โควิด-19: เปิดแนวคิดแซนด์บ็อกซ์ เขตปลอดภัยนำร่องในโรงเรียนประจำ

ภาพบรรยากาศการเรียนที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ก่อนที่การระบาดของโควิด-19 รุนแรงขึ้นเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ,

ภาพบรรยากาศการเรียนที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ก่อนที่การระบาดของโควิด-19 รุนแรงขึ้นเมื่อต้นปีที่ผ่านมา

สถานการณ์การติดเชื้อโรคโควิด-19 ในกลุ่มเด็กวัยเรียน อายุ 6-18 ปี ทั่วประเทศนับตั้งแต่เดือน เม.ย. เป็นต้นมา มีถึง 129,165 ราย โดยส่วนใหญ่อยู่พื้นที่จังหวัดสีแดงเข้มโดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร-ปริมณฑล และจังหวัดชายแดนใต้

ตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อมูลที่จัดเก็บตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. ถึง 11 ก.ย. ซึ่งพบว่ามีเด็กวัยเรียนเสียชีวิตแล้ว 15 ราย

นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวในระหว่างการแถลงข่าวสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 วันนี้ (14 ก.ย.) ว่า การติดเชื้อของเด็กวัยเรียนเพิ่มสูงขึ้นแม้จะยังไม่ได้เปิดทำการเรียนการสอนในโรงเรียน โดยส่วนใหญ่เกิดจากการสัมผัสคนในครอบครัว

ที่ผ่านมาบุคลากรทางการศึกษา ได้รับวัคซีนเข็มแรกและสองไปแล้ว 897,423 ราย คิดเป็น 88.3% (ข้อมูล ณ วันที่ 5 ก.ย.) ขณะที่เด็กช่วงอายุ 6-18 ปี มีเพียงส่วนหนึ่งที่ได้รับการฉีดวัคซีน เป็นกลุ่มเด็กที่มีโรคประจำตัว โดยเมื่อนับถึงวันที่ 11 ก.ย. มีเด็กวัยเรียนที่ได้รับวัคซีนไฟเซอร์เข็มแรกแล้ว 74,932 คน และเข็มสอง 3,241 คน

เตรียมนำร่องแนวคิดแซนด์บ็อกซ์ในรร.ประจำ

แม้กระทรวงศึกษาธิการจะยังไม่ประกาศให้เปิดเรียนอย่างเป็นทางการ แต่ทางการกำลังเตรียมความพร้อม โดยจะใช้มาตรการนำร่องแซนด์บ็อกซ์ เฟซตี โซน ในโรงเรียนประจำ ซึ่งอธิบดีกรมอนามัย อธิบายว่า ขึ้นกับความพร้อมและความสมัครใจของสถานศึกษา ผู้ปกครอง และชุมชน โดยเบื้องต้นจะต้องมีการเตรียมการ เช่น จัดสถานที่แยกกักในโรงเรียน และพื้นที่คัดกรองผู้สัมผัส เป็นต้น ซึ่งจะเปิดโอกาสให้มีพื้นที่สีเขียวหรือเขตปลอดภัย (safety zone) ให้นักเรียนและบุคลากรได้ทำกิจกรรมต่าง ๆ ใกล้เคียงกับวิถีปกติ

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ,

เจ้าหน้าที่ของ กทม.ในชุด PPE กำลังฉีดยาฆ่าเชื้อภายในห้องเรียนของโรงเรียนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร

นพ สุวรรณชัย อธิบายว่าตามแนวทางดังกล่าว ก่อนเข้าโรงเรียนประจำนักเรียนจะต้องได้รับการตรวจหาเชื้อด้วยชุดตรวจแบบ Antigen Test Kit (ATK) ก่อน จากนั้นจะแบ่งนักเรียนให้ทำกิจกรรมเป็นกลุ่ม โดยแต่ละกลุ่มจะไม่มีการสัมผัสข้ามกลุ่มกัน กับต้องประเมินความเสี่ยงเป็นระยะผ่านแอปพลิเคชันที่กรมอนามัยกำหนด ขณะเดียวกัน ครูและบุคลากรต้องฉีดวัคซีนครอบคลุมไม่น้อยกว่า 85% และสุ่มตรวจหาเชื้อเป็นระยะ

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

ที่ผ่านมามีโรงเรียนประจำบางแห่งได้เริ่มทดลองดำเนินการแล้ว แม้ว่าจะพบผู้ติดเชื้อในโรงเรียนบางแห่ง แต่เกิดจากการสัมผัสผู้ติดเชื้อภายนอก ไม่ได้เกิดจากการสัมผัสภายใน จึงจะพิจารณาใช้แนวทางนี้กับโรงเรียนแบบไป-กลับต่อไป ซึ่งความเข้มข้นของมาตรการที่จะใช้ขึ้นกับพื้นที่ที่โรงเรียนเหล่านั้นตั้งอยู่ว่ามีการระบาดของโรคมากน้อยแค่ไหน

สำหรับพื้นที่สีแดงขึ้นไป กิจการและกิจกรรมที่อยู่รอบรั้วสถานศึกษาในระยะ 10 เมตร จะต้องผ่านการประเมินมาตรการปลอดภัยสำหรับองค์กร นอกจากนี้จะต้องจัดให้มี "School Pass" สำหรับนักเรียน บุคลากร ซึ่งจะบุข้อมูลจำเป็นทั้งการประเมินความเสี่ยง ประวัติการติดเชื้อ การฉีดวัคซีน เป็นต้น

สรุป 7 มาตรการสถานศึกษาโรงเรียบแบบไป-กลับ

  • สถานศึกษาประเมินความพร้อม
  • ทำกิจกรรมร่วมกันเป็นกลุ่มย่อย (Small Bubble)
  • จัดระบบให้บริการอาหารตามหลักสุขาภิบาล
  • จัดการด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม เช่น การระบายอากาศ การจัดการขยะ
  • จัดให้มีศูนย์แยกกักภายในโรงเรียน (School Isolation) และแผนเผชิญเหตุ
  • ควบคุมการเดินทางจากบ้านไปโรงเรียน ในกรณีมีรถรับส่งนักเรียน รถส่วนตัว รถขนส่งสาธารณะ
  • จัดให้มี School Pass

ข้อกังวลการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ในเด็ก

นพ.เฉวตรสรร นามวาท ผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพในภาวะฉุกเฉิน กล่าวว่า ข้อมูลการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ทั่วโลกพบว่ามีการรายงาน การพบอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบในระดับต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับการติดเชื้อโรคโควิด-19 มีโอกาสที่จะเกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบร่วมในอัตรา 50 ต่อ 100,000 ราย ตามการศึกษาในสหรัฐฯ

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ,

เด็กชายใน จ.นนทบุรี เข้ารับการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ที่เซ็นทรัลเวสเกต เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. ที่ผ่านมา โดยเป็นการลงทะเบียนผ่านระบบ "นนท์พร้อม"

"กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบจากโควิด สูงกว่าที่เกิดจากวัคซีนตั้ง 6 เท่า เพราะฉะนั้นอาการที่เรากลัวในเรื่องกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบหลังการฉีดวัคซีน (ที่พัฒนาโดยใช้เทคโนโลยี) mRNa เรียกว่าน้อยมาก และมีความปลอดภัยอย่างสูง"

โดยข้อมูลของประเทศไทยมีอัตราที่พบอยู่ที่ 2-3 ราย ต่อ 100,000 ราย จากการฉีดล็อตแรก 9 แสนโดส พบเพียง 1 ราย ในเด็กชาย อายุ 13 ปี ซึ่งมีอาการแน่นหน้าอกหลังการฉีด แต่ก็สามารถรักษาได้ ซึ่งสอดคล้องกับประเทศแถบเอเชียที่พบไม่มาก

ครม. อนุมัติงบกลางให้สภากาชาดไทยซื้อวัคซีนโมเดอร์นา 1 ล้านโดส

น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จำนวน 946.31 ล้านบาท ให้กับสภากาชาดไทย สำหรับใช้ในโครงการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 โมเดอร์นา (Moderna)ให้กับประชาชนกลุ่มเป้าหมายจำนวน 1 ล้านโดส โดยไม่คิดมูลค่า

ที่มาของภาพ, Getty Images

บริษัท ชิลลิค ฟาร์มา จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนในการจัดหาและกระจายวัคซีนโควิด-19 ของโมเดอร์นาในประเทศไทย ได้เสนอขายในราคา 28 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 940 บาทต่อโดส รวมค่าขนส่ง 26.75 บาทต่อโดส รวมเป็น 966.75 บาทต่อโดส ซึ่งกำหนดให้ชำระเงินล่วงหน้า 30% ของมูลค่าวัคซีนรวมภายในเดือนนี้ เพื่อให้สามารถส่งมอบวัคซีนงวดแรกได้ในต้นปี 2565

ก่อนหน้านี้ สภากาชาดไทยดำเนินการจัดหาวัคซีนโมเดอร์นาเองส่วนหนึ่งและให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดร่วมดำเนินการด้วย โดยจะเริ่มดำเนินการฉีดวัคซีนได้ตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2564 เป็นต้นไป

สถานการณ์ผู้ติดเชื้อรอบ 24 ชม.

สำหรับสถานการณ์การติดเชื้อโรคโควิด-19 ในไทยในรอบ 24 ชั่วโมง จากการรายงานของ ศบค. พบผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้น 11,786 ราย เป็นการติดเชื้อในประเทศ 11,510 ราย ในเรือนจำ 271 ราย และผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศ 5 ราย ทำให้ยอดผู้ป่วยสะสมนับตั้งแต่มีการระบาดอยู่ที่ 1,406,542 ราย

หากนับเฉพาะระลอกเดือน เม.ย. พบผู้ติดเชื้อ 1,377,679 ราย โดยในวันนี้พบผู้ป่วยจากการคัดกรองเชิงรุกในชุมชน 1,165 ราย

ผู้ป่วยที่กำลังรักษาตัวอยู่ 129,025 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยอาการหนัก 4,080 ราย และต้องใส่เครื่องช่วยหายใจ 818 ราย

โดยมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 136 ราย ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตสะสมตั้งแต่เดือน ม.ค. 2563 อยู่ที่ 14,621 ราย คิดเป็น 1.04% หากนับเฉพาะระลอกเดือน เม.ย. อัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 1.05%

ข้อมูลการเข้ารับบริการวัคซีนโควิด-19 ถึงเวลา 18.00 น. ของวันที่ 13 ก.ย. ยอดสะสมตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. มีการฉีดสะสมไปแล้ว 40,953,025 โดส และเป็นเข็มแรก 38.2% ของประชากร และครบทั้งสองเข็มแล้ว 17.8% ของประชากร