อานดี้ ฮอลล์: “เป็นช่วงเวลาที่เจ็บปวดมาก” บันทึกการต่อสู้ของนักกิจกรรมชาวอังกฤษด้านสิทธิด้านแรงงานในไทย

  • ชัยยศ ยงค์เจริญชัย
  • ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
อานดี้ ฮอลล์

ที่มาของภาพ, Getty Images

"ผมจะอยู่เคียงข้างกับแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยตลอดไป เพราะผมใช้ชีวิตกับพวกเขา พวกเขาเป็นเหมือนพี่น้องของผม…แต่ผมกังวลเรื่องความปลอดภัยของตัวเอง...ผมคงไม่กลับมาอยู่เมืองไทยอีกแล้ว" อานดี้ ฮอลล์ นักเคลื่อนไหวชาวอังกฤษด้านสิทธิแรงงานข้ามชาติกล่าวกับบีบีซีไทยไม่กี่ชั่วโมงก่อนเดินทางกลับบ้านเกิดของเขาที่อังกฤษเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

หลังจากต่อสู้คดีความที่เขาตกเป็นจำเลยในข้อหาหมิ่นประมาทมานาน 8 ปี ในที่สุดเมื่อวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมาฮอลล์ก็ได้รับคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีสุดท้ายที่เขาถูกบริษัทเอกชนไทยฟ้องร้อง โดยศาลพิพากษายกฟ้อง แม้จะดีใจที่ชนะคดี แต่ความเครียดและความกังวลที่ทับถมในใจระหว่างการต่อสู้คดีอันยาวนาน รวมทั้งความไม่แน่ใจเรื่องความปลอดภัยในการทำงานทำให้ฮอลล์ตัดสินใจบอกลาเมืองไทย

"เมื่อคุณถูกดำเนินคดีอาญา มันเหมือนคุณถูกตัดสินไปแล้วว่าเป็นอาชญากรจากการทำงานด้านนี้ บางครั้งผมถึงกับสูญเสียศรัทธาในสิ่งที่ผมทำ ผมเริ่มรู้สึกแย่ มันเป็นช่วงเวลาที่เจ็บปวดมาก" ฮอลล์ระบายความรู้สึก

ฮอลล์วัย 41 ปี ถูกบริษัท เนเชอรัล ฟรุต ฟ้องร้องทั้งทางแพ่งและอาญาในข้อหาหมิ่นประมาท จากการที่เขามีส่วนร่วมในการเขียนรายงานเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิแรงงานในอุตสาหกรรมผลิตอาหารสำเร็จรูปใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในเรื่องนี้

แม้ทุกคดีที่บริษัท เนเชอรัล ฟรุตฟ้องร้องจะสิ้นสุดลงแล้วโดยที่ฮอลล์เป็นฝ่ายชนะ แต่การต่อสู้อันยาวนานทำให้ฮอลล์รู้สึกว่าการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยนำความเครียด ความเจ็บปวด และทำให้เขาต้องเสียเงินมากมายเพียงเพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่เขาทำนั้นถูกต้องแล้ว

ฮอลล์เริ่มคิดว่าประเทศไทยอาจจะไม่ใช่ที่ที่เหมาะสมสำหรับคนทำงานด้านสิทธิแรงงานข้ามชาติ เขาจึงตัดสินใจบอกลาเมืองไทยเพื่อ "เยียวยาจิตใจ" โดยหวังว่าสักวันเขาจะเข้มแข็งพอที่จะกลับมาทำงานด้านแรงงานข้ามชาติที่เขารักได้อีกครั้ง

ที่มาของภาพ, Getty Images

"โรงงานของ ส.ส."

ด้วยความสนใจในประเด็นสิทธิมนุษยชนของกลุ่มแรงงานข้ามชาติ ในปี 2549 ฮอลล์จึงตัดสินใจที่จะย้ายจากบ้านเกิดในอังกฤษมาทำงานในประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่มีแรงงานข้ามชาติอยู่เป็นจำนวนมาก เขาเริ่มต้นด้วยการทำงานวิจัยและพบว่าไทยยังมีช่องโหว่ในการคุ้มครองแรงงานข้ามชาติ ฮอลล์จึงเริ่มงานรณรงค์และเคลื่อนไหวเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและปกป้องสิทธิของแรงงานข้ามชาติ

หลังจากได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนระดับนักการทูตคนหนึ่งว่าการเคลื่อนไหวด้านนี้จะได้รับความสนใจในวงกว้างหากเรื่องนั้นส่งผลกระทบต่อรายได้ของกลุ่มธุรกิจ ฮอลล์ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศด้านแรงงานข้ามชาติของมหาวิทยาลัยมหิดลอยู่ด้วย จึงเริ่มให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงเรื่องการละเมิดสิทธิแรงงานข้ามชาติในห่วงโซ่อุปทานในระดับนานาชาติ หรือพูดง่าย ๆ ว่าเป็นการเคลื่อนไหวในประเด็น "ธุรกิจและสิทธิมนุษยชน"

ผลงานวิจัยแรก ๆ ของเขาคือการทำวิจัยให้องค์กรฟินน์วอทช์ องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนของฟินแลนด์ นับเป็นจุดเริ่มต้นของการลงพื้นที่หาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิแรงงานในอุตสาหกรรมผลิตอาหารสำเร็จรูปในไทยในปี 2555 ซึ่งเขาพบว่ามีการบังคับใช้แรงงานอย่างไม่เป็นธรรม

แต่ฮอลล์ก็ได้พบความจริงว่างานนี้ไม่ง่าย โดยเฉพาะเมื่อโรงงานที่เขาลงพื้นที่นั้นมีความเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น อย่างเช่นโรงงานอาหารแห่งหนึ่งที่รู้จักกันดีในกลุ่มแรงงานข้ามชาติและชาวบ้านว่าเป็น "โรงงานของ ส.ส."

"คนงานในโรงงานนั้นกลัวมากและสถานการณ์ก็แย่มาก มีเด็ก ๆ ทำงานอยู่ที่นั่น ผมเขียนรายงานเรื่องนี้ใหฟินน์วอทช์ ซึ่งต่อมาได้เผยแพร่รายงานชิ้นนี้โดยใส่ชื่อผมในฐานะผู้สนับสนุนการทำรายงาน จากนั้นผมก็ถูกดำเนินคดีในปี 2556" ฮอลล์ย้อนเหตุการณ์

ที่มาของภาพ, Getty Images

อนาคตพังทลาย

เดือน ก.พ. 2556 ฮอลล์ถูกบริษัท เนเชอรัล ฟรุต ฟ้องร้องดำเนินคดีฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณารวมทั้งหมด 4 คดี แบ่งเป็นคดีแพ่ง 2 คดีเรียกร้องค่าเสียหาย 10 ล้านบาท และคดีอาญาอีก 2 คดี จากการที่เขามีส่วนร่วมในการเขียนรายงานเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในโรงงานของบริษัทและให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ต่อสำนักข่าวอัลจาซีรา ซึ่งบริษัทอ้างว่าทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงและกระทบกับผลประกอบการของบริษัท

หลังถูกฟ้องร้อง ฮอลล์บอกว่าเขาถูกบีบให้ออกจากการเป็นนักวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดล และต้องเสียโอกาสในการทำงานกับสหภาพยุโรปในเมียนมาเพราะศาลสั่งยึดหนังสือเดินทางของเขาและสั่งห้ามเดินทางออกนอกประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต

"ทุกครั้งที่ผมจะเดินทางไปต่างประเทศ ผมต้องขออนุญาตจากศาล ซึ่งผมจะได้รับอนุญาตให้ออกนอกประเทศเป็นเวลา 1-2 สัปดาห์ เมื่อครบกำหนดผมต้องกลับมาและคืนพาสปอร์ตของของผมให้ศาล"

"ผมมีทางเลือกสองทางคือออกจากประเทศไทยตลอดกาลและลืมทุกสิ่งในประเทศไทยหรืออยู่ที่นี่เพื่อสู้คดี ซึ่งผมเลือกที่จะต่อสู้คดี ศาลเก็บหนังสือเดินทางของผมไว้เกือบ 4 ปี"

ฮอลล์บอกว่าการถูกฟ้องร้องดำเนินคดีส่งผลกระทบต่อชีวิตของเขาเป็นอย่างมาก เขาสูญเสียอาชีพและยังสูญเสียอิสระในการเดินทาง

ที่มาของภาพ, Andy Hall

สำรวจตัวเอง

ตลอดระยะ 8 ปี ฮอลล์เดินทางขึ้นศาลนับครั้งไม่ถ้วน ใน 4 คดีที่เขาเป็นจำเลยแทบทุกคดีต้องสู้กันถึงชั้นศาลฎีกา ฮอลล์ชนะคดีแรกในเดือน พ.ย. 2559 ที่ศาลฎีกามีคำสั่งยกฟ้องคดีอาญา จากนั้นเขาก็ชนะอีก 3 คดีที่เหลือ โดยคดีสุดท้ายเป็นคดีแพ่งที่ศาลมีคำพิพากษายกฟ้องตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2563 แต่ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ทำให้มีการเลื่อนอ่านคำพิพากษามาเรื่อยจนกระทั่งทนายความของฮอลล์เพิ่งจะได้รับคำพิพากษายกฟ้องในคดีสุดท้ายเมื่อวันที่ 11 พ.ค.

หลังจากชนะคดีอาญาคดีแรกเมื่อเดือน พ.ย. 2559 ฮอลล์ได้รับพาสปอร์ตคืนและได้อิสรภาพในการเดินทางกลับคืนมา เวลานั้นสภาพจิตใจของเขาบอบช้ำมากแล้ว ดังนั้นสิ่งแรกที่เขาทำคือการเดินทางไปฝึกสมาธิที่หมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศส

"ตอนนั้นผมรู้สึกเหนื่อยล้าทางจิตใจ มันเจ็บปวดมากเพราะมันยาวนานมาก ผมอยู่ที่ฝรั่งเศส 7 เดือนเพื่อฝึกสมาธิเพราะผมต้องการสงบสติอารมณ์ ตอนนั้นผมเครียดมาก หลังจากนั้นผมก็เริ่มรู้สึกดีขึ้นแล้วพร้อมใช้ชีวิตต่อไป" ฮอลล์กล่าว

หลังจากฝึกสมาธิที่ฝรั่งเศส ฮอลล์เดินทางต่อไปยังอินเดียเพื่อเรียนโยคะ ก่อนจะเดินทางตามครูโยคะไปเรียนรู้ศาสตร์แห่งโยคะและวิถีพุทธให้ลึกซึ้งขึ้นที่ประเทศเนปาล

"มันเป็นโอกาสดีที่ผมจะได้สำรวจจิตใจตัวเอง และพยายามเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแรงจูงใจในการต่อสู้เพื่อสิทธิแรงงานข้ามชาติว่ามาจากไหน และมีเวลาได้สงบสติอารมณ์อีก ทั้งยังได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น เพราะก่อนหน้านี้ผมรู้สึกโกรธและมีอารมณ์และวิตกกังวลจริง ๆ หลายปีที่ผ่านมาผมเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนไม่ดี" ฮอลล์กล่าว

ระหว่างนั้นเขาก็ยังต้องเดินทางกลับมาไทยเป็นระยะ ๆ เพื่อขึ้นศาล เป็นอย่างนี้อยู่นานหลายปี จนกระทั่งได้รับข่าวดีว่าเขาชนะในคดีแพ่งคดีสุดท้ายที่เหลืออยู่ แต่เขาก็อ่อนล้าเสียจนแทบไม่รู้สึกดีใจอีกแล้ว

ฮอลล์ตัดสินใจเดินทางออกจากเนปาลเพื่อกลับไปอยู่บ้านที่อังกฤษในช่วงที่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในเนปาลกำลังน่ากังวล

"ประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนคือสิ่งที่ผมหลงใหล ตั้งแต่เกิดเรื่อง ผมไม่อยากอยู่เมืองไทยอีกเลยและผมคิดว่าคงไม่สามารถอยู่ในประเทศไทยได้อย่างปลอดภัย แม้ผมจะอยู่ที่นี่ไม่ได้ แต่ผมจะยังคงสนับสนุนเรื่องสิทธิของแรงงานข้ามชาติในไทยต่อไป" ฮอลล์บอกกับบีบีซีไทย

ที่มาของภาพ, Andy Hall

หมดเงินไปกว่า 7 ล้านเพื่อสู้คดี

ฮอลล์กล่าวว่าตอนนี้เขากำลังเรียนรู้ที่จะทำงานอย่างสงบมากขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงที่ต้องเจอกับสถานการณ์ที่เคยเกิดขึ้น แต่นั่นก็อาจจะไม่ง่ายนัก เพราะนอกจากบริษัทเนเชอรัล ฟรุตแล้ว ยังมีบริษัท ธรรมเกษตร ซึ่งเป็นผู้ประกอบการฟาร์มไก่ใน จ.ลพบุรี ที่ฟ้องร้องเขาพร้อมกับนักเคลื่อนไหวและสื่อมวลชนอีกกว่า 20 คนในข้อหาหมิ่นประมาท แต่คดียังไม่มีความเคลื่อนไหวและทนายของฮอลล์ก็ยังไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป

สำหรับคดีของบริษัท เนเชอรัล ฟรุต แม้จะชนะในทุกคดี แต่ฮอลล์ก็รู้สึกผิดหวังที่ศาลมีคำสั่งไม่คืนเงินค่าธรรมเนียมจำนวน 600,000 บาทให้เขา

"ผมคิดว่าเมื่อชนะคดีจะได้รับเงินคืน เพราะเราจ่ายเงินนี้ให้กับบริษัทฯ เพื่อให้ครอบคลุมค่าทนายความของบริษัทฯ ในระหว่างที่คดียังไม่สิ้นสุด แต่เมื่อเราชนะคดีเรากลับไม่ได้รับเงินคืนเลย มันน่าผิดหวังจริง ๆ"

นอกจากเงินจำนวนนี้ ฮอลล์บอกว่าเขาหมดเงินจำนวนมากไปกับค่าทนายความ ค่าเดินทางและค่าธรรมเนียมศาล

"คดีเหล่านี้ทำลายชีวิตผู้คนทั้งทางกายและจิตใจ ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการสู้คดีนั้นสูงมาก เราต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 7 ล้านบาทในการสู้คดีเหล่านี้ทั้งหมด" ฮอลล์กล่าวโดยให้ข้อมูลว่าเงินส่วนหนึ่งเป็นเงินของเขาเองและบางส่วนได้จากการระดมทุนเพื่อช่วยเหลือเขาในการต่อสู้คดี

"ผมเป็นชาวต่างชาติที่สามารถเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อใช้ในการต่อสู้คดีได้ แต่สำหรับนักเคลื่อนไหวส่วนใหญ่ในไทย พวกเขาจะต้องหาเงินสนับสนุนเพื่อช่วยเหลือหากถูกฟ้องร้องดำเนินคดี ซึ่งมันไม่ง่ายนัก"

ที่มาของภาพ, Andy Hall

คำชี้แจงจากศาล

นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม อธิบายกับบีบีซีไทยต่อกรณีที่ฮอลล์ร้องเรียนกรณีไม่ได้รับเงิน 600,000 บาทคืนว่าหลังจากที่คดีสิ้นสุดแล้ว เจ้าหน้าที่การเงินของศาลจะตรวจสอบว่าบัญชีว่าศาลเรียกเก็บค่าอะไรมาบ้าง มีค่าใช้จ่ายส่วนไหนบ้าง อีกทั้งยังต้องไปดูว่าศาลสั่งให้คู่ความจ่ายเงินให้ใครบ้างหรือไม่อย่างไร

"ศาลจะเรียกเก็บค่าฤชาธรรมเนียมไว้ล่วงหน้าอยู่แล้วสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้น พอคดีจบก็จะมาดู ถ้าฝ่ายผู้ชนะคดีมีสิทธิที่จะได้คืน ก็สามารถไปทำเรื่องขอเงินคืนได้จากศาลเลย...แต่ถ้ามีคำสั่งศาลว่าค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับก็จะไม่ได้คืน"

โฆษกศาลยุติธรรมกล่าวว่าจากการตรวจสอบคำพิพากษาในคดีที่บริษัทเนเชอรัล ฟรุตเป็นโจทก์ พบว่าฮอลล์จะได้ค่าฤชาธรรมเนียมคืนประมาณ 200,000 กว่าบาทที่วางไว้ในชั้นอุทธรณ์

นายสัญญา เอียดจงดี ทนายของฮอลล์กล่าวกับบีบีซีไทยว่าเป็นดุลยพินิจของศาลในการสั่งค่าฤชาธรรมเนียม แต่สำหรับลูกความของเขาที่เป็นบุคคลธรรมดาที่ต้องสู้คดีกับบริษัทขนาดใหญ่ เงินค่าฤชาธรรมเนียมก็นับว่ามีความหมาย

นายสัญญากล่าวว่าหลังจากนี้เขาจะเดินเรื่องขอเงินคืนจำนวน 200,000 บาทคืนให้ลูกความต่อไป