วัคซีนโควิด : ไทยจะเข้าโคแว็กซ์เพื่อบริหารความเสี่ยงในปีหน้า หลังได้เงินช่วยจากอียู

vaccine

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

"เหตุผลเดิมยังชัดเจนที่ว่าประเทศไทยไม่รวมเข้าโครงการโคแว็กซ์ตั้งแต่แรกเพราะว่าต้องจ่ายตังค์ และเราก็ไม่รู้ว่าวัคซีนจะได้มาเมื่อไหร่ เหตุการณ์เชิงประจักษ์ก็บอกว่า ณ เวลานี้แต่ละประเทศได้วัคซีนโดยเฉลี่ยเพียงแค่ 1 ล้านโดสเท่านั้น ไม่ใช่ว่าเราไม่ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการโคแว็กซ์แล้วจะเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด"

นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ตอบคำถามผู้สื่อข่าวในงานเปิดโครงการความร่วมมือระหว่างสหภาพยุโรป (EU) และองค์การอนามัยโลก (WHO) ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ว่าด้วยการรับมือและความพร้อมในการจัดการโรคระบาดในประเทศไทยที่มีการประชุมออนไลน์ร่วมกับผู้แทนจากทั้ง EU กระทรวงสาธารณสุข และ WHO

ประเด็นดังกล่าวสืบเนื่องมาจากการที่ นพ.นคร ออกมาขอโทษประชาชนเรื่องการจัดหาวัคซีนไม่ทันเมื่อวันที่ 21 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยในงานแถลงข่าวร่วมในวันนี้ นพ.นคร ได้เน้นย้ำไปกับผู้สื่อข่าวที่เข้าร่วมในงานให้เข้าใจถึงเหตุผลที่รัฐบาลไทยไม่เข้าร่วมโครงการโคแว็กซ์แต่แรก และการตัดสินใจเข้าร่วมในวันนี้ไม่ได้เป็นการตัดสินใจแบบ "กลับไปกลับมา"

"เหตุผลที่ว่าทำไมเราถึงจะพิจารณาต่อไปว่าเราจะเข้าร่วมโครงการโคแว็กซ์ เพราะสถานการณ์มันเปลี่ยนไป ตามที่ผู้ผลิตต่าง ๆ ได้ส่งมอบวัคซีนให้กับประเทศที่มีรายได้สูงที่จองไว้มากจนเกินพอจนเริ่มเกิดการบริจาคเกิดขึ้น" นพ.นครกล่าว

ที่มาของภาพ, สถาบันวัคซีนแห่งชาติ

คำบรรยายภาพ,

นพ. นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ

เข้าร่วมปีนี้เพื่อบริหารความเสี่ยงในปีหน้า

ในช่วงการเสวนา นพ.นคร ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนในประเด็นเรื่องการเข้าร่วมโครงการโคแว็กซ์ที่ไทยเพิ่งตัดสินใจเข้าร่วมไม่กี่วันก่อนหน้านี้ โดย นพ.นคร ทำความเข้าใจกับสื่อมวลชนก่อนว่า ประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศโคแว็กซ์ AMC (Advance Market Commitment) หรือประเทศที่ทำสัญญาจองล่วงหน้า 92 ประเทศ ด้วยเหตุผลที่ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีรายได้ระดับกลาง

"จะมีการเปรียบเทียบว่าประเทศอาเซียนที่เข้าโคแว็กซ์จะได้รับวัคซีนก่อน ต้องแยกประเทศอาเซียนออกเป็น2 กลุ่ม คือประเทศที่เป็น AMC ได้แก่ กัมพูชา เมียนมา ลาว ฟิลิปปินส์ อินโดนิเซีย เวียดนาม กับประเทศที่เป็น self-financing participants (ประเทศที่สั่งซื้อวัคซีนเอง) ได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ บรูไน และไทย" นพ.นครอธิบาย

นพ.นครเน้นย้ำว่าทุกประเทศที่เข้าร่วมโครงการโคแว็กซ์จะไม่ได้รับวัคซีนฟรี เพราะประเทศไทยยังต้องมีค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อวัคซีนผ่านโครงการเอง

นอกจากนี้เขายังอธิบายจากข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 22 ก.ค. ว่าโคแว็คซ์ได้ส่งมอบวัคซีน 136 ล้านโดส ไป 136 ประเทศ ซึ่งหมายความว่าแต่ละประเทศจะได้วัคซีนโดยเฉลี่ยประเทศละไม่เกิน 1 ล้านโดสเท่านั้น

"เราได้ดูทิศทางแล้วว่าบริษัทผู้ผลิตวัคซีน หลังจากที่ได้ส่งมอบให้กับประเทศที่มีรายได้สูงจนเกินพอแล้ว ก็จะเริ่มส่งมอบวัคซีนให้กับโครงการโคแว็กซ์ในต้นปีหน้า" นพ.นครอธิบาย

"การเข้าร่วมโครงการโคแว็กซ์ของประเทศไทยเราไม่ได้มุ่งหวังวัคซีนภายในปีนี้ แต่การเข้าร่วมโครงการ ณ เวลานี้ เป็นการบริหารความเสี่ยงสำหรับอนาคตในปีหน้า ซึ่งเป็นการบริหารสถานการณ์ที่มีความเปลี่ยนแปลง เราต้องอาศัยการติดตามสถานการณ์จากใกล้ชิดและเข้าใจสถานการณ์"

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

ไทยไม่ใช่ประเทศเดียวที่เจอปัญหานี้

ในปีที่ผ่านมา ไทยได้รับการยกย่องจาก WHO ว่าบริหารจัดการด้านสาธารณสุขในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้เป็นอย่างดี แต่มาถึงวันนี้ที่สถานการณ์การแพร่ระบาดในระลอกที่ 4 ที่ก่อให้เกิดวิกฤติด้านสาธารณสุขอย่างหนักในประเทศไทย จนหลายโรงพยาบาลไม่สามารถรับผู้ป่วยเพิ่มเติมได้ และเริ่มเห็นภาพผู้เสียชีวิตในบ้านและริมถนนกันมากยิ่งขึ้น

"ประเทศไทยคือตัวอย่างชั้นเยี่ยมที่ใช้แนวทางการแก้ปัญหาแบบรอบด้านด้วยความพร้อมใจของทั้งภาครัฐและทั้งสังคมในการสกัดไวรัสนี้ แม้ยังไม่มีวัคซีน" ดร. เทดรอส อาดานอม เกเบรเยซัส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวยกย่องประเทศไทยในช่วงพิธีปิดการประชุมสืบเนื่องของการประชุมสมัชชาอนามัยโลก (World Health Assembly: WHA) สมัยที่ 73 เมื่อ 13 พ.ย. 2563

มาวันนี้ (23 ก.ค.) นพ. ริชาร์ด บราวน์ ผู้อำนวยการโครงการด้านภัยสุขภาพฉุกเฉิน องค์การอนามัยโลก สำนักงานประจำประเทศไทยกล่าวว่า สถานการณ์วิกฤติสาธารณสุขไทยมาถึงวันนี้ได้เป็นเพราะมีการกลายพันธุ์ของไวรัสเกิดขึ้น ซึ่งประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศเดียวที่ประสบกับปัญหานี้

"แม้ในประเทศที่ได้รับวัคซีนมากพอแล้วก็ยังเผชิญกับปัญหานี้ และประเทศเพื่อนบ้านของเราทั้งกัมพูชาและเวียดนามก็เจอปัญหาแบบเดียวกัน เพราะสายพันธุ์ใหม่นี้มันแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น เพราะฉะนั้นเราต้องดูว่าเราจะก้าวไปข้างหน้าอย่างไร" นพ. บราวน์ กล่าว

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

พญ.ชุลีพร จิระพงษา นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค อธิบายถึงเหตุผลที่ประเทศไทยทำได้ดีในการระบาดระลอกแรกเกิดจากความแข็งแกร่งของระบบสาธารณสุข ประกอบกับการแพร่ระบาดไม่ได้มีขนาดใหญ่มาก ทำให้จัดการได้ดี

"ไม่รู้ว่ามันเป็น curse of the success หรือเปล่าที่ทำให้เราอาจจะการ์ดตกบ้าง และทำให้ระลอกนี้มันใหญ่มาก ๆ แต่ก็ยังเห็นว่าระบบสาธารณสุขอื่นนอกกรุงเทพฯ ยังค่อนข้างแข็งแรงพอสมควร แต่เรื่องของระบบสาธารณสุขในกรุงเทพฯ ควบคุมค่อนข้างยากในเรื่องของประชากร" พญ.ชุลีพรอธิบาย โดยใช้ศัพท์ภาษาอังกฤษที่อาจแปลได้ว่า คำสาบของความสำเร็จ

"ยังค่อนข้างจะเชื่อว่าในอีกไม่นานเราก็จะจัดการได้…อยากจะเน้นเรื่องของการให้วัคซีนกับคนในกลุ่มเสี่ยง ซึ่งควรจะต้องได้รับการฉีดวัคซีนให้ได้มากที่สุด ถึงแม้ว่าการจัดการของกรุงเทพฯ จะช้ากว่าพื้นที่อื่นสักหน่อยแต่มั่นใจว่าภายในอีก 2-3 เดือนเราจะได้เห็นตัวเลขลดลง"

ไล่ตามไม่ทัน

นพ.นคร เห็นว่าผลงานในอดีตที่เคยทำได้ดี ไม่ได้เกิดจากการทำงานฝ่ายเดียว แต่เกิดจากความร่วมมือของทุกคน โดยเขาอธิบายว่าการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ไม่ใช่ความผิดพลาดของคณะทำงาน

"การกลายพันธุ์ของไวรัสเป็นธรรมชาติของมัน พอไวรัสกลายพันธุ์แล้วมาบอกว่าวัคซีนไม่ได้ผลก็ดูไม่ค่อยแฟร์กับวัคซีน เพราะวัคซีนเกิดก่อนไวรัสกลายพันธุ์ ตอนนี้ก็ยังไม่มีวัคซีนตัวไหนที่ป้องกันสายพันธุ์กลายพันธุ์ล่าสุดได้อย่างเร็วสุดก็น่าจะปลายปี แล้วพอถึงปลายปีแล้วก็อาจจะมีการกลายพันธุ์ของไวรัสสายพันธุ์อื่นอีก วัคซีนยังไงก็ไล่ตามไม่ทัน" นพ.นครอธิบาย

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

อีกเรื่องหนึ่งที่ นพ.นคร เน้นยำคือเรื่องของวัคซีนที่ต้องใช้เวลาในการสร้างภูมิคุ้มกัน แต่ไวรัสเมื่อถ่ายทอดโรคใช้เวลา 7 วันก็จะฟักตัวเป็นส่วนใหญ่แล้ว โดยต่อให้มีวัคซีนมากเพียงใด เมื่อมีการระบาดก็ไม่ทันอยู่ดี นอกเสียจากว่าจะมีการฉีดวัคซีนดักเอาไว้เป็นจำนวนมาก

"สถานการณ์แบบนี้ไม่เกิดขึ้นกับประเทศใดในโลกนี้ ไม่มีประเทศไหนมีวัคซีนเพียงพอที่จะป้องกัน ทุกประเทศเกิดระบาดใหญ่แล้ววัคซีนค่อยมาจัดการ ทั้งสหรัฐฯ อังกฤษ สหภาพยุโรป และทุกประเทศชั้นนำ… เพราะวัคซีนมีจำกัด การที่เราจัดหาวัคซีนไม่ทันต่อสถานการณ์ก็เป็นสถานการณ์ที่เป็นจริง และทุกประเทศก็เป็น"

"ทีมยุโรป" กับการให้ความช่วยเหลืออาเซียน

เปียร์กา ตาปิโอลา เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรป ประจำประเทศไทย กล่าวในช่วงการเปิดงานว่า EU พยายามให้ความช่วยเหลือประเทศต่าง ๆ ในช่วงวิกฤติการแพร่ระบาทที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก ผ่านการแสดงบทบาทเป็นผู้นำที่ขับเคลื่อนด้วยวิธีการแบบ "ทีมยุโรป" โดยการรวบรวมทรัพยากรต่าง ๆ ใน EU ประเทศสมาชิก และสถาบันทางการเงิน เพื่อสนับสนุนประเทศภาคี ให้เข้าถึงการฉีดวัคซีน ชุดตรวจ และการรักษาในทุกที่

"ทีมยุโรปเป็นผู้สนับสนุนชั้นนำที่ให้เงินจำนวน 3,000 ล้านยูโรกับโครงการโคแวกซ์ ซึ่งจะทำให้เกิดการจัดสรรวัคซีนอย่างน้อย 18,000 ล้านโดส แก่ประเทศรายได้ต่ำ ตอนนี้วัคซีน (จาก EU) เกือบ 80 ล้านโดสถูกส่งไปยัง 129 ประเทศรวมถึงประเทศสมาชิกอาเซียนอย่าง กัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และ สปป. ลาว" ตาปิโอลากล่าว

ที่มาของภาพ, AFP

คำบรรยายภาพ,

ผู้นำกลุ่มจี 7 ซึ่งกำลังหารือกันในเมืองคอร์นวอลล์ ของอังกฤษ ได้พยายามหาจุดยืนที่มีต่อจีนร่วมกัน

เมื่อ ธ.ค. 2563 เยอรมันนีมอบเงิน 5 ล้านยูโร แก่กองทุนอาเซียนเพื่อรับมือกับโควิด-19 และช่วยพัฒนาศักยภาพรวมในภาวะฉุกเฉินทั้งการรับมือทางการแพทย์ และภัยคุกคามของโรคระบาดในอนาคต

โดยรวม ทีมยุโรปได้ให้เงินกว่า 800 ล้านยูโร เพื่อช่วยเหลือประเทศสมาชิกอาเซียนในการรับมือกับโควิด-19 ซึ่งเป็นการให้ความช่วยเหลือที่มอบให้แก่สถานพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ ให้การสนับสนุนชุดพีพีอี ตลอดจนความช่วยเหลือทางด้านวิชาการ

"วันนี้เรามาเปิดโครงการให้ความช่วยเหลือจาก EU ด้วยวงเงิน 20 ล้านยูโรโดยโครงการจะสนับสนุนด้านความพร้อมในการรับมือกับโรคระบาดในประเทศอาเซียน และราว 1.9 ล้านยูโร จะเป็นประโยชน์โดยตรงกับประเทศไทยกับกิจกรรมต่าง ๆ ที่จะทำในห้วงเวลา 3 ปีนี้จะสิ้นสุดในปี 2566" ตาปิโอลาอธิบาย