ผู้กำกับโจ้: อัยการสูงสุดมีคำสั่งฟ้อง พ.ต.อ. ธิติสรรค์ 4 ข้อหาหนัก โทษสูงสุดถึงประหาร

พ.ต.อ. ธิติสรรค์ อุทธนผล หรือ "ผู้กำกับโจ้" ถูกนำตัวจากกองบังคับการปราปรามไป สภ. เมืองนครสวรรค์

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ,

พ.ต.อ. ธิติสรรค์ อุทธนผล หรือ "ผู้กำกับโจ้" ถูกนำตัวจากกองบังคับการปราปรามไป สภ. เมืองนครสวรรค์ เมื่อคืนวันที่ 26 ส.ค.

นับตั้งแต่การแถลงข่าวใหญ่เรื่องการมอบตัวของ พ.ต.อ. ธิติสรรค์ อุทธนผล หรือ "ผู้กำกับโจ้" อดีตผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองนครสวรรค์ ผู้ต้องหาคดีร่วมกันฆ่าผู้อื่นด้วยการทรมาน ที่กองบังคับการปราบปรามเมื่อวันที่ 26 ส.ค. คดีของอดีตผู้กำกับหนุ่มและตำรวจ สภ.เมืองนครสวรรค์ที่เป็นผู้ต้องหาร่วมก็ถูกสังคมจับตามาอย่างต่อเนื่อง

พ.ต.อ. ธิติสรรค์ตกเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับในคดีอาญาร่วมกับผู้ต้องหาอีกรวม 7 คน ใน 3 ข้อหาหลักคือเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบทำให้ผู้อื่นเสียหาย ร่วมกันข่มขืนใจให้ผู้อื่นกระทำการใด และร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือกระทำทารุณโหดร้าย หลังจากถูกร้องเรียนว่าทำร้ายร่างกายโดยการทรมานนายจิระพงศ์ ธนะพัฒน์ วัย 24 ปี ผู้ต้องหาคดียาเสพติดเพื่อเรียกเงินจำนวน 2 ล้านบาท ด้วยการใช้ถุงพลาสติกคลุมศีรษะจนผู้ต้องหาเสียชีวิต เหตุเกิดที่ สภ. เมืองนครสวรรค์ เมื่อวันที่ 5 ส.ค.

ล่าสุด เมื่อวันที่ 15 พ.ย. สำนักงานอัยการสูงสุดได้มอบหมายให้สำนักงานอัยการคดีปราบปรามการทุจริตไปยื่นฟ้อง พ.ต.อ.ธิติสรรค์กับพวกต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางแล้วใน 4 ข้อหา หนึ่งในนั้นมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

อัยการสูงสุดสั่งฟ้อง อดีตผกก. โจ้ กับพวก 4 ข้อหา

นายอิทธิพร แก้วทิพย์ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา ในฐานะโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดกล่าวในแถลงข่าวเมื่อวันที่ 15 พ.ย. ว่า หลังจากได้รับสำนวนการสอบสวนจากพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 4 พ.ย. ที่ผ่านมา ตามคดีอาญาที่ 7/2564 คดีกล่าวหา พ.ต.อ.ธิติสรรค์ อุทธนผล หรือ ผกก. โจ้ ร่วมกับพวกอีก 6 คน ได้แก่ พ.ต.ต.รวีโรจน์ ดิษทอง ร.ต.อ.ทรงยศ คล้ายนาค ร.ต.ท.ธรณินทร์ มาศวรรณา ด.ต.วิสุทธิ์ บุญเขียว ด.ต.ศุภากร นิ่มชื่น และส.ต.ต.ปวีณ์กร คำมาเร็ว ใน 4 ข้อหาประกอบด้วย

  • ข้อหาที่ 1 เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
  • ข้อหาที่2 เป็นเจ้าพนักงานของรัฐร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
  • ข้อหาที่3 ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย
  • ข้อหาที่4 ร่วมกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใดโดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเอง หรือของผู้อื่น หรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้นหรือจำยอมต่อสิ่งนั้น

อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 157, 288, 289(5), 309 วรรค 2 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 4 และ 172

นายอิทธิพรกล่าวว่า สำนักงานอัยการคดีปราบปรามการทุจริต ได้รับมอบหมายให้ยื่นฟ้อง พ.ต.อ.ธิติสรรค์กับพวกต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางแล้ว และยังมีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานดำเนินคดีสำคัญเพื่อรับผิดชอบดำเนินคดีนี้ด้วย โดยมีนายวุฒิรัตน์ มีผดุง รองอัยการสูงสุด เป็นหัวหน้าคณะทำงาน

นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด อธิบายเพิ่มเติมว่าข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยทรมานนั้น เป็นข้อหาที่มีโทษสูงสุดคือประหารชีวิต

การแถลงข่าวของสำนักงานอัยการสูงสุดมีขึ้นกว่า 2 เดือนหลังจากที่ผู้ต้องหาทั้ง 6 คนถูกควบคุมตัวเมื่อวันที่ 26 ส.ค. โดย พ.ต.อ. ธิติสรรค์ และ ร.ต.ท. ธรณินทร์ อดีตรองสารวัตรปราบปราม (รอง สวป.) สภ.เมืองนครสวรรค์ คือผู้ต้องหา 2 คนสุดท้ายที่เข้ามอบตัวและถูกจับกุม

ย้อนเหตุการณ์แถลงข่าว "ผกก.โจ้" มอบตัว

หลังจากได้รับการติดต่อจาก พ.ต.อ. ธิติสรรค์ที่จะขอเข้ามอบตัวที่ จ.ชลบุรี พล.ต.ต. เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 ได้เดินทางไปพบผู้ต้องหาที่จุดนัดหมาย หลังทำบันทึกการจับกุม พ.ต.อ.ธิติสรรค์ ถูกนำตัวมาแถลงข่าวที่กองบังคับการปราบปราม โดยมี พล.ต.อ. สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งได้รับมอบหมายจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เป็นผู้ให้ข่าวแต่เพียงผู้เดียว

ระหว่างการแถลงข่าว สื่อมวลชนได้ซักถามหลายประเด็นที่เป็นข้อสงสัยของสาธารณชน สรุปประเด็นสำคัญได้ ดังนี้

  • ผกก.โจ้ อ้างว่าไม่เคยเรียกรับเงินล้าน: ไม่ทราบว่าที่สื่อเอามาเสนอมีพยานให้ 1 ล้าน พยานปากไหน แต่ว่าในทางสอบสวนยังไม่พบ "ในคลิปท่านได้ยินคำพูดนี้หรือเปล่าล่ะ ได้ยินไหม ถ้าไม่ได้ยินท่านอย่า รับฟังเหตุผล ต้องยึดถือหลักด้วยว่าข้อเท็จจริงมันปรากฏหรือไม่ อย่าฟังจากการให้ความคิดเห็นของคนทั่วไป" ทั้งนี้เมื่อตรวจสอบแล้วยังไม่มีหลักฐานที่บ่งชี้ได้ว่ามีการพูดเรียกรับผลประโยชน์ รวมถึงการสอบพยานก็ยังไม่พบประเด็นนี้ สิ่งที่ตรวจสอบในคลิป ก็ไม่แตกต่างจากที่มีการเผยแพร่ในโลกออนไลน์ แต่ก็ไม่ได้หยุดนิ่งที่จะขยายผล เพราะเป็นประเด็นที่ค้างคาใจอยู่ แต่ในข้อเท็จจริง จะไปกล่าวหาหรือยัดเยียดข้อกล่าวหาไม่ได้
  • ผกก.โจ้ อ้างว่าลูกน้องห้ามแล้ว และขอรับผิดคนเดียว: จากการตรวจสอบในคลิป เสียงช่วงดังกล่าวก็ยังไม่ชัดเจน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการห้ามจะช่วยบรรเทาโทษได้
  • ผกก.โจ้ อ้างว่าไม่ได้ตั้งใจทำให้เสียชีวิต: เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาในลักษณะเดียวกันว่าห้ามนำถุงมาครอบศีรษะ ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการกระทำที่เล็งเห็นผล
  • ผกก.โจ้ ยอมรับว่าทรมานผู้ต้องหาจริง แต่พลั้งมือ ตำรวจปราบปรามยาเสพติดทำเช่นนี้ตลอดหรือไม่: อย่าเอาพฤติกรรมของคนเดียวไปยึดถือเป็นพฤติการณ์การกระทำของตำรวจทั้งประเทศ มันไม่เป็นธรรม อันนี้ทุกท่านต้องใช้ดุลพินิจของสื่อและประชาชนแต่ละคนให้ความเป็นธรรมด้วย

ที่มา: บีบีซีไทยสรุปจากการรายงานข่าวของข่าวสด, ไทยพีบีเอส, ช่อง 8, ช่อง 3

ที่มาของภาพ, Thai News Pix

คำบรรยายภาพ,

พล.ต.อ. สุชาติ รอง ผบ.ตร. (ซ้ายสุด) ร่วมโต๊ะแถลงข่าวกับ พล.ต.อ. สุวัฒน์ ผบ.ตร. ที่กองบังคับการปราบปราม

รอง ผบ.ตร. ยังกล่าวด้วยว่า ตำรวจมีข้อมูลรถทุกคันที่ปรากฏเข้ามาเกี่ยวข้องในคดี ขณะนี้ทราบข้อมูลแล้ว อยู่ระหว่างติดตามเพื่อสอบสวนขยายผลว่าเกี่ยวข้องอย่างไร และเข้าข่ายช่วยเหลือผู้ต้องหาหรือไม่ พร้อมขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในกระบวนการของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

"ไม่มีเหตุอะไรจะให้เบา อย่างน้อยจากคลิป โอกาสจะเบาลงไม่มีอยู่แล้ว เพราะมันฟ้องด้วยภาพ และภรรยาของผู้ตายก็ให้ข้อมูลเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี" รอง ผบ.ตร. กล่าวหลังผู้สื่อข่าวตั้งคำถามว่าดูเหมือน ตร. พยายามจะทำให้คดีเบาลง

นอกจากการเค้นสอบปากคำ 7 นายตำรวจที่ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีนี้ ยังมีประเด็นข้างเคียงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มอบหมายให้สำนักตรวจทรัพย์สินของสำนักงาน ป.ป.ช. ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของผู้กำกับโจ้ว่าเข้าข่ายร่ำรวยผิดปกติหรือไม่ หลังปรากฏเป็นข่าวว่ามีทรัพย์สินมูลค่าหลายร้อยล้านบาท

เกิดอะไรขึ้นบ้างหลัง ผกก.โจ้ ถูกคุมตัว

หลังจาก พ.ต.อ. ธิติสรรค์เข้ามอบตัวที่ สภ. แสนสุข จ.ชลบุรี และตำรวจนำมาแถลงข่าวที่กองบังคับการปราบปรามเมื่อวันที่ 26 ส.ค. เขาก็ถูกควบคุมตัวไปที่ จ. นครสวรรค์ โดยไปถึงราว 01.30 น. เขาตอบคำถามสื่อมวลชนสั้น ๆ 2 ครั้ง ในระหว่างเดินเข้าและออก สภ. เมืองนครสวรรค์เพื่อเข้ารับการสอบปากคำ

ครั้งแรก ผู้สื่อข่าวถามว่าสิ่งที่แถลงไปเป็นเรื่องจริงหรือโกหก พ.ต.อ. ธิติสรรค์ตอบว่า "คือความจริงทุกอย่างครับ"

ครั้งที่สอง ผู้สื่อข่าวถามว่ามีอะไรอยากบอกกับคนที่ปล่อยคลิปหรือไม่เขากล่าวว่า "ไม่เป็นไร ผมอโหสิกรรมให้ครับ"

ขณะที่ ร.ต.ท. ธรณินทร์ กล่าวกับสื่อมวลชนด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า "ขอความเป็นธรรมครับ" และ "นายสั่งครับ"

หลังจากนั้น พนักงานสอบสวนได้คุมตัว พ.ต.อ. ธิติสรรค์ และ ร.ต.ท. ธรณินทร์ ไปสอบปากคำต่อภายในกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครสวรรค์

วันต่อมา (27 ส.ค.) ผู้ต้องหาทั้ง 2 คนถูกคุมตัวไปชี้จุดเกิดเหตุประกอบคำให้การ บริเวณห้องปฏิบัติการสืบสวนยาเสพติดในเซฟเฮาส์ที่ถูกเรียกว่า "บ้านกาแฟ" ด้านหลังที่ทำการ สภ. เมืองนครสวรรค์ ใช้เวลาราว 10 นาที ก่อนที่ทั้งคู่จะถูกนำตัวกลับมาสอบปากคำเพิ่มเติม

เวลา 10.30 น. ตำรวจเรียกพยานรายอื่น ๆ มาสอบปากคำ อาทิ พ่อ แม่ และแฟนสาวของผู้เสียชีวิต โดยแยกสอบทีละราย

เวลา 13.30 น. ตำรวจได้นำตัว พ.ต.อ. ธิติสรรค์ และ ร.ต.ท. ธรณินทร์ ไปศาลจังหวัดนครสวรรค์เพื่อขออำนาจฝากขังพร้อมคัดค้านกันประกันตัว โดยให้เหตุผลว่าเป็นคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญ และผู้ต้องหาทั้งหมดเป็นอดีตตำรวจ ถ้าหากได้รับการประกันตัว อาจจะออกมายุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ทำให้ส่งผลกับรูปคดี โดยอนุญาตตามนั้น ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะส่งตัวเข้าเรือนจำกลางพิษณุโลก

ที่มาของภาพ, Thai NEws Pix

คำบรรยายภาพ,

ผู้กำกับโจ้ (สวมหมวกสีฟ้า) นั่งรถควบคุมผู้ต้องหาไป จ. นครสวรรค์

คำถามที่ตามมาหลังการแถลงข่าว

ภายหลังการแถลงข่าวจับกุม พ.ต.อ. ธิติสรรค์ โลกโซเชียลก็เต็มไปด้วยเสียงวิจารณ์ การตั้งคำถามและการวิเคราะห์ถึงทิศทางคดี ตั้งแต่เรื่องการพันธนาการผู้ต้องหาที่ใช้เพียงวัสดุเป็นเส้นสีดำมัดข้อมือไว้หลวม ๆ การเปิดโอกาสให้ พ.ต.อ. ธิติสรรค์แก้ต่างและขอความเห็นใจต่อสาธารณะ การที่นายตำรวจที่ไปรับตัวไม่สามารถตอบได้ว่าใครเป็นคนมาส่งตัว พ.ต.อ. ธิติสรรค์ ไปจนถึงการที่ผู้สื่อข่าวถูกตัดบทเมื่อถามคำถามที่อยู่ในความสนใจของสังคม

นางอังคณา นีละไพจิตร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ต่อสู้เพื่อกำจัดการซ้อมทรมานและการอุ้มหายโดยเจ้าหน้าที่รัฐมาอย่างต่อเนื่อง เป็นคนหนึ่งที่ติดตามคดีนี้จนมาถึงการแถลงข่าวเมื่อคืนนี้ เธอให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยถึงข้อสังเกตและคำถามที่เกิดขึ้นมากมายจากปฏิบัติการของตำรวจในคดี "ผู้กำกับโจ้" ดังนี้

ผู้ต้องหาที่เป็นตำรวจกับผู้ต้องหาที่เป็นประชาชน

นางอังคณากล่าวว่าตั้งแต่การจับกุมถึงการแถลงข่าวมีหลายอย่างที่แสดงให้เห็นว่ามีการเลือกปฏิบัติต่อผู้ต้องหาที่เป็นตำรวจกับผู้ต้องหาหรือผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นประชาชน เช่น

  • การพันธนาการโดยใช้สายเคเบิลสีดำที่พันข้อมือไว้หลวม ๆ ด้านหน้า ต่างจากผู้ต้องหาทั่วไปที่มักจะถูกมัดมือไพล่หลังและใส่กุญแจมืออย่างแน่นหนา จะอ้างว่า พ.ต.อ. ธิติสรรค์ไม่มีพฤติการณ์หลบหนีก็ไม่ได้ เพราะข้อเท็จจริงคือเขาหลบหนีมาแล้วถึง 2 วัน
  • ก่อนแถลงข่าว พล.ต.อ. สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. แจ้งสิทธิของผู้ต้องหาให้ พ.ต.อ. ธิติสรรค์ฟังอย่างชัดเจนว่าเขามีสิทธิที่จะไม่พูดเพราะอาจถูกใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาล ย้ำว่าเขามีทนายความที่ไว้วางใจอยู่ด้วย และถามความสมัครใจว่ายินดีตอบคำถามผู้สื่อข่าวหรือไม่ ต่างจากผู้ต้องหาอื่น ๆ ที่แม้ไม่เต็มใจจะแถลงข่าวแต่ตำรวจก็เปิดให้สื่อมวลชนซักถาม "การแจ้งสิทธิแบบนี้ไม่ค่อยเห็นในกรณีผู้ต้องหารที่เป็นคนธรรมดาคนทั่วไป" นางอังคณาตั้งข้อสังเกต
  • ในการแถลงข่าว พ.ต.อ. ธิติสรรค์ได้รับโอกาสในการแก้ต่างให้ตัวเองและขอความเห็นใจจากสังคม ซึ่งต่างจากผู้ต้องหาทั่วไป

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ,

นางอังคณา นีละไพจิตร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผู้เป็นภรรยาของนายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความสิทธิมนุษยชนซึ่งถูกอุ้มหายเมื่อเดือน มี.ค. 2547

คำถามที่ตำรวจต้องตอบ

ในความเห็นของนางอังคณา คดีนี้มีประเด็นสำคัญที่ตำรวจต้องตอบสังคมให้ได้อยู่อย่างน้อย 2 ประเด็นคือ

ประเด็นแรก-จะเกิดอะไรขึ้นกับผู้ที่บันทึกและนำคลิปที่เป็นหลักฐานสำคัญของการทรมานผู้ต้องหามาเผยแพร่

"ขณะนี้เรายังไม่เห็นตำรวจออกมาขอบคุณหรือรับประกันความปลอดภัยของคนที่นำคลิปมาเผยแพร่ ซึ่งมีรายงานว่าเป็นตำรวจชั้นผู้น้อย ทั้งที่บุคคลนี้ถือว่ามีคุณูปการอย่างมากเพราะหากไม่มีคลิปนี้ ผู้เสียชีวิตคงจะกลายเป็นแค่ผู้ต้องสงสัยที่เสียชีวิตจากการเสพยาเกินขนาด แต่เมื่อนักข่าวถามถึงผู้ที่เผยแพร่คลิปในการแถลงข่าว รองฯ สุชาติ (พล.ต.อ. สุชาติ ธีระสวัสดิ์ รอง ผบ.ตร.) ก็ตัดบทขึ้นมาทันทีและมีท่าทีโกรธโดยไม่มีเหตุผล ประชาชนอยากได้ความมั่นใจว่าตำรวจที่เผยแพร่คลิปนี้จะได้รับความคุ้มครอง และครอบครัวเขาจะต้องไม่ถูกคุกคาม" อดีตกรรมการสิทธิฯ ให้ความเห็น

ประเด็นที่สอง-ใครคือผู้ที่พา พ.ต.อ. ธิติสรรค์มามอบตัวที่ สภ. เมืองแสนสุข จ.ชลบุรี

ในการแถลงข่าว พล.ต.ต. เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 6 ซึ่งเป็นคนที่ได้รับการติดต่อจาก พ.ต.อ. ธิติสรรค์ให้ไปรับเขาที่ สภ. เมืองแสนสุข ช่วงเย็นวันที่ 26 ส.ค. กล่าวว่าเมื่อไปถึงที่นัดหมาย เขายืนรออยู่ 15 นาที ก็เห็นรถยนต์สีขาวมาจอดและ พ.ต.อ. ธิติสรรค์ก็ลงมาจากรถ

"เขาเดินมาหาแล้วก็บอกว่า 'พี่ครับ ผมโจ้' ...พอหันมาอีกทีรถคันนั้นก็วิ่งไปแล้วก็เลยไม่ได้ดูเลขทะเบียน" พล.ต.ต. เอกรักษ์กล่าว

นางอังคณามองว่าสิ่งที่ รอง ผบช.ภ. 6 พูดนั้นเท่ากับเป็นการตัดตอนทำให้ไม่สามารถสาวไปถึงผู้ให้ความช่วยเหลือผู้ต้องหาในการหลบหนี

"ตำรวจระดับสูงที่ไปรับตัวผู้กำกับโจ้บอกว่ามีรถสีขาวมาส่ง แต่ไม่ทันมองว่าทะเบียนอะไร อันนี้คือการตัดตอนไปเลย ทำให้เราไม่รู้ว่าใครให้ความช่วยเหลือในการหลบหนีและหลบซ่อน ถ้าจะกันตัวเป็นพยานอะไรก็ต้องระบุให้ชัดเจน แต่ตำรวจระดับสูงไม่ควรพูดแบบนี้ เป็นไปได้ยังไงที่จะไม่ทันสังเกตทะเบียนรถ"

คดี "ผู้กำกับโจ้" เท่ากับเป็นการยืนยันว่าการซ้อมทรมานมีจริง

แม้ว่าคดีทรมานผู้ต้องหาจนเสียชีวิตที่ สภ. เมืองนครสวรรค์ จะยังต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะสิ้นสุดที่คำพิพากษาของศาล แต่นางอังคณามองว่า ณ จุดนี้ ก็สามารถบอกอะไรได้หลายอย่างเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเจ้าหน้าที่รัฐ เช่น การควบคุมตัวประชาชนตามอำเภอใจ และการทรมานระหว่างควบคุมตัว

นางอังคณาให้ความเห็นว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่ปรากฏว่า นายจิระพงศ์ ผู้เสียชีวิตนั้นถูกควบคุมตัวโดยไม่มีบันทึกการจับกุมนั้นเท่ากับว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้อำนาจควบคุมบุคคลตามอำเภอใจ ซึ่งขัดหลักสิทธิมนุษยชน

เธออธิบายต่อว่า การทำบันทึกการจับกุมเป็นขั้นตอนสำคัญที่จะปกป้องทั้งผู้ถูกควบคุมตัวและเจ้าหน้าที่ตำรวจ การไม่มีบันทึกการจับกุมทำให้ผู้ที่ถูกควบคุมตัวเสี่ยงต่อการถูกละเมิดสิทธิหรือแม้แต่การทำให้สูญหาย

ที่มาของภาพ, Facebook/ษิทรา เบี้ยบังเกิด

คำบรรยายภาพ,

ภาพจากคลิปที่นายษิทรา เบี้ยบังเกิด ทนายวาม นำมาโพสต์บนเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 24 ส.ค.

กรณี "ผู้กำกับโจ้" ยังเป็นเหตุการณ์ที่ยืนยันว่าการทรมานขณะถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่รัฐนั้นเกิดขึ้นจริง และเป็นการพิสูจน์ว่าคำพูดของประชาชนที่ตกเป็นผู้ต้องหา ผู้ถูกกล่าวหาหรือถูกควบคุมตัวหลายร้อยหลายพันคนที่เคยบอกว่าถูกเจ้าหน้าที่ซ้อมทรมานนั้นเป็นจริง

"กรณีนี้เป็นเหมือนจุดยอดของภูเขาน้ำแข็งที่โผล่ให้เราเห็น แต่คำถามก็คือมันมีอีกกี่ร้อยกี่พันคนที่โดนกระทำแบบนี้ บางคนรอดชีวิตหรือออกมาแล้วก็พูดอะไรไม่ได้ ร้องเรียนหรือฟ้องร้องอะไรไม่ได้ เพราะไม่มีหลักฐาน หรือมีบางคนตายไปหรือถูกทำให้เป็นคนสูญหายไปเลยอย่างเช่นกรณีของทนายสมชาย นีละไพจิตร"

"คนที่ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวแบบนี้มักจะตกอยู่ในสภาพที่ต้องยอมจำนน เขาจะถูกจับมัด ใส่กุญแจมือ เอาถุงครอบหัว ทำอะไรก็แล้วแต่ ในสถานการณ์นั้น หลักนิติธรรมทั้งหลายหรือหลักรัฐธรรมนูญที่บอกว่าต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ จะปฏิบัติกับเขาต่อเขาเหมือนผู้กระทำผิดไม่ได้ หรือเขามีสิทธิไม่ให้การ หรือมีสิทธิพบทนายความ ฯลฯ มันไม่เกิดขึ้นเลย" นางอังคณากล่าว