมิงไตให้กองทัพเมียนมา ตามการรายงานของมติชนออนไลน์

อย่างไรก็ตามเจ้ายอดศึกที่ไม่เห็นด้วยกับการสวามิภักดิ์กับรัฐบาลทหารเมียนมา จึงขอแยกตัวออกมาตั้งกองทัพของตนเองขึ้น จากกำลังพลเริ่มแรกราว 600-800 คนในอดีต

บีบีซีไทยสอบถามเรื่องจำนวนกองกำลังในปัจจุบันกับเจ้ายอดศึก แต่เขาบอกเพียงว่า "มีจำนวนเยอะขึ้นกว่าเดิม" ส่วนรายได้ของกองทัพมาจาก "ประชาชนที่รักชาติเข้ามาช่วย" และรายได้อีกทางมาจากการเก็บภาษีพ่อค้าไม่ใช่จากประชาชน นอกจากนี้ยังมีการส่งสินค้าออกไปประเทศจีนเป็นรายได้ด้วย

ส่วนเรื่องความขัดแย้งภายในรัฐฉานเมื่อกลางเดือน ก.พ. จนเป็นเหตุให้มีการปะทะกันระหว่างกองกำลังสองฝ่าย และฝ่ายหนึ่งต้องเสียกำลังไป 18 คน ตามการรายงานของคมชัดลึก เจ้ายอดศึกอธิบายว่า "เหตุเกิดขึ้นเพราะเราไม่ไว้ใจกัน เราก็แค่อยากรักษาแผ่นดินที่เป็นชาติของเรา ส่วนพวกเขาก็อยากรักษาพื้นที่ที่พวกเขาปกครองเท่านั้นเอง"

ที่มาของภาพ, Wasawat Lukharang/BBC Thai

"ส่วนตัวแล้วดูทั่วทั้งรัฐ เราให้ความดูแลทุกชนเผ่า ไม่ว่าเจ้าเผ่าไหนก็เปิดโอกาสให้ได้คุยกัน แต่กองกำลังฝ่ายเหนือเขาคุยไม่ได้เพราะพวกเขาต้องการป้องกัน รักษาพื้นที่ที่พวกเขาดูแลอยู่ ซึ่งจริง ๆ พวกเขาเพิ่งก่อตั้งดินแดนขึ้นมาไม่ถึง 10 ปีเท่านั้น"

พล.อ.เจ้ายอดศึกอธิบายว่าพื้นที่ที่มีปัญหานั้นเป็นของเขามาตลอด และพวกเขาไม่ได้ไปแย่งพื้นที่ของคนอื่นมาตามที่ถูกกล่าวอ้าง แต่กลุ่มกองกำลังทางตอนเหนือต่างหากที่เป็นฝ่ายมาแย่งพื้นที่ของพวกเขาไป

"เราไม่มีแผนอะไรในการเจรจากองกำลังทางฝั่งเหนือ เพราะวิธีเดียวที่จะแก้ปัญหาได้คือเราต้องคุยกัน วิธีที่จะแก้ปัญหานี้ได้คือต้องใช้สันติวิธีและการทหาร เพราะการที่ทางฝั่งเหนือกับใต้ไม่ลงรอยกัน มีผลกระทบต่อความเป็นปึกแผ่นของรัฐเรา แต่ก่อนยังไปมาหาสู่กันได้ แต่ตอนนี้ถ้าเขาเห็นเราก็ยิงทันทีเลย เราเปิดช่องมาตลอด ถ้าเขาอยากเจรจาเราก็พร้อมคุยทุกเมื่อ แต่เขายังไม่เปิด เราก็เลยเข้าไปหาไม่ได้"