เด็กติดโควิด: MIS-C อาการอักเสบหลายระบบและอาการอื่น ๆ ที่กุมารแพทย์พบจากการรักษาผู้ป่วยโควิดเด็กในไทย

  • ธันยพร บัวทอง
  • ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
getty

ที่มาของภาพ, Getty Images

คำบรรยายภาพ,

กุมารแพทย์โรคติดเชื้อจาก รพ.จุฬาลงกรณ์ เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่าจากการเก็บข้อมูลของกลุ่มแพทย์ในไทยที่ติดตามอาการนี้ พบว่ามีผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะ MIS-C ประมาณ 20-25 ราย

เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา คนไข้เด็กวัย 13 ปี เข้ามารักษาตัวที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ด้วยอาการไข้สูงและท้องเสีย กุมารแพทย์ตรวจและให้การรักษาตามอาการและคาดว่าผู้ป่วยจะอาการดีขึ้นในไม่กี่วัน

แต่ผ่านไป 2-3 วัน ผู้ป่วยเริ่มมีระบบการหายใจผิดปกติ หลายอาการเทียบเคียงได้กับภาวะหัวใจล้มเหลว และพบค่าการอักเสบสูง

ผู้ป่วยเด็กรายนี้ไม่มีประวัติติดเชื้อโควิด-19 มาก่อน แต่กลับตรวจพบสารภูมิคุ้มกันหรือแอนติบอดีโควิด-19 เช่นเดียวกับที่ตรวจเจอในพ่อและแม่ เกณฑ์ต่าง ๆ ที่พบเหล่านี้ ทำให้ทีมแพทย์วินิจฉัยว่า เด็กรายนี้ กำลังป่วยด้วยภาวะอาการ "มิสซี" MIS-C (Multisystem inflammatory syndrome in children) หรือกลุ่มอาการอักเสบของหลาย ๆ ระบบในร่างกาย

นี่เป็นกรณีของผู้ป่วยเด็กที่ อ.ดร.พญ.สุวพร อนุกูลเรืองกิตติ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าให้บีบีซีไทยฟัง และบอกว่า กุมารแพทย์หรือหมอเด็กเริ่มเจอภาวะนี้ในกลุ่มเด็กโตที่หายป่วยจากโควิดมากขึ้น

ล่าสุด วันที่ 5 ต.ค. กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ในประเทศไทยพบผู้ป่วย MIS-C แล้วประมาณ 30-40 ราย ทั่วประเทศ

นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า MIS-C เป็นกลุ่มอาการอุบัติใหม่ที่พบในเด็กซึ่งร่างกายมีการอักเสบหลายระบบหลังจากมีการติดเชื้อโควิด-19 สาเหตุเชื่อว่าเกิดจากการตอบสนองของภูมิคุ้มกันในร่างกายต่อเชื้อไวรัสนี้ที่มากเกินไป ทำให้เกิดความผิดปกติของร่างกายหลายระบบตามมา

ภาวะนี้พบได้ในเด็กทุกกลุ่มอายุ อุบัติการณ์ประมาณ 0.02% ของผู้ป่วยเด็กที่เป็นโควิด โดยผู้ป่วยจะมีอาการไข้ ผื่น ตาแดง อาเจียน ปวดท้อง ถ่ายเหลว อาจมีภาวะช็อคที่เกิดจากการอักเสบที่หัวใจ หรือหลอดเลือดหัวใจโป่งพองซึ่งเป็นอันตรายถึงเสียชีวิตได้ ร่วมกับการตรวจพบเชื้อหรือภูมิคุ้มกันหรือประวัติสัมผัสเชื้อโควิด

ส่วนการอักเสบของหัวใจพบได้ 35-100% อาจมีอาการรุนแรงจนจำเป็นต้องรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤต ภาวะนี้ควรได้รับการรักษาด้วยอิมมูโนโกลบูลินและยากดภูมิคุ้มกัน

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 29 ส.ค. ที่ผ่านมา ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ได้มีแถลงการณ์เกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 ในเด็ก ระบุว่า "การที่มีเด็กและวัยรุ่นติดเชื้อโควิด-19 มากขึ้น คาดว่าจะมีการพบผู้ป่วย MIS-C มากขึ้น ซึ่งเป็นภาวะที่มีความรุนแรงตามหลังโควิด-19 ในเด็กและวัยรุ่น ซึ่งอาจรุนแรงถึงแก่ชีวิตได้"

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่าสถานการณ์การติดเชื้อโควิด-19 ในกลุ่มอายุตั้งแต่ 0-18 ปีในการระบาดระลอกเดือน เม.ย. 2564 (1 เม.ย.- 11 ก.ย.) มีผู้ติดเชื้อสะสมแล้ว 174,645 ราย แบ่งเป็นเด็กวัยเรียนและวัยรุ่น (อายุ 6-18 ปี) 129,165 ราย เสียชีวิต 15 ราย และ เด็กปฐมวัย (อายุ 0-5 ปี) ติดเชื้อสะสม 45,480 ราย เสียชีวิต 14 ราย

อ.ดร.พญ.สุวพรกล่าวว่า ภาวะ MIS-C เป็นอาการที่เกิดตามหลังการเป็นโควิด-19 ในเด็ก ซึ่งแตกต่างจากอาการที่เกิดหลังป่วยโควิดหรือ "โพสต์โควิด" ที่ไม่เป็นอันตราย แต่เป็นเพียงอาการที่หลงเหลือหลังจากหายจากโควิดแล้ว

"MIS-C เป็นอาการที่เกิดหลังจากหายโควิดไปแล้ว 2-8 สัปดาห์ โดยมีอาการรุนแรงในหลาย ๆ ระบบของร่างกาย ซึ่งอาการที่ควรสังเกตจะเป็นพวก ไข้สูงเกิน 38 องศา นานเกิน 1 วัน หรือมีอาการระบบอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ท้องเสียรุนแรงไม่ดีขึ้น หรือบางคนมีอาการทางระบบหัวใจ และระบบหายใจ ต่อไปเราอาจจะเจอภาวะนี้เยอะขึ้นในเด็ก เพราะว่าเรามีเด็กเป็นโควิดเยอะขึ้น ภาวะ MIS-C ก็จะเจอเยอะขึ้นด้วย แต่ภาวะ MIS-C จะเป็นในเด็กโตมากกว่าเด็กเล็ก"

กุมารแพทย์โรคติดเชื้อจาก รพ.จุฬาลงกรณ์ เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่าจากการเก็บข้อมูลของกลุ่มแพทย์ในไทยที่ติดตามอาการนี้ พบว่ามีผู้ป่วยเด็กที่มีภาวะ MIS-C ประมาณ 20-25 ราย

"กุมารแพทย์จะระวังและตระหนักถึงจุดนี้มากขึ้น และมีเกณฑ์ในการวินิจฉัยเพื่อที่จะรักษาได้ทัน ไม่อยากให้พ่อแม่ผู้ปกครองตื่นตกใจ แต่ให้อยากให้รู้ว่าอาจจะเจอภาวะนี้ได้เยอะขึ้นในเด็กที่หายจากโควิดแล้วในประเทศไทย โดยเฉพาะในเด็กโต"

ในสถานการณ์ระบาดปัจจุบัน อ.ดร.พญ.สุวพรกล่าวว่า การระบาดของไวรัสสายพันธุ์เดลตาที่แพร่กระจายได้ง่าย ทำให้มีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในทุกกลุ่มอายุ เพราะฉะนั้นกลุ่มผู้ป่วยเด็กก็มีจำนวนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

กุมารแพทย์ไทยเจออะไรในการรักษาเด็กที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา-2019 บ้าง และอาการ MIS-C หรือกลุ่มอาการอักเสบของอวัยวะหลายระบบร่างกายในเด็กโตที่หายป่วยแล้วเป็นอย่างไร

คำแนะนำของราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ไทย และประสบการณ์ในสหรัฐฯ-อินเดีย

ในแถลงการณ์ของราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ 29 ส.ค. ระบุว่า กุมารแพทย์ควรสังเกตอาการที่เข้าได้กับอาการ MIS-C ได้แก่ มีไข้เกิน 38 องศาเซลเซียส นานเกิน 24 ชม. มีอาการรุนแรงหลายระบบของร่างกาย เช่น หัวใจและหลอดเลือด ไต ทางเดินหายใจ โลหิต ทางเดินอาหาร หรือระบบประสาท ที่ไม่พบสาเหตุจากโรคอื่น และมีการติดเชื้อหรือมีการสัมผัสผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในเวลาที่ผ่านมาไม่นาน มีค่าการอักเสบในเลือดสูง

เมื่อปลายเดือน มิ.ย. ที่อินเดีย ขณะที่การระบาดระลอกที่ 2 ของโควิด-19 เริ่มคลี่คลายลง แต่กุมารแพทย์ในอินเดียรายงานว่าพบอาการป่วยที่พบได้ยากแต่รุนแรงเช่นนี้เพิ่มขึ้น

ที่โรงพยาบาลคงคาราม ในกรุงนิวเดลี นพ.ธีเรน คุปตะ กุมารแพทย์ประจำหอผู้ป่วยอาการวิกฤตมีคนไข้อายุระหว่าง 4-15 ปี กว่า 75 คน ที่ป่วยด้วยอาการ MIS-C นับตั้งแต่เดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มเกิดการระบาดระลอกที่ 2

ขณะที่ข้อมูลทางการของสหรัฐฯ ณ วันที่ 3 พ.ค. พบผู้ป่วยกลุ่มอาการอักเสบของอวัยวะหลายระบบในเด็ก 3,742 ราย และเสียชีวิตแล้ว 35 ราย

สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติฯ เผยรักษาเด็กป่วย MIS-C อยู่ 8 ราย

นพ. อดิศัย ภัตตาตั้ง ผอ. สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี เปิดเผยว่า สถาบันฯ พบผู้ป่วย MIS-C จำนวน 8 ราย อายุตั้งแต่ 9 เดือน ถึง 11 ปี ในจำนวนนี้ 6 รายมีประวัติติดเชื้อโควิด-19 มาก่อน 4-6 สัปดาห์ และมีอาการของโรคโควิดที่น้อยหรือไม่มีอาการ ส่วนผู้ป่วยอีก 2 ราย ไม่พบประวัติการสัมผัสเชื้อที่ชัดเจน

ผู้ป่วยทุกรายมีไข้ร่วมกับผื่น ส่วนใหญ่พบอาการทางระบบทางเดินอาหารร่วมด้วย เช่น อาเจียน ถ่ายเหลว ในเด็กเล็กมักมีอาการตาแดง ปากแดง มือเท้าบวม คล้ายโรคคาวาซากิ การตรวจเลือดจะพบค่าการอักเสบที่เพิ่มขึ้นผิดปกติ ผู้ป่วย 4 ราย มีภาวะช็อคจากการที่หัวใจบีบตัวได้ลดลง จำเป็นต้องให้การรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤต

ผู้ป่วยที่อาการรุนแรง 3 ราย มีการตอบสนองต่อการรักษาดี การทำงานของหัวใจกลับมาทำงานเป็นปกติ ระยะเวลาที่รักษาในหอผู้ป่วยวิกฤตขึ้นกับความรุนแรงและการตอบสนองต่อการรักษา

นพ. อดิศัย กล่าวด้วยว่า ในสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี ยังไม่พบการเสียชีวิตจากภาวะนี้ การวินิจฉัยและการรักษาที่ทันท่วงทีจะช่วยชีวิตผู้ป่วยโรคนี้ได้

เด็กเล็ก และเด็กโต ความเสี่ยงเมื่อติดโควิด

ราวปลายเดือน ก.ค. พิยดา พิทักษ์จินดา คุณแม่วัย 22 ปี ในเขตหนองจอก กรุงเทพฯ มีอาการเจ็บคอ เมื่อไปตรวจที่คลินิกก็พบว่าติดโควิด-19 เธอเป็นคนแรกของบ้านที่ตรวจพบเชื้อ แม้จะแทบไม่ได้ออกไปไหน หลังจากนั้นสมาชิกในบ้าน 8 คน ก็ตรวจพบว่าติดเชื้อทั้งหมด รวมทั้งลูกชาย 2 คน ของเธอ คนโตอายุ 1 ขวบครึ่ง และคนเล็กอายุ 8 เดือน หลังจากนั้นทั้งเธอและลูก ๆ ก็เข้าสู่การรักษาแบบกักตัวที่บ้าน

"น้องไข้ขึ้นสูง 38-39 มีไอ มีเสมหะ แต่ยังร่าเริงปกติ เล่นได้ พาเขาไปหาหมอ หมอก็ให้ยาตามอาการ แก้ไข้ แก้ไอ ขับเสมหะ เช็ดตัวทุกคืน วัดอุณหภูมิ วัดค่าออกซิเจน มีไข้อยู่ประมาณ 3-4 วัน ตอนนั้นเราวัดอุณหภูมิกับค่าออกซิเจนเรื่อย ๆ"

พิยดาบอกว่าลูก ๆ ยังกินอาหารได้ปกติ และหลังจากนั้น 1-2 สัปดาห์ ได้ตรวจเชื้ออีกครั้ง ไม่พบว่ามีเชื้อแล้ว

นี่เป็นหนึ่งในกรณีของเด็กเล็กที่ติดเชื้อโควิด-19 ในการระบาดระลอกล่าสุด ซึ่งจากตัวเลขของ สธ. ระบุว่า เด็กวัยไม่ถึงขวบถึง 5 ปี ติดเชื้อสะสมกว่า 45,000 คน

ที่มาของภาพ, AFP/Getty Images

อ.ดร.พญ. สุวพรบอกว่าในการระบาดระลอกนี้ นอกจากจำนวนผู้ป่วยเด็กจะมากขึ้นแล้ว สัดส่วนของผู้ป่วยเด็กที่มีอาการก็มากขึ้นด้วย ต่างจากการระลอกก่อนหน้านี้ที่เด็กที่ติดเชื้อจะมีอาการค่อนข้างน้อยหรือไม่มีอาการ

อ.ดร.พญ.สุวพรบอกว่าในกลุ่มเด็กที่ไม่มีโรคประจำตัว เด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 1 ขวบเป็นกลุ่มอายุที่เสี่ยงติดโควิด และเมื่อติดแล้วจะมีอาการรุนแรงหรือเชื้อลงปอดได้มากกว่ากลุ่มเด็กโต

"แต่ก็ไม่ใช่ว่าเด็กเล็กที่เป็นโควิดแล้วจะมีอาการรุนแรงทั้งหมด ถ้าเทียบในแง่สัดส่วนของแต่ละกลุ่มอายุ เด็กเล็ก คือมีโอกาสเจอปอดติดเชื้อมากกว่าเด็กโต"

ส่วนกลุ่มเด็กที่มีโรคประจำตัว กุมารแพทย์หญิงจากจุฬาฯ บอกว่า ใช้เกณฑ์ของโรคประจำตัวหรือโรคเสี่ยงเทียบเคียงกับผู้ใหญ่ได้แก่ โรคเรื้อรัง เช่น โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง โรคหัวใจเรื้อรัง และเด็กที่มีภาวะน้ำหนักเกิน

"ในเด็กจะมีโรคหัวใจแต่กำเนิด และพวกกลุ่มโรคที่เป็นภาวะภูมิต่ำ เบาหวาน ของเด็กจะมีต่างจากผู้ใหญ่เล็กน้อย ที่เรียกว่ากลุ่มโรคทางพันธุกรรม ตัวอย่างเช่น คนไข้เด็กที่เป็นดาวน์ซินโดรม เป็นอีกกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดอาการที่รุนแรง"

รักษาโควิดในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี อย่างไร

อ.ดร.พญ.สุวพรกล่าวว่าในกลุ่มเด็กเล็กที่อายุน้อยกว่า 1 ขวบ อาการที่รุนแรงที่พบได้ส่วนใหญ่ คือ ปอดอักเสบติดเชื้อหรือที่เรียกกันว่า "เชื้อลงปอด" ซึ่งการรักษาก็จะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของปอดอักเสบของผู้ป่วยแต่ละราย

"ถ้าปอดอักเสบแต่รุนแรงยังไม่มาก เราก็ให้ยาในการรักษา ในเด็กเล็ก เราก็ให้ยาฟาวิพิราเวียร์เหมือนกับผู้ใหญ่ แต่ถ้าคนไหนปอดอักเสบและมีการรุนแรง ก็จะใช้การรักษาอื่นที่ช่วยประคับประคองการหายใจเช่น การให้ออกซิเจน หรือช่วยในเรื่องของการให้ผู้ป่วยหายใจได้ดีขึ้น"

ส่วนภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่เจอได้บ้าง เช่น อาการเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร อาเจียน ท้องเสียรุนแรงซึ่งทำให้เกิดภาวะขาดน้ำตามมา จำเป็นต้องได้รับสารน้ำในการรักษาระหว่างนอน รพ.

อ.ดร.พญ.สุวพรอธิบายต่อว่า การรักษาของเด็กจะเป็นไปในแนวทางเดียวกับผู้ใหญ่ คือแบ่งตามระดับอาการเป็นผู้ป่วยสีเขียว เหลือง แดง ซึ่งในกลุ่มสีเหลืองก็จะให้ยาฟาวิพิราเวียร์เช่นเดียวกับผู้ใหญ่ ส่วนกลุ่มสีแดง หากรุนแรงมากอาจขยับมาใช้ตัวยาอีกชนิดคือเรมเดซิเวียร์

ในเรื่องของการให้ยาในผู้ป่วยเด็ก ปริมาณยาจะคำนวณตามน้ำหนักตัวและมีข้อพิจารณาตอนให้ยาเด็กว่าจะนำยาเม็ดมาบดผสมน้ำอย่างไร และเวลาป้อนยาแล้วเด็กยอมกินยามากน้อยแค่ไหน

"ยาฟาวิพิราเวียร์ ของผู้ใหญ่ 9 เม็ดวันละ 2 ครั้ง แต่เด็กเล็กคำนวณตามน้ำหนัก จึงอาจจะเหลือแค่ไม่กี่เม็ด และจะเอายาเม็ดไปผสมละลายน้ำสัก 3-5 ซีซี ใกล้เคียงกับยาอื่นที่เด็กรับประทานในวัยนั้นอยู่แล้ว"

ที่มาของภาพ, Getty Images

รักษาอาการเชื้อลงปอดในเด็กต่างจากผู้ใหญ่หรือไม่

กุมารแพทย์โรคติดเชื้อในเด็กให้ข้อมูลว่า ผู้ป่วยเด็กที่ติดโควิดที่มีอาการเชื้อลงปอด บางคนก็พบเชื้อลงปอดเร็ว บางคนช้า

กรณีที่เชื้อลงปอดเร็ว เริ่มพบตั้งแต่สายพันธุ์เดลตาระบาดเช่นเดียวกับในกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นผู้ใหญ่ คือ พบว่าเชื้อลงปอดในช่วง 2-3 วันแรก นับจากมีอาการป่วย อาการที่เห็นชัดเจนคือมีไข้สูง ไอเยอะ หายใจหอบเหนื่อย

ส่วนอีกกลุ่มพบเชื้อลงปอดในช่วงวันที่ 5-7 จึงจะพบอาการปอดอักเสบ

อ.ดร.พญ.สุวพรกล่าวเพิ่มเติมว่า การรักษาผู้ป่วยเด็กที่เชื้อลงสู่ปอดว่าค่อนข้างใกล้เคียงกับการรักษาของผู้ใหญ่ แต่พบว่าเด็กมักจะอาการดีขึ้นเร็วกว่าผู้ใหญ่ เช่น ในผู้ป่วยเด็กที่ปอดอักเสบไม่รุนแรงมาก โดยทั่วไป เมื่อให้ยาฟาวิพิราเวียร์ประมาณ 1-2 วัน ผู้ป่วยก็จะตอบสนองต่อยา ทำให้ไข้ลดลง เหนื่อยน้อยลง ค่าออกซิเจนสูงขึ้น และเมื่อให้ยาครบคอร์ส 5 วัน เด็กก็อาการดีขึ้นเป็นส่วนใหญ่ น้อยรายที่ต้องขยายระยะเวลาให้ยาจาก 5 วัน เป็น 10 วัน

"อันนี้น่าต่างจากผู้ใหญ่ เพราะเท่าที่ทราบ ในการระบาดระลอกนี้ ผู้ป่วยที่เป็นผู้ใหญ่หลายคนไม่ตอบสนองต่อยาฟาวิพิราเวียร์หลังจากได้รับครบ 5 วัน จึงต้องให้เพิ่มเป็น 10 วัน หรือบางคนก็ต้องขยับเป็นให้ยาเรมเดซิเวียร์"

อาการท้องเสียในเด็กเล็กที่ติดโควิด

ในกลุ่มพูดคุยทางเฟซบุ๊กที่ชื่อว่า "กลุ่มคนมีลูก" แม่ที่มีลูกเล็กหลายรายเล่าประสบการณ์เมื่อลูกติดโควิดว่า หลายคนมีท้องเสียร่วมด้วย

กรณีนี้ อ.ดร.พญ.สุวพรบอกบีบีซีไทยว่า ท้องเสียเป็นอาการที่เจอบ่อยในเด็กเล็กที่ติดโควิด ซึ่งเป็นหนึ่งในภาวะแทรกซ้อนที่เจอได้ในผู้ป่วยที่เป็นเด็กเล็ก นอกเหนือจากเชื้อลงปอด มักพบอาการในระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ ท้องเสีย อาเจียน กินได้น้อย

"ในเด็กอาจจะเจอเยอะกว่าผู้ใหญ่ ทำให้พ่อแม่กังวล ถ้าท้องเสีย ถ่ายเป็นน้ำ ถ่ายเหลวจากเชื้อไวรัส ให้รักษาภาวะขาดน้ำด้วยการก็ให้รับประทานเกลือแร่เข้าไปชดเชย และกระตุ้นให้กินอาหารอ่อน ๆ ทีละน้อยและบ่อยขึ้น แต่ถ้าอาการขาดน้ำมาก ซึม ไม่กิน ปัสสาวะไม่ออกหลายชั่วโมง ก็ต้องพามาประเมินที่ รพ."

คำแนะนำสำหรับผู้ปกครอง เมื่อลูกเด็กเล็กติดโควิดและกักตัวที่บ้าน

กุมารแพทย์หญิงแนะนำว่า เด็กที่ติดโควิด-19 หากไม่ได้เป็นกลุ่มเสี่ยงหรือมีโรคประจำตัวและไม่มีอาการหรืออาการไม่รุนแรง เช่น มีน้ำมูก ไข้ไม่สูง กินและเล่นได้ใกล้เคียงกับปกติก็สามารถดูแลที่บ้านได้ ส่วนการให้ยาก็ไม่ต่างจากผู้ใหญ่ คือ ให้ยาตามอาการ ถ้ามีไข้แต่ไม่สูง ก็ให้กินยาลดไข้และเช็ดตัว

นอกจากนี้ควรวัดออกซิเจนปลายนิ้ว 1-2 ครั้งต่อวัน ค่าออกซิเจนที่วัดได้ควรเกิน 95% เช่นเดียวกับผู้ใหญ่ ทั้งนี้มีข้อควรระวังว่า เครื่องวัดออกซิเจนเป็นขนาดที่ใช้กับผู้ใหญ่ ค่าที่อ่านอาจจะไม่นิ่งมาก ต้องดูด้วยว่า การวัดค่าออกซิเจนคงที่หรือไม่

แต่หากผู้ป่วยเด็กมีไข้สูงติดต่อกัน 1-2 วันและมีอาการหายใจหอบเหนื่อย ถือว่าเป็นอาการที่เริ่มอันตราย อ.ดร.พญ.สุวพรย้ำว่าจะต้องรีบพาเด็กมา รพ.

"อาการที่สังเกตได้ (ว่าหอบเหนื่อย) คือ ลูกหายใจเร็ว หายใจแรง ซี่โครงบุ๋ม อันนี้ก็จะดูได้ง่ายชัดเจน อีกข้อที่ต้องเฝ้าระวังวังคือไข้ หากเด็กมีไข้สูงเกิน 39 ติดต่อกันนาน 1-2 วัน ก็ต้องพามาตรวจเพิ่มเติม"